ผ่านการเลือกตั้ง 14 พ.ค.66 มาแล้วกว่า 7 เดือน แต่กระแสความนิยมทั้งของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล เรียกว่ายังแรงดี สี (ส้ม) ไม่ตก
ล่าสุดจากการสำรวจของนิด้าโพล หัวข้อ การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาสปี 2566 จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง กระจายทุกภูมิภาค
พบว่า “พิธา” ยังคงรั้งตำแหน่งจ่าฝูง ร้อยละ 39.40 บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ส่วนรองจ่าฝูงเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน สัดส่วนร้อยละ 22.35
เช่นเดียวกับพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 44.05 ระบุเป็น พรรคก้าวไกล อันดับ 2 ร้อยละ 24.05 ระบุเป็น พรรคเพื่อไทย
ก็ถือเป็นข่าวบวกส่งท้ายปีให้พิธา และพรรคก้าวไกล ได้มีแรงใจฝ่าด่าน 2 วิบากกรรมคดีความที่ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดชี้ชะตาช่วงปลายเดือนแรกปีใหม่ 2567
คดีแรก คดีถือหุ้นไอทีวีของพิธา คดีนี้ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลฯ พิจารณาวินิจฉัย ต่อมาศาลฯ มีคำสั่งรับคำร้องพร้อมสั่งให้พิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ตั้งแต่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
คดีนี้ศาลฯ ไต่สวนเมื่อ 20 ธ.ค. และนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 24 ม.ค.2567 ต้องลุ้นว่าพิธา จะได้กลับเข้าสภา ทำหน้าที่สส. หลังถูกสั่งพักงานไปนานกว่า 6 เดือนหรือไม่
คดีที่สอง นอกจากพิธาแล้ว ยังเกี่ยวกับชะตากรรมของพรรคก้าวไกลโดยตรง คือคดีล้มล้างการปกครอง จากความพยายามเสนอกฎหมายเพื่อยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
คดีนี้ศาลฯ นัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 31 ม.ค.2567 ซึ่งก็เหมือนคดีอื่นทั่วไปที่คำวินิจฉัยชี้ขาดสามารถออกได้ทั้งสองหน้า ผิด หรือ ไม่ผิด
ถ้าไม่ผิดก็จบ แต่ถ้าผิด เรื่องที่ใหญ่อยู่แล้วก็จะถูกนำไปขยายผลต่อกิ่งก้านให้ใหญ่ขึ้นไปอีก
เพราะถึงในคำร้องจะจำกัดขอบเขตแค่ขอให้ศาลฯ สั่งหยุดการ กระทำ ไม่ได้ขอให้สั่งยุบพรรคก็จริง แต่มุมที่แฟนคลับด้อมส้มห่วงก็คือ หากศาลฯ ชี้ว่าพิธา-ก้าวไกลมี ความผิดตามคำร้อง เข้าข่ายล้มล้าง การปกครอง และสั่งให้หยุดการ กระทำนั้น
ก็เชื่อว่าจะมีฝ่ายจ้องเล่นงาน ก้าวไกล ฉวยเอาคำวินิจฉัยชี้ขาด ดังกล่าวของศาลฯ ไปเป็นสารตั้งต้นในการเข้าสู่กระบวนการยื่นร้อง ต่อ กกต. ส่งต่อให้ศาลฯ มีคำสั่ง ยุบพรรคในภายหลังได้
ชะตากรรมพิธา-ก้าวไกล จะได้ ไปต่อ หรือส่อซ้ำรอยอนาคตใหม่ อีก 1 เดือนได้รู้กัน
มันฯ มือเสือ