การบ้านการเมืองไทยยังวนเวียนวงจรเดิมๆ ไม่ไปไหน
เอาเฉพาะเดือนพ.ค.มีประวัติศาสตร์ซ้ำๆ ประวัติศาสตร์เลือดปราบปรามประชาชน
พ.ค.2535 รัฐบาลสั่งทหารพร้อมอาวุธและกระสุนจริงออกมาปราบ ประชาชนผู้ชุมนุมขับไล่ “นายกฯ เสียสัตย์เพื่อชาติ”
เลือดนองถนนราชดำเนิน มีคนบาดเจ็บล้มตายสูญหายจำนวนมาก
กระทั่งความสูญเสียเกินรับได้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ออกทีวีพูล ประกาศลาออกจากนายกฯ
การเมืองไทยบันทึก “พฤษภาทมิฬ” ไว้ในประวัติศาสตร์เลือด ?!
พ.ค.2553 รัฐบาลสั่งทหาร พร้อมอาวุธและกระสุนจริงออกปราบประชาชนผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ “นายกฯจากค่ายทหารยุบสภาคืนประชาธิปไตย”
เลือดนองราชประสงค์และพื้นที่ ใกล้เคียงรวมถึงเขตอภัยทานวัดใหญ่กลางเมืองหลวง
ยอดคนตาย 99 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พัน
ประวัติศาสตร์บันทึก “พฤษภา 99 ศพ” อำนาจรัฐกระทำกับประชาชน ?!
พ.ค.2557 ผบ.ทบ.ฉวยจังหวะยึดอำนาจรัฐบาลจากเลือกตั้ง ขณะปิดห้องเจรจาม็อบปิดเมือง
พล็อตเรื่องคุ้นๆ ก.ย.2549 สร้างม็อบ ปั้นประเด็นอ่อนไหว ปลุกระดมความรุนแรง โหมความโกรธแค้นเกลียดชัง ขยายสถานการณ์ปูทางรถถังออกมาล้มประชาธิปไตย
รัฐบาลทหารปกครองนาน 5 ปี สืบต่ออำนาจผ่านการเลือกตั้งภายใต้กติการ่างโดยคณะเครือข่ายกองทัพอีก 4 ปี
ประเทศโดนแช่แข็งเกือบทศวรรษ ?!
หลังเลือกตั้งพ.ค.2566 ได้รัฐบาลพลเรือน ปิดฉาก “อำนาจนายพล 3 ป.”
ประเทศได้ตั้งหลักใหม่ ประชา ธิปไตยได้ฟื้นฟู การเมืองกำลังเดินไปได้ด้วยดี ก็มีสว.แต่งตั้ง มรดกตกค้างจากกลุ่มอำนาจเก่า ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกฯ
กล่าวหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม” แต่งตั้งรมต.
ชะตากรรมผู้นำประเทศต้อง แขวนไว้กับคำว่า “จริยธรรม” อันเป็นนามธรรมกว้างไกล อยู่ที่ใครนิยามความหมาย? ใครคือผู้ตัดสิน?
ในอดีตอันไม่ไกล นายกฯ ไทยต้องตกเก้าอี้ เพราะ “ทำกับข้าวออกทีวี”
ทำกับข้าวออกทีวี ถูกนิยามความหมาย “ถือว่าเป็นลูกจ้าง-มีรายได้” เข้าข่ายต้องห้ามดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ
วงจรวิปลาสกำลังพยายามหมุนวน
แต่หวังว่าหนนี้จะวนไม่สำเร็จ!!
นายเจ็ดอักษร
