ก่อนวิปสามฝ่ายจะหารือร่วมกันเพื่อหาข้อยุติว่าสภาฯ จะใช้เวลาในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีกี่วัน
ระหว่างนั้นก็ปรากฏประเด็นร้อนขึ้นมาใหม่ เมื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ตีกลับญัตติของฝ่ายค้าน ขอให้กลับไปแก้ไขเนื้อหา ถอดชื่อบุคคลภายนอก ซึ่งก็คือนายทักษิณ ชินวัตร ออกจากญัตติ
ด้วยเหตุผลว่า การระบุรายชื่อบุคคลภายนอกในเนื้อหาญัตติ อาจทำให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถชี้แจงในที่ประชุมสภาได้
จึงขอให้กลับไปแก้ไขนำรายชื่อออกจากเนื้อหาญัตติ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 176 ที่กำหนดเอาไว้ว่า
เมื่อประธานสภาฯ ได้รับญัตติแล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯ แจ้งผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ เมื่อประธานสภาฯ ได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ
“ถ้าเขาอยากจะอภิปรายเขาก็ต้องแก้ญัตติ ถ้าเขาไม่แก้เราก็ไม่บรรจุระเบียบวาระ ซึ่งผมก็ต้องดำเนินการไปตามข้อบังคับ” ประธานวันนอร์ระบุ
ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้าน ‘เท้ง’ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมทำหนังสือโต้แย้งกลับประธานสภาฯ ยืนยันไม่ถอดชื่อ ‘ทักษิณ’ ออกจากญัตติ เพราะการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิทธิ์ของสมาชิกที่เข้าชื่อครบตามรัฐธรรมนูญ
อีกทั้งตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนไว้ว่าให้ประธานมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่บรรจุญัตติได้
ขณะที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 1 จากพรรคเพื่อไทย มองว่า หากฝ่ายค้านไม่แก้ไขญัตติ งานหนักจะตกอยู่ที่การควบคุมการประชุม ยากและวุ่นวายไม่จบ
และถ้าเกิดความเสียหายกับบุคคลภายนอก หากมีการฟ้องร้องก็ต้องถูกฟ้องทั้งหมด ตั้งแต่คนบรรจุวาระ คนอนุญาต และเอาไปเอามาจะไม่เป็นงานบ้านเมือง จะกลายเป็นเรื่องตัวบุคคลมากกว่าหรือไม่
แต่หากไม่ระบุชื่อบุคคลภายนอกในญัตติ ใครอยากพูดอะไรก็พูดได้ ถ้าเกิดความเสียหายก็ต้องรับผิดชอบเอง
เท่าที่ฟังก็ถือว่ามีเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ที่จะต้องไปเจรจาหารือกันให้ได้ข้อยุติ อย่าให้เวทีอภิปรายซักฟอกนายกฯ ครั้งนี้ ต้องล่มไปก่อนโดยยังไม่ทันเริ่ม
เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ในสายตาประชาชนงานนี้จะถือว่าเสียหายด้วยกันทุกฝ่ายทั้งฝ่ายประธานสภาฯ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ไม่มีใครได้แต้ม
มันฯ มือเสือ