คดีฮั้ว สว.ส่งผลสะเทือนลามเป็นวงกว้าง
จากที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของ กกต. ออกหมายเรียก 55 สว. ล็อตแรกมารับข้อกล่าวหา เมื่อ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏว่า ได้กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
ล่าสุด คณะกรรมการสืบสวนฯ ยังได้ออกหมายเรียกในคดีฮั้ว สว. เพิ่มเติมเป็นล็อตที่สอง ทำให้เมื่อรวมกับล็อตแรก 55 คน มีผู้ถูกออกหมายเรียกให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหาแล้วกว่า 140 คน
ในรายชื่อล็อตสอง นอกจาก สว. ยังมีชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ อดีตรองประธานสภาผู้แทนฯ และนายก อบจ. สังกัดพรรคการเมืองหนึ่งรวมอยู่ด้วย
นำไปสู่การคาดการณ์ได้ว่าเร็วๆ นี้อาจจะมีหมายตามมาอีกหลายล็อต โดยมีนักการเมืองระดับ “บิ๊กเนม” หลายคนอยู่ในข่ายถูกเรียกไปรับข้อหา
ด้วยพยานหลักฐานต่างๆ ที่คณะสืบสวนฯ กกต. ร่วมกับดีเอสไอรวบรวมได้มา เผยให้เห็นความเชื่อมโยงขบวนการ “ฮั้ว” ไล่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนบุคคลที่ถูก กกต.ออกหมายเรียกทั้งในปัจจุบันและอนาคต มีจำนวนเกินหลักร้อยคน
ทำให้สังคมหวั่นเกรงภายใต้กรอบเวลา 1 ปี หลัง กกต.ประกาศรับรองผล 200 สว. เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2567
จะส่งผลต่อคดีฮั้ว สว.ในความดูแลรับผิดชอบของ กกต.หรือไม่อย่างไร
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ระบุถึงเส้นตายการสืบสวนคดีคือวันที่ 9 ก.ค.2568 ซึ่งเหลืออีกไม่ถึง 50 วัน แต่ก็ได้อธิบายความในบรรทัดต่อมาว่า 1 ปีเป็นเส้นตายที่สำนักงาน กกต. กำหนดขึ้นเองเพื่อเร่งรัดการทำงานของ กกต.
ไม่ใช่เส้นตายที่กฎหมายกำหนดไว้
ซึ่งแต่เดิมนั้นรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ได้กำหนดกรอบเวลา 1 ปีไว้เพื่อกำกับการทำงานตรวจสอบของ กกต. หากพ้นเส้นตายก็ต้องถือว่าผู้ได้รับเลือกตั้ง หรือผู้ได้รับการคัดเลือก ผ่านเข้ามาโดยสุจริตเที่ยงธรรม
แต่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ฉบับปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดไว้ว่า กกต.ต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด
สรุปก็คือถ้ารวบรวมพยานหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าการเลือก สว. มีขบวนการฮั้วกันจริง กกต.ก็ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่ง “สอย” พ้นตำแหน่งได้เลย เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
โดยไม่มีกรอบเส้นตายมาเป็นตัวกำหนด
มันฯ มือเสือ