กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 68 ทำให้นายภูมิธรรม เวชยชัย ก้าวขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ได้เกิดข้อถกเถียงกันมากว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หรือ พ.ร.ฎ.ยุบสภา หรือไม่

แม้เลขาฯ กฤษฎีกาจะให้ความเห็นว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่ใช่นายกฯ โดยตำแหน่ง แต่ก็มีนักวิชาการด้านกฎหมายหลายคนเห็นต่าง

หนึ่งในนั้น ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนของการตีความรัฐธรรมนูญประเด็นนี้

อ.วรเจตน์ อธิบายว่ารัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดใดที่ห้ามผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ใช้อำนาจในการเสนอ พ.ร.ฎ.ยุบสภา

ในรัฐธรรมนูญมีเพียงข้อห้าม 2 ประการที่บัญญัติไว้ชัดเจน คือ ห้ามยุบสภาระหว่างการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ และห้ามยุบสภาซ้ำในเหตุการณ์เดียวกัน

หากพิจารณาโดยหลักกฎหมาย “อำนาจยุบสภา” ผูกอยู่กับ “ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ไม่ใช่ตัวบุคคล

กล่าวคือ ผู้ใดทำหน้าที่แทนตำแหน่งนี้ ย่อมมีอำนาจในเชิงนิตินัยเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีในสถานะปกติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้จำกัดอำนาจของ “ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน” ในกรณีเช่นนี้

การที่เลขาฯ กฤษฎีกาให้ความเห็นในทางตรงข้าม ทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติรองรับในรัฐธรรมนูญ อาจสะท้อนความคลาดเคลื่อนเชิงโครงสร้างในการตีความกฎหมายมหาชนของฝ่ายราชการ

หรืออาจสะท้อนเจตนาทางการเมือง ที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้งในระยะเวลาอันใกล้

อ.วรเจตน์ ยังเห็นว่า แม้ในช่วงที่นายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ นายภูมิธรรมก็สามารถยุบสภาได้แล้ว หากมีความจำเป็นทางการเมือง

กล่าวโดยสรุป ความชัดเจนทางกฎหมาย ย่อมอยู่เหนือความเห็นทางการเมือง

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามไว้ ผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีย่อมมีอำนาจเท่าที่รัฐธรรมนูญเปิดให้ใช้

“การยุบสภา” คือ กลไกเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ตามวิถีทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย

หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล้มเหลว หรือไม่อาจประสานเสียงข้างมากได้ในสภา

การยุบสภาจึง “ไม่ใช่แค่ทางเลือก” แต่เป็น “เครื่องมือสุดท้าย” ในการรักษาระบบให้เดินหน้าต่อไปได้โดยชอบธรรม

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน