ภาพบิดาด.ช.วัย 14 ปีผู้ก่อเหตุยิงในห้างใหญ่กลางกรุงเทพฯ เดินทางไปไหว้ขอขมาศพเหยื่อสาวชาวเมียนมา เรียกชาวโซเชี่ยลระเบิดอารมณ์ยิ่งกว่าระเบิดลงสงครามโลก
เข้าใจได้กับความคับแค้นโกรธแค้นที่มีต่อลูก แต่ควรแยกแยะ “ตัวบุคคล” จำแนก “เรื่องราว” เพื่อจะได้ไม่หลง “ประเด็น”
ประเด็นของประเด็นคือ เด็กอายุ 14 ซื้อแบลงก์กันทางออนไลน์ นำไปยิงคนไม่เลือกหน้าในห้างสรรพสินค้า จนมีคนตาย 2 บาดเจ็บ 5
ขณะลงมือยังโทร.เข้าสายด่วน 191 บอก “ผมนี่แหละคนยิง”
พอดีมีเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญการเจรจา รับสาย ใช้หลักวิชาบวกประสบการณ์พูดคุย นำมาสู่การเข้าควบคุมตัวเด็กผู้ก่อเหตุได้โดยละมุนละม่อม
เจ้าหน้าที่ชุดเผชิญเหตุ ใช้ยุทธวิธีตามฝึก ปฏิบัติการจนสำเร็จ
เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวน ปฏิบัติตามหลักสากล ใช้กฎหมายเยาวชนเข้าคลี่คลายคดี มีนักจิตวิทยาเด็ก นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ ร่วมสอบปากคำ คดีเดินตามกระบวนการยุติธรรมเหมือนคดีปกติอื่นๆ
แต่สังคมส่วนหนึ่งไม่พอใจ โดยเฉพาะชาวโซเชี่ยล “กระแสแสนยากควบคุม” แห่งโลกปัจจุบัน แห่คอมเมนต์เผ็ดร้อนคีย์บอร์ดเดือด
“ทำไมไม่จับตาย-ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต” ใครขวัญอ่อนอ่านแล้วอาจบ้านหมุน
เพียงเพื่อความถูกใจสะใจส่วนตัว หรือรู้เท่าไม่ทั่วถึงถี่ถ้วน ตำหนิเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กดดันเจ้าหน้าที่ให้กระทำผิดกฎหมายอาญาร้ายแรง ม.157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ม.288 ฆ่าผู้อื่น
ทั้งๆ ที่โลกความจริง ไม่มีประชาชนคนใดยอมให้เจ้าหน้าที่ละเมิดกฎหมายแน่ๆ
แต่โลกของคนโซเชี่ยล อยากพิมพ์อะไรก็พิมพ์ ไม่ต้องรับผิดชอบ??
ตรรกะ ทัศนะ ประเภทนักเรียนตีกันให้จับส่งลงชายแดนใต้ ประเภทผู้หญิงโดนข่มขืนไปยั่วเขาก่อนหรือเปล่า!!
นอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ยังเพิ่มปัญหา สร้างค่านิยมตัดสินปัญหาแบบมักง่ายส่งเดช
กลับมาเรื่องด.ช. 14 เชื่อว่าสังคมต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษทัณฑ์สาสม ต้องการให้กวดขันการครอบครองอาวุธเข้มงวด ต้องการให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยสบายใจ ฯลฯ
การเชียร์ใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต การสนับสนุนละเมิดความถูกต้อง การเห็นดีเห็นงามกฎหมู่เหนือกฎหมาย
มันช่วยให้ปัญหาคลี่คลายได้หรือ? ช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้นได้มั้ย?
ไม่ใช่ และไม่มีทาง?!
นายเจ็ดอักษร