นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าได้นำพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.
ระหว่างนี้จึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย
สำหรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบสภา มีบัญญัติไว้ในมาตรา 103 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 มีเพียงมาตราเดียวว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป
การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน
ภายในห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร”
เว็บไซต์ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 103 ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ไว้ว่า การยุบสภาสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง และไม่ได้เขียนไว้ว่า การยุบสภาจะต้องทำโดยนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม หรือผู้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่กำหนดเพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ”
ดังนั้น หากมีการทูลเกล้าฯ และพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้ว ในทางกฎหมายข้อถกเถียงเรื่องว่า “ยุบสภาได้หรือไม่” ก็จะเป็นที่ยุติลง
ที่ผ่านมา มักมีความเห็นในหมู่นักกฎหมายว่าการยื่นยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เท่านั้น แต่ในเมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุไว้โดยตรง ก็ไม่พึงความเหาะเหินเกินลงกา เขียนขาให้งูจนเกิดความยุ่งยาก
ตีความเกินเลยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้
รวมถึงการเร่งรัดจัดประชุมสภา เพื่อโหวตให้ความเห็นชอบ “นายกรัฐมนตรีคนใหม่” ในขณะนี้ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน!!!
เภรี กุลาธรรม