ผลการเจรจามาตรการภาษีสหรัฐ หรือ “ภาษีทรัมป์” มีแนวโน้มว่าจะออกมาในทิศทางบวกเพิ่มขึ้น
จากก่อนหน้านี้ระหว่างเกิดสงครามสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โทร.หารักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีของไทย และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยตรง ยื่นเงื่อนไขข้อเรียกร้อง
หากสองฝ่ายไม่หยุดยิงจะไม่มีการเจรจาเรื่องภาษี
ต่อมาภายหลังสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค.2568
วันรุ่งขึ้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า สหรัฐได้เปิดทางให้มีการเจรจาภาษีต่อแล้ว พร้อมแสดงความมั่นใจ ไทยจะไม่โดนสหรัฐเรียกเก็บภาษีในอัตรา 36% แน่นอน
นอกจากการ “หยุดยิง” ที่เป็นไปตามเงื่อนไข ในส่วนเนื้อหาการเจรจาภาษี ไทยได้ยื่นข้อเสนอหลายชุด และอยู่ในขั้นยื่นข้อเสนอสุดท้ายส่งให้สหรัฐ ก่อนถึงเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.
ข้อเสนอที่ส่งไป ทีมไทยแลนด์แสดงความมั่นใจ ผลเจรจาภาษีสหรัฐ อาจอยู่ในช่วง 18-20% ใกล้เคียงประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม 20% และอินโดนีเซีย 19%
ด้านนักวิเคราะห์ของสถาบันการเงิน ระบุ ผลการศึกษาอัตราภาษีเฉลี่ยของไทยน่าจะอยู่ในราว 20-23% หากสำเร็จ จะช่วยลดผลกระทบต่อจีดีพี อย่างมีนัยสำคัญมากกว่ากรณีถูกกำหนด 36%
อย่างไรก็ตามแม้การหยุดยิง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเจรจาภาษีสหรัฐ เพราะตรงตามเงื่อนไขของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
แต่สิ่งที่หลายฝ่ายยังคงกังวล และติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมคือ การประชุมหารือร่วมระหว่างนายทหารระดับสูงตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ ว่าจะได้ข้อยุติความขัดแย้งในระยาวได้หรือไม่
รวมถึงข้อเสนอไทยในการเจรจาขั้นสุดท้าย เช่น การลดภาษีนำเข้า 0% ในบางรายการ เพิ่มการนำเข้า LNG เครื่องบินโบอิ้ง และสินค้าเกษตรจากสหรัฐ จะได้รับการตอบรับจากทีมสหรัฐในระดับใด
จากข้อเสนอที่ไทยปรับแต่งหลายรอบ ประกอบกับการหยุดยิงที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขทรัมป์ คือปัจจัยสนับสนุนหลักต่อผลลัพธ์การเจรจา
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า มีโอกาสที่อัตราภาษีจะต่ำกว่า 36% โดยมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่าจะอยู่ในช่วง 18-23%
เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าคงจะได้รู้กัน
มันฯ มือเสือ