นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ระบุสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้

สวนทางกับหลายสำนักที่มักชี้ว่าแนวโน้มจะเติบโตได้น้อย เพราะมีผลกระทบหลายด้าน

ทั้งการท่องเที่ยวชะลอตัว สถานการณ์การปะทะด้านชายแดน การส่งออก

ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไว้ที่ 2.2%

นายเผ่าภูมิเชื่อมั่นว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจคือประเด็นด้านการส่งออก ซึ่งในช่วงแรกเคยประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาที่ 19%

แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นบวกต่อประเทศไทย โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง ไทยไม่ได้เสียเปรียบในด้านอัตราภาษี และยังมีข้อได้เปรียบจากสัดส่วนสินค้าที่ผลิตในไทย ที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้โอกาสเสียภาษีนำเข้าสูงมีน้อยกว่า

อีกปัจจัยที่ช่วยเสริมเศรษฐกิจคือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยหนุนสภาพคล่องและการลงทุนได้อย่างดี

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 1.57 แสนล้าน ขณะนี้ใช้ไปแล้วกว่า 1.3 แสนล้าน และกำลังเร่งรัดการเบิกจ่ายในส่วนที่เหลือ

คาดว่าจะส่งผลชัดเจนต่อเศรษฐกิจจริงช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาสแรกปีหน้า

“ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ย 3% แต่ครึ่งปีหลังคาดว่าจะต่ำกว่า 3% หากมองทั้งปีรวมกัน มีโอกาสสูงที่จะเติบโตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2.2%” รมช.คลังระบุ

พร้อมมั่นใจในปัจจัยหนุนหลักคือการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้การส่งออกจะชะลอบ้างครึ่งหลัง แต่ยังถือว่าทำได้ดี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้วัดสำคัญคือการเมือง ความต่อเนื่องของรัฐบาล ถ้าหากวันที่ 29 ส.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีได้กลับมาทำงานต่อได้ ก็ยิ่งจะเพิ่มความเชื่อมั่นมากขึ้น!!

เภรี กุลาธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน