“ถึงแม้ผลจะเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จะเพียงพอหมายถึง 250 เสียง เหลือเวลาอีก 3 ปี พรรคก้าวไกลต้องทำงานหนักกว่านี้ เราต้องการข้ามเส้น 250 ให้ได้ ถ้าทำได้ในปี 2570 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง วันนี้มาไกลกว่าที่พวกเราคิดในวันที่ตั้งอนาคตใหม่แล้ว แต่ยังไม่พอ เรามีเวลาอีก 3 ปี เพื่อไปถึงจุดนั้น”
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงผลสำรวจโพลสถาบันพระปกเกล้า หัวข้อ “ความนิยมในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี 1 ปีหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566”
ที่พบว่า หากมีการเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คนส่วนใหญ่ยังคงเลือกก้าวไกลมากเป็นอันดับ 1 ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ เหนือกว่าเพื่อไทยครึ่งต่อครึ่งทั้งสองระบบ
คิดเป็นตัวเลขสส. ก้าวไกลได้มากที่สุด 208 ที่นั่ง เพื่อไทย 105 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 61 รวมไทยสร้างชาติ 34 พลังประชารัฐ 30 ประชาธิปัตย์ 22 ชาติไทยพัฒนา 10 และประชาชาติ 9 ที่เหลือ กระจายไปยังพรรคเล็กอื่นๆ 21 ที่นั่ง
โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังคงรั้งอันดับ 1 คนที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุดในช่วงเวลานี้
ผลโพลอันดับ 1 ในทุกตารางสำรวจ จึงน่าจะสร้างความฮึกเหิมให้กับก้าวไกล และแฟนคลับด้อมส้ม
แต่หากมองในมุมที่ไกลออกไป จะเห็นได้ตัวเลขสส. 208 เสียง ยังไม่พอให้ก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี เพราะยังห่างจากจำนวนกึ่งหนึ่ง 250 จาก 500 ถึง 42 เสียง
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง จำเป็นต้องรวมให้ได้ 300 เสียงเป็นอย่างน้อยนั่นเท่ากับยังขาดอยู่อีก 92 เสียง
คำถามคือมีพรรคไหนบ้างที่พร้อมจับมือกับก้าวไกลตั้งรัฐบาล
ซึ่งคำตอบน่าจะอย่างเดียวกับหลังเลือกตั้งพฤษภาฯ 66 ที่ก้าวไกลชนะเป็นอันดับ 1 ได้ 151 เสียง แต่ไม่ได้เป็น แกนนำตั้งรัฐบาล สุดท้ายต้องเสียสถานะให้กับเพื่อไทยพรรคอันดับ 2 จัดตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค 314 เสียง
ผลโพลพระปกเกล้าจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงกระแสการเมืองปัจจุบัน แต่ไม่ใช่คำตอบการเมืองในอนาคต
ที่กว่าจะถึงเลือกตั้งจริงในคูหา ไม่ใช่แค่ในแบบสำรวจความคิดเห็น ก็ต้องรออีก 3 ปี
ท่ามกลางตัวแปรทางการเมืองต่างๆ นานาในปัจจุบันที่มีผลกระทบทั้งต่อพรรคเพื่อไทย และก้าวไกล อนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้
ขอเพียงเป็นไปตามวิถีทางประชา ธิปไตยทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ
มันฯ มือเสือ