เชื่อว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ และสังคมโดยรวม แม้กระทั่งพลเมืองทั้ง 2 ชาติไทยและกัมพูชา ต่างก็ไม่อยากให้เกิดข้อพิพาทความขัดแย้งระหว่างกัน

ไม่ใช่แค่ความตึงเครียดระดับรัฐบาล กองทัพ และทหารตามแนวชายแดน

แต่ระดับประชาชน 2 ฝั่งเองก็ตึงเครียดเช่นกัน

เนื่องจากสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนตามแนวชายแดน การไปมาหาสู่ การค้าขายทำธุรกิจระหว่างกันต้องหยุดชะงักไปด้วย

เสมือนซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก

ดังที่ทราบกันดี เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดี การแข่งขันสูง เกิดสงครามการค้ารุนแรง

ไหนจะสงครามสู้รบที่บานปลายระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน

ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมกระทบเป็นห่วงโซ่ ส่งผลให้เศรษฐกิจฝืดเคืองขึ้นไปอีก โดยเฉพาะชาติเล็กๆ อย่างไทยและกัมพูชา

ที่ ณ วันนี้สถานการณ์ความขัดแย้งของทั้งคู่ ก็ไม่รู้จะลงเอยกันอย่างไร และจะมีมาตรการต่างๆ ตอบโต้กันรุนแรงมากขึ้นหรือไม่

นอกจากมาตรการควบคุมเข้มงวดปิด-เปิดด่านชายแดน และทยอยปิดไปบ้างแล้วบางส่วน

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาก็ตอบโต้ด้วยการระงับนำเข้าน้ำมัน และก๊าซทุกประเภทจากไทย

ล่าสุดฝ่ายไทยประกาศตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า ระงับส่งออกน้ำมัน และสินค้า

รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดควบคุมการเข้า-ออกจุดผ่านแดน จำกัดเวลาเปิด-ปิดด่าน 7 จังหวัด นอกจากห้ามบุคคลแล้ว ยังรวมถึงยานพาหนะ และห้ามเข้าไปเล่นการพนันในพื้นที่ชายแดน

แต่ยกเว้นกรณีเหตุจำเป็น เช่น นักเรียน นักศึกษา และคนป่วย

นอกจากนี้ ยังยกระดับแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

เนื่องจากข้อมูลของสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระบุว่ากัมพูชาเป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เชื่อว่าหลังไทยยกระดับมาตรการแล้ว ฝ่ายกัมพูชาก็น่าจะตอบโต้ตามมาเช่นกัน

แต่ในท้ายที่สุดก็หวังว่า การตอบโต้ไปมาของ 2 ชาติ จะเป็นแรงกดดันให้ทั้งคู่พยายามหาทางกลับสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็ว ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ ที่มีอยู่

เพราะรัฐบาลทั้ง 2 ชาติ ต่างก็เคยประกาศว่าจะยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี มิใช่หรือ

ข้าวตอกแตก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน