ชัดเจนจากนายทักษิณ ชินวัตร กรณีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 110 และ 112

“คดีเกี่ยวกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลให้สัตยาบันไว้ ว่าเราจะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจะไม่แตะเรื่องมาตรา 112 แต่จริงๆ แล้วปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย” อดีตนายกฯ ระบุ

ทั้งยังบอกด้วยว่า ตนเองเป็นเหยื่อรายหนึ่งในการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112

ซึ่งน่าจะหมายถึงคดีที่ศาลอาญาประทับรับฟ้องเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ตามคำสั่งฟ้องอัยการสูงสุดที่ยืนตามความเห็นเดิมของอัยการสูงสุดคนก่อน

ทักษิณตกเป็นจำเลยความผิดมาตรา 112 กรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่เกาหลีใต้เมื่อปี 58

“คนที่รับคดีครั้งแรกบอกเดี๋ยวจะหาว่าไม่จงรักภักดี ให้ฟ้องไปก่อนทั้งที่หลักฐานไม่มี คนที่สอง ถ้าไม่ฟ้องเดี๋ยวจะโดนอีก จึงฟ้องโดยที่ไม่ได้ดูความถูกต้องของพยานหลักฐาน จึงทำให้การจงรักภักดี และรักสถาบันไม่ถูกต้อง”

ทักษิณกล่าวด้วยว่า การจงรักภักดีที่ถูกต้องคือการรักษากฎหมายที่เป็นธรรม นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ไข แต่การแก้ก็ไม่ง่าย ต้องใช้เวลา

ทั้งยังฝากไปถึงบางพรรคที่ใช้เรื่องมาตรา 112 มาเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมา ว่าอย่าไปมุ่งหาเสียง บางทีจุดที่โฆษณาอันตรายกว่าความตั้งใจที่จะทำ

ซึ่งหลายคนมองว่าสิ่งที่ทักษิณพูดตอนอยู่อุดรฯ คือการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการถูกรัฐประหารมา 2 ครั้ง เมื่อปี 49 และปี 57 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบพรรค 3 พรรค ไทยรักไทย พลังประชาชน และไทยรักษาชาติ

ทักษิณเองต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 17 ปี กระทั่งได้กลับมาเมื่อส.ค.66 ก็ยังถูกฟ้องตกเป็นจำเลยคดี 112

ดังนั้น การที่ผู้นำจิตวิญญาณเพื่อไทยยืนยันเองว่าพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำจะไม่แตะมาตรา 112 จึงช่วยให้พรรคเพื่อไทยที่มีนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค

พ้นจากข้อครหาผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมเอื้อประโยชน์ให้ทักษิณไปโดยปริยาย

ส่วนกรณีคำร้องว่าทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยในการบริหารราชการแผ่นดิน เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง ในวันที่ 22 พ.ย.นี้นั้น

สังคมส่วนใหญ่ต่างคาดหวังความสงบในบ้านเมือง มากกว่าการกลับสู่วังวนวุ่นวายไม่สิ้นสุด

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน