กรณี “ชั้น 14” แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 คน เป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน

ด้วยเหตุที่ว่าข้อมูลหลักฐานที่แพทยสภาได้รับ ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่ามีภาวะวิกฤตตามที่มีการแถลงข่าว

ต่อมามีนักกฎหมายบางคนให้ความเห็นว่า “ป่วยวิกฤต” กับ “ป่วยเฉพาะทาง” ไม่เหมือนกันในทางกฎหมาย

เพราะทั้งในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวง เรื่อง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 เขียนไว้ เมื่อ ผบ.เรือนจำได้รับรายงานจากเจ้าพนักงานเรือนจำว่า

ผู้ต้องขังคนใดป่วย มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือเป็นโรคติดต่อ ให้ส่งตัวไปตรวจในสถานพยาบาลของเรือนจำโดยเร็ว ถ้าผู้ต้องขังต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะด้าน หรือถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น ให้ดำเนินการดังนี้

(1) กรณีผบ.เรือนจำอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาในสถานบำบัดรักษาโรคชนิดนั้นโดยเฉพาะ โรงพยาบาล หรือสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตของรัฐนอกเรือนจำ ตามที่แพทย์ พยาบาลหรือเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผ่านการอบรมด้านการพยาบาลเสนอ ให้เจ้าพนักงานเรือนจำพาผู้ต้องขังไปและกลับในวันเดียวกัน

(2) เมื่อผบ.เรือนจำอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรับการรักษานอกเรือนจำตาม (1) หากแพทย์ผู้ตรวจรักษาเห็นว่า สมควรรับตัวผู้ต้องขังไว้รักษาในสถานบำบัดรักษาสำหรับโรคชนิดนั้นโดยเฉพาะ โรงพยาบาล หรือสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตของรัฐ ให้เจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งพาผู้ต้องขังไปตรวจรักษาขอหลักฐานและความเห็นแพทย์ผู้ตรวจรักษา ประกอบการจัดทำรายงานเสนอผบ.เรือนจำพิจารณา ถ้าผบ.เรือนจำเห็นด้วยกับความเห็นแพทย์ผู้ตรวจรักษา ให้มีคำสั่งอนุญาตให้รับตัวไว้รักษา

กรณีชั้น 14 ผิดถูกอย่างไรให้ว่ากันไปตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง

กฎหมายอำนาจราชทัณฑ์ไม่มีข้อใดกำหนดว่าต้องเป็นผู้ป่วยวิกฤต แต่มีกรณีต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะด้านที่หากรักษาในเรือนจำไม่ได้ ก็ให้ส่งไปโรงพยาบาล

ประเด็นอำนาจราชทัณฑ์จึงไม่อยู่ที่ว่าป่วยวิกฤตหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าเป็นอาการป่วยเฉพาะด้านที่รักษาในเรือนจำไม่ได้

ส่วนกรณีจริยธรรมแพทย์ก็สมควรตรวจสอบไปตามขั้นตอน ซึ่งเป็นคนละประเด็น ไม่ควรนำมาตีความปะปนกับอำนาจราชทัณฑ์

และยิ่งไม่ควรนำไปโยงกับการไต่สวนของศาลฎีกาด้วยเช่นกัน

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน