รัฐบาลต้องพยายามชี้แจงทำความเข้าใจต่อสังคมอยู่เป็นระยะๆ กรณีกลุ่มอนุรักษนิยมทางการเมืองสุดขั้ว ที่พยายามปลุกปั่น ปลุกกระแสความคลั่งชาติ กรณีเกาะกูด จ.ตราด และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทยกับกัมพูชา
เพื่อสกัดกั้นไม่ให้บานปลายเลยขอบเขตข้อเท็จจริง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ชี้แจงถึงการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เมื่อปี 2544 ที่ถูกโจมตีว่ามีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว
โดยยืนยันว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนรัฐบาลหลังรัฐประหาร 2557 ต่างก็ไม่เคยยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว หรือมองว่าเป็นปัญหา
ที่สำคัญคือไม่เกี่ยวกับเกาะกูด และเกาะกูดเป็นของไทย 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปตามสนธิสัญญากับฝรั่งเศส
รองนายกฯ ภูมิธรรม ย้ำว่าปัจจุบันเกาะกูดเป็นอำเภอหนึ่งของไทย มีทหารดูแลรักษาอธิปไตย
นั่นคือข้อชี้แจงจากแกนนำรัฐบาล ที่ยืนยันไม่มีเรื่องดินแดน เกาะกูดก็เป็นของไทยตามปกติ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเองก็รับทราบเป็นอย่างดีมานาน
ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามเคลื่อนไหวจากกลุ่มสุดโต่ง เข้าไปจัดกิจกรรมในพื้นที่ ทั้งในเกาะกูด และตัวจังหวัดตราด
ทางกระทรวงมหาดไทยจึงส่งผู้บริหารระดับสูงที่กำกับดูแลพื้นที่ดังกล่าว เข้าไปประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้แจงทำความเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มปลุกปั่นกระแสอ้างความรักชาติ
เพราะอาจบานปลายส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย
แต่เป็นเรื่องของกลุ่มตรงข้ามทางการเมือง กลุ่มอนุรักษนิยมสุดขั้วที่หาเหตุปลุกปั่น
เหมือนกรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ถือเป็นบทเรียนมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพและบริบททางสังคม ตลอดจนความคิดอ่านของผู้คนปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
เชื่อว่าส่วนใหญ่ย่อมแยกแยะได้ อย่างไหนคือรักชาติอย่างมีสติ มีวุฒิภาวะ
หรือกลุ่มไหนที่ยังปรับตัวไม่ได้ กับสภาพทางการเมืองและสังคมที่เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว
จึงยังคงเล่นเกมเคลื่อนไหวอย่างล้าหลังและสุดขั้ว
ข้าวตอกแตก