สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ…วิกฤตพิสูจน์ผู้นำ…
ย้อนกลับไปไม่ไกลมาก สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ “วิกฤตพิสูจน์ผู้นำ” ต้นปี 2546 เกิดจลาจลในประเทศกัมพูชา คนเขมรถูกปลุกปั่นจนคลั่งบุกเผาสถานทูตไทย ทำร้ายคนไทย พังธุรกิจร้านค้าของคนไทย
ผู้นำของไทยเวลานั้นดำเนินมาตรการขั้นสูงสุด เพื่อเกียรติภูมิศักดิ์ศรีประเทศ เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไทยและทรัพย์สิน
ต่อสายตรงถึงผู้นำกัมพูชา ประท้วงอย่างรุนแรงจริงจัง เรียกร้องให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เรียกประชุมฉุกเฉินตั้งวอร์รูมเพื่อตอบโต้ โดยส่งเครื่องบินกองทัพอากาศพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษไปรับคนไทยในกัมพูชากลับ สั่งเครื่องบินรบรอคำสั่งขึ้นปฏิบัติการ ส่งกองเรือรบเคลื่อนเข้าประชิดน่านน้ำกัมพูชารอสนับสนุน
สุดท้ายผู้นำกัมพูชาแถลงขอโทษประเทศไทย และชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด
ปลายปี 2547 เกิดคลื่นยักษ์ “สึนามิ” สร้างความสูญเสียครั้งร้ายแรงที่สุดทั้งชีวิตและทรัพย์สินใน 6 จังหวัดฝั่งอันดามัน หนักสุดที่จ.ภูเก็ต-พังงา
ผู้นำเวลานั้นลงไปบัญชาการในพื้นที่ทันที แบ่งงานรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ รับผิดชอบอย่างชัดเจน นำมาสู่การทำงานมีประสิทธิภาพไม่ทับซ้อนสะเปะสะปะ
สถานการณ์คลี่คลายรวดเร็ว เมื่อเทียบกับความรุนแรงของวิกฤต
ทั้งสองสถานการณ์ “ผู้นำคนนั้น” ได้รับการชื่นชมยกย่องจากประชาชนมาถึงทุกวันนี้
อีกสถานการณ์ เดือนต.ค.2542 กองกำลังติดอาวุธ “ก๊อดอาร์มี่” บุกสถานทูตพม่ากลางกรุงเทพฯ จับเจ้าหน้าที่และประชาชนหลายสิบเป็นตัวประกัน
รัฐบาลไทยเข้าคลี่คลายสถานการณ์จนจบลงโดยไม่เกิดความสูญเสีย
วีรบุรุษเกิดขึ้นเมื่อนักการเมืองหนุ่มหน้าใหม่ ในบทบาท “รมช.ต่างประเทศ” อาสาร่วมเป็นตัวประกันขึ้น ฮ.ไปส่งก๊อดอาร์มี่ที่ชายแดน เพื่อให้กองกำลังติดอาวุธมั่นใจว่าปลอดภัย
จากวีรบุรุษวันนั้น ต่อมาก้าวหน้าขึ้นเป็นระดับ “ผู้นำจังหวัด” ชื่อเสียงเกียรติภูมิที่สั่งสมมาก็มลาย
เมื่อถูกปลดพ้นตำแหน่ง ด้วยข้อหาการปฏิบัติหน้าที่
ณ ปัจจุบัน “ผู้นำประเทศ” กำลังเผชิญสถานการณ์มากมาย เกิด “วิกฤตฉุกเฉิน” ไม่คาดฝันต่อเนื่อง
สถานการณ์สู้รบอิสราเอล-ฮามาส มีคนไทยเสียชีวิต บาดเจ็บ ถูกจับเป็นตัวประกันจำนวนมาก คือวิกฤตฉุกเฉินพิสูจน์ผู้นำ
ที่ชื่อ เศรษฐา ทวีสิน
นายเจ็ดอักษร