โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาลเศรษฐา ยังเป็นประเด็นเกาะติด
โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการฯ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะมีมติอย่างไร หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตอบกลับว่า สามารถออกพ.ร.บ.กู้เงิน 500,000 ล้านบาทได้ ภายใต้เงื่อนไข
ต้องไม่ให้ขัดกับพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เกี่ยวกับวิกฤตของประเทศ และความคุ้มค่าในการดำเนินการ
ประเด็นสำคัญที่ภาคการเมือง และภาควิชาการเศรษฐศาสตร์ยังเห็นต่างกันอยู่ในคำตอบคือ ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ จริงหรือไม่
แน่นอน รัฐบาลเจ้าของโครงการก็ต้องบอกว่าวิกฤต ขณะที่ฝ่ายคัดค้านก็บอกว่าไม่วิกฤต ด้วยเหตุผลถึงแม้อัตราขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวมจะต่ำกว่าเป้าหมายและต่ำกว่าศักยภาพ แต่ก็ยังขยายตัวเป็นบวก
หรือในภาคธุรกิจบางธุรกิจยังประสบวิกฤตอยู่ ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ โควิดเมื่อปี 2563 และต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว ขณะเดียวกันบางส่วนที่เริ่มทยอยฟื้น ก็มองว่าเศรษฐกิจไทยยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่ในช่วงเวลานี้
อีกนั่นแหละ ถ้าหากถามประชาชนระดับฐานราก คนเดินตลาด พ่อค้าแม่ค้า ผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างทั่วไป ฯลฯ คำตอบก็จะอีกแบบหนึ่ง
กลุ่มนี้ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอาจใจชื้นขึ้นบ้าง ตามที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ยืนยันเดินหน้าโครงการต่อแน่นอน ตามไทม์ไลน์เดิม คือเงิน 10,000 บาทจะถึงมือประชาชนใน เดือนพ.ค.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามเงื่อนไขกฤษฎีกา หากต้องการบรรลุเป้าหมายโครงการ รัฐบาลจำเป็นต้องดูประเด็นข้อกฎหมายให้รอบคอบ
ข้อถกเถียงว่าแท้จริงแล้วเศรษฐกิจไทย วิกฤตหรือไม่วิกฤต อาจตอบได้ไม่ชัด หรือหาข้อยุติชี้ขาดฟันธงได้ยาก
แต่หากบอกว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตเพิ่มขึ้น ลดปัญหาหนี้และกระจายรายได้ ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนอย่างน้อย 50 ล้านคน ดีขึ้น
ตรงนี้คงไม่มีใครไม่เห็นด้วยแน่นอน
มันฯ มือเสือ