เป็นไปตามคาด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนใหม่ เคยบอกว่า จะลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับ หลังเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47
ประเดิมด้วยเซ็นถอนคำสั่งที่เกิดขึ้นในยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน รวดเดียวรวม 78 ฉบับ
ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่ลงนามร่วมกันเกือบ 200 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
รวมถึงคำสั่งถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก โดยระบุว่าสหรัฐจ่ายเงินสนับสนุนมากเกินไป
จากนี้จะมีมาตรการอื่นๆ ตามมา ทั้งการค้าระหว่างประเทศ มาตรการด้านภาษี ซึ่งประกาศเป็นนโยบายว่าอเมริกาต้องมาก่อน อเมริกาต้องกลับมายิ่งใหญ่
แน่นอน สำหรับประเทศไทยต้องได้รับผลกระทบด้วย เพราะเป็นคู่ค้าที่สำคัญของสหรัฐ
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่าทั่วโลกกังวลต่อมาตรการทรัมป์มาก เพราะความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างเข้มข้นและการขึ้นภาษี ตามนโยบายทรัมป์ 2.0
อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และบั่นทอนเศรษฐกิจโลกจากที่คาดว่าปี 2568 จะโต 2.7% อาจลดลงอีก 0.3% เหลือ 2.4% และยังมองถึงปี 2569 คาดว่าจะลดลงอีก หากยังทวีความรุนแรงมากขึ้น
ที่ผ่านมาในช่วงทรัมป์ 1 ประเทศไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐอยู่ในอันดับ 12 ขยับอันดับจากอันดับ 14 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2567 โดยตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการอาจอยู่ที่อันดับ 9
คาดว่าทรัมป์จะจับตาดูเป็นกรณีพิเศษ แล้วใช้มาตรการทางการค้ากับประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐมากขึ้น ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐเกือบ 20% จะส่งผลต่อต้นทุนที่แพงขึ้น
นายเกรียงไกรจึงเสนอแนะให้ภาครัฐจัดตั้งวอร์รูม เพื่อเตรียมแนวทางรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐลดผลกระทบภาคการส่งออกของไทยและรับมืออื่นๆ ทางอ้อมด้วย
รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขยายตลาด เนื่องจากทรัมป์จะเปลี่ยนระบบการค้าแบบพหุภาคีไปทวิภาคีเพื่อเจรจาเป็นคู่ๆ
ที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน มาถึงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เซ็นข้อตกลงทางการค้าเสรีหรือเอฟทีกับประเทศต่างๆ มาโดยตลอด
จึงน่าจะเป็นอีกทางที่จะไม่ต้องพึ่งตลาดสหรัฐมากเกินไป
เภรี กุลาธรรม