คอลัมน์ รายงานพิเศษสุขภาพ
โรคเกี่ยวกับดวงตาของเรานั้นมีแยกย่อยเป็นหลายโรคด้วยกัน และแต่ละโรคนั้นก็มีอาการที่แตกต่างกันไป บางโรคนั้นสามารถรักษาหายได้ แต่บางโรคอันตรายร้ายแรงถึงขั้นตาบอด นอกจากโรคต้อ กระจกตาเสื่อม และโรคเกี่ยวกับดวงตาอีกนานาชนิดเชื่อว่าโรคเส้นเลือดโป่งพองใต้จอตา เป็นโรคที่หลายๆ คนไม่เคยได้ยินมาก่อน
โรคเส้นเลือดโป่งพองใต้จอตา หรือ PCV (Polypoidal Choroidal Vasculopathy) เป็นโรคชนิดย่อยของโรคจอตาเสื่อมแบบเปียก หรือ wet AMD (Age-related Macular Degeneration) โดยเป็นโรคทางตาที่สำคัญชนิดหนึ่งที่มักตรวจไม่พบในตอนแรก
โรคเส้นเลือดโป่งพองใต้จอตามีลักษณะเฉพาะ คือการเติบโตที่ผิดปกติของเส้นเลือดจนก่อให้เกิดเลือดออกบริเวณหลังดวงตา และมักนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างเฉียบพลัน แม้โรคจอตาเสื่อมแบบเปียก พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเป็นภาวะเสื่อมสภาพของจุดรับภาพจอตา ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นบริเวณตรงกลาง และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดในผู้สูงอายุ
สาเหตุของโรคเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย
อาการของโรคแตกต่างกันในคนไข้แต่ละคน และยากต่อคนไข้ที่จะสังเกตความผิดปกติในการมองเห็นเองตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยเฉพาะถ้าตาอีกข้างหนึ่งยังมองเห็นได้ดี คนไข้อาจไม่สังเกตถึงความผิดปกติไปหลายปี
แต่ถ้ามีจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นในตาทั้ง 2 ข้าง คนไข้จะรู้สึกถึงความผิดปกติในการมองเห็นอย่างรวดเร็ว เช่น มองตรงกลางภาพไม่ชัด ส่วนกลางของภาพที่มองขาดหายไป หรือมืดดำไป หรือภาพที่เห็นดูบิดเบี้ยวไป
คนเอเชียพบเกิดโรคเส้นเลือดโป่งพองใต้จอตานี้มากกว่าคนผิวขาว เช่น พบอุบัติการณ์เกิดโรคนี้ในประชากรทั้งหมดของญี่ปุ่น 23-55% ไต้หวัน 49% เกาหลี 22-25% และจีน 22-25%

รศ.นพ.วิชัย ประสาทฤทธา แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำเกี่ยวกับการรักษา ว่า การรักษาในปัจจุบัน มีทั้ง 1.การฉีดยากลุ่ม Anti-VEGF เข้าตาเพียงอย่างเดียว 2.การรักษาด้วยเลเซอร์เย็น 3.การรักษาด้วยเลเซอร์เย็น ร่วมกับการฉีดกลุ่ม Anti-VEGF เข้าตา และ 4.การผ่าตัด Submacular surgery
อย่างไรก็ดีการรักษาด้วยการใช้เลเซอร์เย็นนั้นมีข้อจำกัดเรื่องของประสิทธิภาพในระยะยาวและอาจทำลายจอประสาทตาได้ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และราคาของการใช้เลเซอร์เย็นเอง
จากผลการศึกษาล่าสุดของโครงการ PLANET แสดงให้เห็นว่ายาฉีดเข้าลูกตากลุ่ม Anti-VEGF เพียงอย่างเดียวใช้ได้ผลในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้ร่วมกับเลเซอร์เย็น ในผู้ป่วยโรคเส้นเลือดโป่งพองใต้จอตา ซึ่งเป็นโรคชนิดย่อยของโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก
การวิจัยนี้ยังประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาด้วยยากลุ่มนี้ โดยเปรียบเทียบระหว่างการรักษาด้วยยากลุ่ม Anti-VEGF เพียงอย่างเดียว และการรักษาด้วยยา Anti-VEGF ร่วมกับการใช้เลเซอร์เย็น

รศ.นพ.วิชัยกล่าวอีกว่า ผลการศึกษาของ PLANET แสดงให้เห็นว่าหลังจากการให้ยาเป็นเวลา 52 สัปดาห์ ในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่ม Anti-VEGF เพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยมีค่าการมองเห็นที่ 10.7 ตัวอักษร เมื่อเทียบกับก่อนการรักษา
ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่ม Anti-VEGF ร่วมกับการใช้เลเซอร์เย็นมีค่าการมองเห็นที่ 10.8 ตัวอักษร เมื่อเทียบกับก่อนการรักษา ผลการศึกษานี้ได้ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรก ในที่ประชุมใหญ่สมาคมจอประสาทตาแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 10 ประจำปี 2559
ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก มีแนวโน้มที่จะมีโรคเส้นเลือดโป่งพองใต้จอตาร่วมด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเอเชีย
ผลการศึกษาของ PLANET ในครั้งนี้ จึงเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่จะมีทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคเส้นเลือดโป่งพอง ด้วยยากลุ่ม Anti-VEGF เพียงอย่างเดียว