รัฐบาลที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลงชัดเจนระหว่างพรรคการเมืองโดยเฉพาะกับพรรคประชาชน ที่ระบุชัด
ให้รัฐบาลนี้มีอายุแค่ 4-6 เดือน เพื่อดำเนินสองภารกิจหลัก คือ การจัดทำประชามติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่
เมื่อเป้าหมายชัดเจน “รัฐบาลอนุทิน” จึงควรหลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ หรือโครงสร้างระยะยาว เพราะไม่มีเวลาพอในการสร้างผลลัพธ์อย่างยั่งยืน
แต่สิ่งที่ควรทำคือการประคับประคองสถานการณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของสังคมเพิ่มขึ้นเมื่อมีข่าว “โผรัฐมนตรี” โดยเฉพาะในส่วนกระทรวงมหาดไทย และยุติธรรม
ตามข่าวหากนายกฯ นั่งควบ รมว.มหาดไทย หรือมีแกนนำสำคัญของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปนั่งเป็น รมว.ยุติธรรม
ก็จะเกิดข้อสงสัยในผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องคดีความอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าคดีฮั้ว สว. หรือกรณีที่ดินเขากระโดง ล้วนเป็นคดีใหญ่กระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม
หากรัฐบาลชุดนี้เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซง ชะลอคดี จะถูกมองว่าใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายการเมืองที่ตนเองเกี่ยวข้องโดยตรง
โดยเฉพาะคดีฮั้วสว. ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ที่มีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หากยังปล่อยให้กลุ่มนี้มีอิทธิพลเหนือกลไกตรวจสอบของประเทศต่อไป จะยิ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตย
อีกคำถามสำคัญ ภายใน 4 เดือนจะสามารถเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จริงหรือไม่
คำตอบนี้ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ก.ย.
หากเห็นชอบให้จัดทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรก เพื่อแก้มาตรา 256 และตั้ง ส.ส.ร. ครั้งที่สอง เพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
รัฐบาลก็สามารถเริ่มกระบวนการได้ทันที
แต่หากศาลวินิจฉัยให้ทำ 3 ครั้ง ก็อาจทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช้าลง
และอาจถูกใช้เป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือเอ็มโอเอ ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน
โดยไม่นับอีกเงื่อนไขสำคัญที่ว่า สุดท้ายแล้ว สว.สีน้ำเงิน ที่อยู่ “เหนือเอ็มโอเอ” จะเอาด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นี้หรือไม่
มันฯ มือเสือ