ได้ยืดแข้งยืดขา ออกแอ๊กชั่น จัดกิจกรรม โชว์พาว แสดงพลังกันพอสมควร สำหรับกลุ่มผู้ชุมนุมในนามคณะรวมพลังแผ่นดิน เมื่อเสาร์ที่ 28 มิ.ย. 2568
ในวันนั้นตำรวจนครบาลรายงานจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมีประมาณ 2 หมื่นกว่าคน ทั้งบริเวณโดยรอบวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียง
ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และมีจากต่างจังหวัดเข้ามาสมทบ จึงทำให้ดูหนาตาพอสมควร
ก็ถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หรือการชุมนุม ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายรับรองให้สิทธิเอาไว้
โดยจุดประสงค์ของการชุมนุมที่ประกาศว่า เรียกร้องนายกฯ ลาออก จี้ให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว และแสดงพลังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับมีเจตนาแอบแฝง
เพราะต้องการสร้างเงื่อนไข หวังให้บ้านเมืองไปสู่ทางตัน เพื่อนำไปสู่การรัฐประหาร ดังที่เกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้งในรอบ 20 ปี
สะท้อนจากพฤติกรรม และคำปราศรัยของแกนนำม็อบบางคน
แต่ทว่าสภาพความเป็นจริงในสังคม และการเมืองวันนี้ โดยเฉพาะบทบาทและการวางตัวของทหาร แตกต่างไปจากเมื่อ 10-20 ปีก่อน
“เรื่องการรัฐประหาร พยายามให้ตายก็ยากที่จะเกิดขึ้น เท่าที่ผมอยู่กระทรวงกลาโหม ได้พูดคุยผู้บังคับบัญชาส่วนต่างๆ ผู้บัญชาการทั้ง 4 เหล่าทัพก็ยืนยันว่าวันนี้ประเทศวิกฤต อยากจะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดคำนึงของนายทหารชั้นผู้ใหญ่เลย วันนี้เขาอยากให้เราแก้ปัญหาได้ทั้งหมด”
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และอดีตรมว.กลาโหม ระบุถึงท่าทีกองทัพวันนี้
นอกจากนี้ บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ออกมาแถลงปฏิเสธแนวทางรัฐประหาร
โดยสนับสนุนแนวทางเรียกร้องทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ตลอดจนภาคประชาสังคมอื่นๆ ต่างก็เข็ดหลาบกับรัฐประหาร
ที่สำคัญคือ จะเห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ต่างเมินเฉยกับการชุมนุม หรือการกระทำใดเพื่อนำไปสู่รัฐประหาร
อย่างไรก็ดี การชุมนุมที่เพิ่งผ่านพ้นมา ผู้ชุมนุมไม่น้อยมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ
แต่ในเมื่อแกนนำมีเจตนาแอบแฝงวิธีการนอกประชาธิปไตย
ก็หวังว่าจะระมัดระวังไม่ให้ถูกหลอกเป็นเครื่องมืออีก
ข้าวตอกแตก