จากบทสรุปของ ทวีป วรดิลก ระหว่างนี้เหมาให้ความสนใจกับการเมืองมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ และความคิดทางการเมืองก็ยิ่งต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างชนิดถอนรากถอนโคน
แต่จากปากคำของเหมาเองก็ยอมรับว่ายังอยู่ระหว่างความสับสน ยังคงแสวงหาทางออก
เมื่อได้อ่านจุลสารหลายเล่มที่ว่าด้วย “อนาธิปไตย” ก็รับอิทธิพลเข้ามามาก มีนักศึกษาคนหนึ่งชื่อ จูซุนเป่ยเคยไปเยี่ยมและได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงลัทธิอนาคิสม์บ่อยๆ
ขณะเดียวกัน เหมาก็สนับสนุนลัทธินี้ในข้อเสนอหลายๆ ประการ
ต่อมาเหมาได้รับจดหมายจากทางบ้านบอกว่าแม่กำลังป่วยหนักจึงตัดสินใจกลับหูหนาน หลังจากยืมเงินเพื่อนๆ เป็นค่าเดินทางได้แล้ว
ในวันที่ 12 มีนาคมก็ได้ขึ้นรถไฟไปถึงเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 14 มีนาคม
เหมาอยู่เซี่ยงไฮ้นานถึง 20 วันเพราะได้พบกับเพื่อนๆ ชาวหูหนาน และเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังจะออกเดินทางไปศึกษาที่ฝรั่งเศสโดยทางเรือ
หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับถึงบ้านในวันที่ 6 เมษายน
ไม่ว่าการออกจากเสาซานไปยังเซียงเซียง ไปยังฉางซา เมื่อปี 1910 ไม่ว่าการออกจากฉางซาไปยังปักกิ่งเมื่อปี 1918 ไม่ว่าการย้อนกลับไปฉางซาในปี 1919
เหมาประสบกับสถานการณ์ใหญ่หลายครั้งหลายหน
สถานการณ์ 1 เป็นผลสะเทือนจากการปฏิวัติซินไฮ่เมื่อเดือนตุลาคม 1911 นอกเหนือจากการทำให้เหมาได้ลิ้มรสจากประสบการณ์การเป็นทหารในทัพของก๊กมินตั๋งแล้ว
ที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือ การเกิดขึ้นของโรงเรียนฝึกหัดครูที่ฉางซา
โรงเรียนฝึกหัดครูอันเป็นรากฐานที่สำคัญในทางความคิด ในทางการศึกษา อันเท่ากับเป็นเหมือนกระดานหกส่งเหมาไปยังปักกิ่ง
และที่ปักกิ่งนี้เองที่เหมาได้เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ ห้องสมุด มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
หากไม่มีการปฏิวัติซินไฮ่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างคึกคัก ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อันส่งผลสะเทือนออกไปในขอบเขตกว้างขวาง
ผลสะเทือนทางความคิดจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีพลานุภาพเป็นอย่างสูง
เราจะสำรวจการเคลื่อนไหวนี้จากงานเขียนของ จอห์น เค.แฟร์แบงค์และคณะ อัน เพ็ชรี สุมิตร ร่วมกันแปลออกมาเป็น “เอเชียตะวันออกยุคใหม่”
ตีพิมพ์เผยแพร่โดยโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
ที่การปฏิวัติทางความคิดมีศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปักกิ่ง (เป่ยต้า) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกียรติภูมิในฐานะเป็นยอดสุดของระบบการศึกษา
และเป็นเพราะครูอาจารย์ที่อธิการบดีคนใหม่ คือ ไช่หยวนเผย
ไช่เป็นนักวิชาการตำรับขงจื่อ เมื่ออายุ 25 ปีได้ก้าวขึ้นไปถึงโรงเรียนฮั่นหลิน ต่อมาก็เป็นสมาชิกถงเหมิงฮุ่ย ศึกษางานของคานท์และนักปรัชญาตะวันตกอื่นๆ ระหว่างอยู่เยอรมนี 4 ปี
เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอยู่ 6 เดือนในปี 1912
หลังกลับจากการศึกษาต่อในเยอรมนีและฝรั่งเศสก็เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงเป่ยต้าจากโรงเรียนเตรีย
ข้าราชการเพื่อสนองกระทรวงทบวงกรมต่างๆ
ให้กลายเป็นศูนย์กลางวิชาการที่อาจแข่งขันทางความคิดระดับโลกได้
ทั้งหมดนั้นเป็นสถานการณ์หลังจากที่ไช่หยวนเผยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการใ
รัฐบาลชั่วคราวของซุนยัตเซ็นต่อเนื่องถึงรัฐบาลหยวนซื่อไข่
ได้รับบทเรียนและประสบการณ์ทางการเมืองมาระดับหนึ่ง
การหวนคืนมาดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยปักกิ่งอย่างเต็มตัวคือการหวนคืนมาเพื่อวา
รากฐานและปักธงในทางความคิด
เป็นการเรียกร้องในเสรีภาพในทางวิชาการ
ปักธงในทางความคิด ให้ “การศึกษาที่อยู่เหนือการเมือง ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมทางการเมือง” อันเท่ากับได้เบิกสถานการณ์ใหม่ในทางความคิด
ก่อให้เกิดความคิดใหม่ ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนวัฒนธรรมใหม่