วันที่ 7 ส.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และอาจนำไปสู่การเพิกถอนและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค
โดยสืบเนื่องจากการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่
ตามที่กกต.ผู้ร้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนถึงวันตัดสินชี้ขาด เรื่องยุบหรือไม่ยุบก้าวไกล กลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักว่าอาจถูกยุบ
ทั้งยังเสริมขยายผลต่อไปด้วยว่า ถ้าถูกยุบแล้วอาจจะเกิด สส.งูเห่าล็อตใหญ่
จากพรรคที่มีจำนวนสส.มากสุดในสภาผู้แทนฯ อาจจะลดระดับลงมา
ขณะที่ฝั่งก้าวไกลเองก็ยอมรับอาจมีสส.งูเห่า แต่อาจไม่เยอะขนาดนั้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์
จากท่าทีของแกนนำพรรคก้าวไกลล่าสุดยังเชื่อมั่นชนะคดี โดยยืนกรานการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนถึงวันวินิจฉัย 7 สิงหาคม มีความเคลื่อนไหวบางประการน่าสนใจ
อย่างแรกคือผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
โดยส่วนใหญ่ไม่เชื่อถูกยุบพรรค
อีกกรณีคือมีกลุ่มเอกอัครราชทูต อุปทูต และเจ้าหน้าที่จากประเทศในยุโรป รวม 18 ประเทศ เข้าพบหารือแกนนำก้าวไกล แสดงความสนใจคดียุบพรรค
แสดงว่าเป็นคดีที่นานาชาติเฝ้าจับตามอง เพราะการยุบพรรคทางการเมือง ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศประชาธิปไตย
ไม่ใช่มีผลต่อพรรคเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประชาชนจำนวนมากที่เลือกพรรคนั้นด้วย
สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ยุบ-ไม่ยุบ
จากนี้ไปหวังว่าเรื่องการให้อำนาจองค์กรอื่นที่ไม่ได้มีรากฐานจากประชาชน มาตัดสินความเป็นไปของพรรคการเมือง น่าจะถูกนำมาพูดกันกว้างขวางมากขึ้น และควรจะวางหลักการใหม่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย
เพราะโดยหลักการสากลแล้ว การยุบพรรคไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย
ข้าวตอกแตก