ในวันที่ 25 ก.ย. 2567 เป็นวันเริ่มต้นที่รัฐบาลโอนเงินสด 1 หมื่นบาท เข้าบัญชีเงินฝากประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม
ประชาชนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 14.55 ล้านคน
โดยเริ่มจากเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 0 จะได้รับเงินก่อนชุดแรก
จากนั้นวันที่ 26 ก.ย. เป็นคิวเลขประจำตัวประชาชนหลักสุดท้ายเป็นเลข 1-3 ต่อด้วยเลข 4-7 ในวันที่ 27 ก.ย. และเลข 8-9 วันที่ 30 ก.ย.ตามลำดับ
กรณีที่จ่ายเงินให้กลุ่มเป้าหมายไม่สำเร็จในครั้งแรก รัฐบาลจะพิจารณาจ่ายให้ใหม่อีก 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ภายในวันที่ 22 ต.ค. ครั้งที่ 2 ภายในวันที่ 22 พ.ย. และครั้งที่ 3 ภายในวันที่ 22 ธ.ค.
รัฐบาลระบุว่าเมื่อพ้นกำหนดครั้งที่ 3 แล้ว จะยุติการจ่ายเงินให้กลุ่มเป้าหมาย ถือว่าไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการ
ดังที่ทราบกันแต่เดิมโครงการเติมเงิน 1 หมื่นให้ประชาชน กำหนดจ่ายเงินให้ในรูปแบบเงินดิจิทัล
รวมทั้งกำหนดใช้จ่ายในพื้นที่ตามภูมิลำเนา และกำหนดซื้อขายสินค้าอะไรได้บ้าง
ซึ่งรัฐบาลเคยอธิบายว่า ก็เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ เกิดเงินสะพัดไปทั่วประเทศ
เสมือนเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองมีอันสะดุด ต้องเปลี่ยนนายกฯ ทำให้โครงการสะดุด
ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนรอไม่ได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนมาจ่ายเงินสดให้กลุ่มเปราะบางก่อน
การจ่ายเงินสดมีข้อดีในแง่ความสะดวกรวดเร็ว แต่กำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายไม่ได้ อาจกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เต็มรูปแบบ
เช่น บางคนอาจนำไปใช้หนี้สิน ซื้อสุรา ยาสูบ หรือยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้
แต่ภาพรวมก็น่าจะก่อให้เกิดการใช้จ่าย มีเงินหมุนเวียนสะพัดในระบบมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ต้องติดตามดูหลังวันที่ 25-30 ก.ย.นี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยจะคึกคักมากน้อยขนาดไหน
เชื่อว่าอย่างน้อยก็พอจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้บ้าง
โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ประสบอุทกภัย นอกเหนือจากเงินช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐแล้ว เงิน 1 หมื่นก็จะเข้าไปสมทบช่วยอีกทางหนึ่ง
เพื่อจะได้ฟื้นคืนกลับมาสู่การดำรงชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น
ข้าวตอกแตก