จากสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง

การที่รัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทยยอมถอนร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ออกจากวาระพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ถือว่าไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายเท่าใดนัก

เพราะถึงพรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่ก็เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ พรรคเพื่อไทยมีเสียงในสภาไม่เด็ดขาด

การผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ “พรรคแกนนำ” ยังต้องพึ่งพาเสียงของ “พรรคร่วม” ที่เพิ่งปรับสูตรผสมใหม่จาก “แพทองธาร 1” มาเป็น “แพทองธาร 2” มีสส. 256 เสียง

เหตุการณ์ “สภาล่ม” ตั้งแต่นัดแรกของการเปิดสมัยประชุมคือ “สัญญาณเตือน” ที่พรรคแกนนำรัฐบาลไม่อาจมองข้าม

โดยเฉพาะร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยังมีความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่าง “เห็นด้วย” กับ “ไม่เห็นด้วย”

ร่างกฎหมายฉบับนี้ในตัวมันเองถูกตั้งข้อสังเกตว่ายังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น เช่น การจำกัดอายุผู้เข้าใช้บริการ ระบบภาษี การป้องกันอาชญากรรม การฟอกเงิน เป็นต้น

พรรคร่วมใจหนึ่งจึงอยากมีส่วนผลักดันให้สำเร็จ เป็นผลงานรัฐบาล อีกใจหนึ่งก็เกรงจะถูกโจมตีจากการเมืองฝ่ายตรงข้าม กระทบต่อฐานเสียงสนับสนุนพรรคที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม

แม้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะไม่ใช่นโยบายหาเสียง แต่ก็เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธง หากบรรจุเข้าสภาโดยยังไม่พร้อมในหลายด้าน ทั้งเสียงของรัฐบาลที่ยังไม่มั่นคง รวมถึงสังคมส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ

การชิงถอนร่างออกมาเป็นการลดความเสี่ยงที่จะแพ้โหวตถูกคว่ำกลางสภา จึงทำได้ ไม่ผิดอะไร เป็นการถอยกลับไปตั้งหลัก

ระหว่างนี้รัฐบาลควรจัดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย สร้างแนวร่วมภาคสังคม อาจจะดึงนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมร่างกฎหมายให้ชัดเจนครอบคลุมมากขึ้น แล้วค่อยหาจังหวะผลักดันกลับเข้ามาใหม่

ภาครัฐต้องไม่เพียงประชาสัมพันธ์ แต่ต้องสร้างพื้นที่พูดคุยทำความเข้าใจกับสังคมอย่างต่อเนื่อง

พร้อมใช้ข้อมูล ความโปร่งใสและตัวอย่างที่จับต้องได้ ในการสร้างความเชื่อมั่นว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นหนึ่งในแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและการลงทุนได้จริง

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน