หลัง “พรรคสีส้ม” เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรครอบสอง จากอนาคตใหม่-ก้าวไกล มาเป็นพรรคประชาชน
ไล่เลี่ยกันศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่ง “สอย” นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วยข้อกล่าวหาด้านจริยธรรมจากการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติด่างพร้อย
นับเป็นนายกฯ คนที่ 3 ฝั่ง “พรรคสีแดง” ที่โดนสอย ต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ทั้งสองเหตุการณ์ต่อเนื่องได้นำมาสู่ “วาระร่วม” ระหว่างฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน กับฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในมาตราเกี่ยวกับมาตรฐาน “จริยธรรม” นักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรม ที่สมควรให้พรรคการเมืองตรวจสอบกันเอง ไม่ใช่เขียนกฎหมายให้องค์กรอิสระใดๆ มาตัดสินจริยธรรมของบุคคลที่ประชาชนเลือกเข้ามา
ส่วนเรื่องการ “ยุบพรรค” รวมถึงโทษตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค หากจะแก้ก็ต้องแก้ไขที่พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อปรับสมดุลให้เหมาะสม
พรรคเพื่อไทยเองกว่าจะมีวันนี้ ก็ผ่านประสบการณ์ถูกยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้งคือ ไทยรักไทย และ พลังประชาชน
อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องมาตรฐานจริยธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทยยังเสนอให้ครอบคลุมไปถึงเรื่องของการ “ครอบงำพรรค” ที่กำลังเป็นกระแสจ้องจับผิดกันในตอนนี้ด้วย
ทั้งนี้ นับเป็นนิมิตหมายดีในการที่วิปสองฝ่าย รัฐบาลและฝ่ายค้าน มานั่งจับเข่าหารือร่วมกันในหลักการของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ป.พรรคการเมือง เมื่อตกลงกันได้ต่างฝ่ายก็เสนอร่างตนเองประกบกันไปให้สภาพิจารณาตามขั้นตอน
การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถึงจะเป็นการแก้ไขรายมาตรา แต่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ การจะแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกพรรคไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน รวมถึงสว.
จากโศกนาฏกรรมยุบพรรค-ปลดนายกฯ ที่เพิ่งเกิดขึ้น จึงเชื่อว่าทุกพรรคจะเห็นด้วยกับการแก้ไขครั้งนี้ เพื่อปลดแอกนักการเมือง-พรรคการเมืองพ้นจากการตกเป็นเบี้ยล่างองค์กรอิสระซ้ำซาก
ที่สำคัญยังเป็นการทวงคืนอำนาจจากกลุ่มคนไม่กี่คน ส่งกลับสู่มือประชาชนเจ้าของอำนาจและเจ้าของพรรคการเมืองที่แท้จริงอีกด้วย
มันฯ มือเสือ