วันที่ 7 ก.พ.นี้ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ตามคำเชิญนายกฯ ไทย

รัฐบาลระบุว่าการมาเยือนไทยเป็นทางการครั้งแรกของนายกฯ กัมพูชาท่านนี้ จะเป็นโอกาสขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและกัมพูชา

โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุน การส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่ง และการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน

รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน 2 ประเทศ ที่ผูกพันยาวนานหลายร้อยปี

กำหนดการสำคัญของนายกฯ ฮุน มาเนต คือหารือทวิภาคีกับนายกฯ เศรษฐา ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของไทยกับกัมพูชา

ไฮไลต์สำคัญของการหารือของ 2 ผู้นำไทยและกัมพูชาครั้งนี้ นอกจากเรื่องเศรษฐกิจการค้าขายการลงทุนตามแนวชายแดนแล้ว คือพื้นที่ผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล

เนื่องจากเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ หากทั้ง 2 ชาติตกลงร่วมกันได้จะเป็นประโยชน์มหาศาล

เป็นแหล่งพลังงานมหึมา สามารถทดแทนแหล่งก๊าซเดิมในอ่าวไทยได้ ซึ่งใช้ได้อีกไม่กี่ปีก็จะหมดแล้ว

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ไทยและกัมพูชาเล็งเห็นประโยชน์ร่วมกัน

ยิ่งถ้าทั้ง 2 ประเทศลดอคติความเป็นชาติ การถือครองดินแดน หรือการยึดครองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ย่อมจะส่งผลต่อความร่วมมือ และการพัฒนาในด้านต่างๆ

ในอดีตมีตัวอย่างมาแล้วที่ไทยและกัมพูชาสูญเสียโอกาสร่วมกัน

กรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อนกันบริเวณชายแดน ซึ่งแต่เดิมการเยี่ยมชมปราสาทพระวิหารใช้ทางขึ้นจากฝั่งไทย ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวร่วมกัน

แต่เมื่อช่วงปี 2548-2554 ม็อบอนุรักษนิยมสุดโต่งร่วมกับพรรคการเมือง จุดกระแสความคลั่งชาติ อ้างสูญเสียอธิปไตย เรียกร้องดินแดนพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหาร

สถานการณ์บานปลายถึงศาลโลก เกิดความตึงเครียดสู้รบตามแนวชายแดน เดือดร้อนและสูญเสียประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ เป็นบทเรียนที่ต้องไม่เกิดขึ้นอีก

การมาเยือนของนายกฯ กัมพูชา น่าจะส่งผลต่อการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน และเป็นไปได้หรือไม่น่าจะรวมถึงกรณีชายแดนเขาพระวิหารด้วย

ข้าวตอกแตก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน