หนุนแก้ไขรธน.
แต่ค้านผุดสสร.
ร่างใหม่ทั้งฉบับ
โพลชี้ชัด-ไม่เอา
รัฐบาลแห่งชาติ
บิ๊กทร.แจงอีก!
ต้องมีเรือดำน้ำ
60 ส.ว. แยกตั้งกลุ่มอิสระ หนุนแก้รธน.มาตรา 272 ตัดอำนาจโหวตนายกฯ แต่ค้านตั้งส.ส.ร.ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ พรรคก้าวไกลเตรียมร่ายคาถาถอนของให้ ‘บิ๊กตู่’ ในการอภิปรายรัฐบาลโดยไม่ลงมติ 9 ก.ย.นี้ เพื่อไทยย้ำต้องลาออกหรือยุบสภา โพลระบุชาวบ้านมองเสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง 64.7% ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ โฆษกกองทัพเรือเผยแพร่
บทความ มีเรือดำน้ำไปทำไม ชี้อุดช่องโหว่ด้านภูมิศาสตร์
โพลสำรวจปมโจมตีผู้เห็นต่าง
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ศูนย์สำรวจความ คิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เสรีภาพในการโจมตีผู้เห็นต่าง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-3 ก.ย. จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,326 หน่วยตัวอย่าง
จากผลสำรวจถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อต่อต้าน/โจมตี ผู้แสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 51.58 ระบุว่า เป็นสิทธิและเสรีภาพที่กระทำได้ในระบอบประชาธิปไตย ร้อยละ 13.20 ระบุว่า เป็นการละเมิดสิทธิผู้แสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง ร้อยละ 12.14 ระบุว่า เป็นแค่การทำตามกระแส
ร้อยละ 8.90 ระบุว่า ผู้ถูกต่อต้าน/โจมตีผ่านสื่อออนไลน์ มีสิทธิตอบโต้กลับ ร้อยละ 8.37 ระบุว่า เป็นแค่กิจกรรมทางการเมืองทั่วๆ ไป อย่างหนึ่ง ไม่เสียหายอะไร และเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่สร้างความแตกแยกในสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 4.37 ระบุว่า เป็นการรณรงค์ที่มีกลุ่มการเมือง/พรรคการเมือง อยู่เบื้องหลัง
ร้อยละ 4.15 ระบุว่า เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ร้อยละ 2.87 ระบุว่า เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่บังคับให้คนในสังคมเลือกข้าง ร้อยละ 0.83 ระบุว่า เป็นการรณรงค์ที่มีหน่วยงานต่างประเทศ อยู่เบื้องหลัง และร้อยละ 10.71 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
37% ไม่เห็นด้วย-ชี้เป็นเสรีภาพ
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อต่อต้าน/โจมตี ผู้แสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง พบว่า ร้อยละ 17.19 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพที่สามารถกระทำได้โดยการแสดงออกผ่านสื่อออนไลน์ที่หลากหลายช่องทาง ร้อยละ 17.65 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ และเป็นช่องทางที่แสดง ความคิดเห็นง่ายที่สุด
ร้อยละ 20.36 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะเป็นการละเมิดสิทธิผู้แสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ร้อยละ 37.18 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็นที่ต่างกัน ควรเคารพความคิดเห็น ไม่ควรโจมตีคนที่เห็นต่างทางการเมือง และร้อยละ 7.62 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ส่วนความกลัวของประชาชนหากมีการแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง แล้วจะถูกต่อต้าน/โจมตี ผ่านสื่อออนไลน์ พบว่า ร้อยละ 10.48 ระบุว่า กลัวมาก เพราะทุกเพศ ทุกวัยมีสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถรับรู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ร้อยละ 20.67 ระบุว่า ค่อนข้างกลัว เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่ออาชีพการงาน เรื่องส่วนตัว และครอบครัว ร้อยละ 17.35 ระบุว่า ไม่ค่อยกลัว เพราะทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ แต่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ร้อยละ 46.30 ระบุว่า ไม่กลัวเลย เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพที่สามารถแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมืองในพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และร้อยละ 5.20 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เทียบจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาล
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,768 คน ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ย. หัวข้อ “เสถียรภาพรัฐบาล ณ วันนี้” พบว่า 5 จุดแข็งที่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง/มั่นคง อันดับ 1 ร้อยละ 64.74 ระบุ มีเสียงส.ว. สนับสนุน รองลงมาร้อยละ 54.62 ระบุ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ร้อยละ 51.52 ระบุ มีเสียงข้างมากในสภา ร้อยละ 36.81 ระบุ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 31.92 ระบุ นโยบายช่วยเหลือประชาชน เช่น บัตรผู้สูงอายุ เราไม่ทิ้งกัน
สำหรับ 5 จุดอ่อน ที่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ/ไม่มั่นคง ร้อยละ 77.49 ระบุ ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ร้อยละ 67.00 ระบุ การบริหารประเทศย่ำแย่/แก้ปัญหาไม่สำเร็จ ร้อยละ 63.79 ระบุ กระแสการต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น ร้อยละ 59.02 ระบุ การใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก ร้อยละ 57.95 ระบุ ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเมื่อเปรียบเทียบ “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง” ประชาชนคิดว่ารัฐบาลยังมีความมั่นคงหรือไม่มั่นคง ร้อยละ 71.15 ระบุ ไม่มั่นคง ขณะร้อยละ 28.58 ระบุ มั่นคง
เมื่อถามถึง 5 วิธี ที่จะทำให้รัฐบาลมั่นคง ส่วนใหญ่ร้อยละ 83.73 ระบุ แก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน รองลงมาร้อยละ 69.99 ระบุ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 66.00 ระบุ รับฟังความคิดเห็น/เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร้อยละ 64.36 ระบุ พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ร้อยละ 59.19% ใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง มี ธรรมาภิบาล
มองเสถียรภาพไม่มั่นคง
ด้านน.ส.พรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องแก้ให้ได้ เพราะหากประชาชนอยู่ได้รัฐบาลก็อยู่รอด รัฐบาลต้องแก้ไขภาพของการทุจริต การปิดกั้นความคิดเห็น ควรเน้นการเปิดใจรับฟัง มีผลงานที่โดนใจ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง มั่นคงและมีเสถียรภาพนั่นเอง
นายธนภัทร ปัจฉิมม์ คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีสภาวะความมั่นคงหรือมีเสถียรภาพทางการบริหารเศรษฐกิจเพียงพอ แม้ว่าผลสำรวจบางประเด็นจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีจุดแข็งตรงที่มีเสียงสนับสนุนจากส.ว. และเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงการเมืองในเชิงปริมาณเท่านั้น ในแง่ของการเมืองเชิงคุณภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนพึงปรารถนาที่สุด
“การสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาลในสายตาประชาชน นักการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลควรเห็นแก่ประโยชน์ชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยการแสดงเจตจำนงที่แท้จริงในความร่วมมือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและไม่ขัดขวางหรือขัดแย้งกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ดังที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ มิเช่นนั้นจะยิ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากที่รอคอยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากรัฐบาล ต่างจะยิ่งผิดหวังต่อทิศทางและการดำรงอยู่ของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ” นายธนภัทรกล่าว
64.7% ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง Ban รัฐบาลแห่งชาติ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทั่วประเทศผ่าน “เสียงประชาชนในโลก โซเชี่ยล” ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 1,712 ตัวอย่างในโลกโซเชี่ยล และ “เสียง ประชาชนในสังคมดั้งเดิม” 1,187 ตัวอย่างดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-5 ก.ย.
เมื่อถามถึงประเทศที่มีรัฐบาลแห่งชาติ นึกถึงประเทศอะไร พบว่า จำนวนมากที่สุดหรือร้อยละ 35.5 นึกถึงประเทศจีน รองลงมาคือร้อยละ 24.0 นึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 17.2 นึกถึงรัสเซีย และร้อยละ 23.3 นึกถึงประเทศอื่นๆ โดยผลสำรวจพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ระบุรัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 67.6 ระบุรัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลที่จะมีความมั่งคั่งมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 66.0 ระบุรัฐบาลแห่งชาติจะเป็นรัฐบาลที่ยั่งยืนมากถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าจะเอารัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.7 ระบุไม่เอา ในขณะที่ ร้อยละ 31.9 เอา และร้อยละ 3.4 ระบุอื่นๆ
ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของประชาชนที่ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ ทั้งๆ ที่คิดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน แต่ประชาชนไม่เอาและทั้งๆ ที่เข้าใจไปว่าประเทศมหาอำนาจก็มีรัฐบาลแห่งชาติ แต่ประชาชนก็ไม่เอาเช่นกัน
แรมโบ้จวก‘หน่อย’ติงแจกเงิน
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ เฟซบุ๊กถึงมาตรการแจกเงินรัฐบาลล้มเหลวทำประชาชนใช้หนี้ 100 ปี และควรแจกเงินสดแทนแจกผ่านแอพฯ เพราะเอื้อนายทุนว่า โครงการเงิน 3,000 บาทนั้นยังไม่ได้เป็นข้อสรุปที่จะอนุมัติให้ดำเนินการโครงการ
ขณะเดียวกันทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุแล้วว่าเป็นโครงการที่รัฐจะให้เงินสนับสนุนการใช้จ่ายคนละไม่เกิน 3,000 บาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายซื้อของในกลุ่มร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ มุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อยทั่วไป ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ประมาณ 80,000 ร้านค้า ดังนั้นไม่ถือว่าเป็นการเอื้อกับนายทุน แต่เป็นโครงการที่ทำขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภายในประเทศ หลังประสบปัญหาเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19
ซัดมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
นายสุภรณ์กล่าวว่า ส่วนเงินที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน นายกฯ ได้ทำไปแล้วทั้ง มาตรการเยียวยา เงิน 5,000 บาท มาตรการเยียวยาเกษตรกร 5,000 บาท มาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ที่รัฐบาลโอนเงินให้โดยตรง ออกสินเชื่อฉุกเฉิน ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ และยังมีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานสำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ ที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา รวมถึงช่วยเหลือผู้ตกงานด้วยการจัดงาน “จ๊อบเอ็กซ์โป 2020” เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ดังนั้นจะเห็นว่ารัฐบาลได้ทำทุกอย่าง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชนทุกกลุ่มให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด
“อยากให้คุณหญิงและพรรคเพื่อไทยรับฟังและเปิดใจบ้าง แม้ว่าจะไม่อยากช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา แต่ขออย่าวิพากษ์วิจารณ์ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเข้าใจรัฐบาลผิด เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ในขณะนี้ ถ้ายังใช้วาทกรรมโจมตีไปเสียทุกเรื่อง ยิ่งจะทำให้ภาพพจน์ในตัวคุณหญิงเสื่อมเสียลงไปทุกวัน เหมือนสุภาษิตคำพังเพย มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ ผมก็ยังยืนยันว่ารัฐบาลนี้กู้เงินแล้วมาแจกชาวบ้าน ดีกว่ารัฐบาลในอดีต กู้แล้วมาโกง คงไม่ต้องบอกว่ารัฐบาลสมัยไหน” นายสุภรณ์กล่าว
‘สิระ’จี้หยุดกดดันตั้งขุนคลัง
ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งรมว.คลัง เมื่อตำแหน่งนี้ว่างลงนั่นถือว่าเป็นอำนาจในการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่จะสรรหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาทำหน้าที่แทนนายปรีดี เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่แล้ว ตำแหน่ง ดังกล่าวจึงไม่ใช่โควตาของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
“ประชาชนเลือกพล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศในตำแหน่งนายกฯ ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกทีมงานเข้ามา บริหารประเทศถือเป็นสิทธิขาด และทุกคนก็ไว้วางใจในการทำหน้าที่และเคารพการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคการเมืองใดก็ตามที่ต้องการได้ตำแหน่งนี้ ผมว่าควรหยุดกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ได้แล้ว ปล่อยให้ท่านได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง หากพวกคุณมีความสามารถจริง พล.อ. ประยุทธ์คงจะเลือกเข้ามาทำหน้าที่เอง โดยไม่ต้องร้องขอ” นายสิระกล่าว
60 ส.ว.ตั้งกลุ่มหารือแก้รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต่อการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า ขณะนี้ส.ว.ยังเสียงแตกทางความคิดเห็น มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับและไม่ให้ตั้งส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส.ว.มีการตั้งกลุ่มส.ว. 60 กว่าคน ใช้ชื่อว่า “กลุ่มส.ว.อิสระ” ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ไม่มีทหาร ตำรวจ พร้อมตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกัน แนวทางของกลุ่มเห็นตรงกันว่า สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา พร้อมให้แก้ไขมาตรา 272 เรื่องการยกเลิกอำนาจส.ว.ในการลงมติเลือกนายกฯ
นายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ ส.ว. กล่าวว่า ยอมรับว่าอยู่ในกลุ่มส.ว.อิสระ เป็น กลุ่มที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ แนวทางของกลุ่มมีความชัดเจนสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ควรแก้ไขแบบรายมาตรา ไม่ใช่การตั้งส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะมองว่า ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ แต่เป็นเงาส.ส. ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งไม่จบ และไม่สบายใจว่าส.ส.ร.จะยกร่างรัฐธรรมนูญเลยเถิดไปขนาดไหน
แสดงจุดยืนแก้มาตรา 272
“กลุ่มส.ว.อิสระพร้อมให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ควรทำเป็นแบบรายมาตรา เพราะจะไม่สร้างความขัดแย้ง และประหยัดงบประมาณ หากจะมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตัดอำนาจส.ว.โหวตนายกฯก็ไม่ขัดข้อง เพราะแต่ละคนเห็นตรงกันว่า หมดความจำเป็นที่จะให้ส.ว.มาโหวตเลือกนายกฯแล้ว ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ต้องการจะเป็น นายกฯต่อ ต้องใช้ความสามารถตัวเองไปหาเสียงสนับสนุนจากส.ส.เอง เพื่อพิสูจน์บารมี จะได้มีความสง่างาม ไม่ต้องใช้เสียงส.ว.มาช่วย จะได้ไม่ถูกมองเรื่องการสืบทอดอำนาจ” นายกิตติศักดิ์กล่าว
นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ในวันที่ 8 ก.ย. เวลา 10.00 น. กลุ่มส.ว.อิสระจะประชุมกันที่รัฐสภา เพื่อหารือกันถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาว่า กลุ่มจะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญในแนวทางใด ส่วนที่ส.ว.คนอื่นๆ มีความคิดเห็นแตกแยกกันไปหลายทางนั้น ไม่ถือเป็นความแตกแยก แต่ละคนมีความคิดแนวทางของตัวเอง แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ส.ว.ทุกคนจะเห็นไปในแนวทางเดียวกันหมด
ส่วนตัวไม่ขัดข้องเลยถ้าจะแก้มาตรา 272 ริบอำนาจส.ว.เรื่องการโหวตนายกฯ เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็นแล้ว รวมถึงมาตราอื่นก็พร้อมสนับสนุนให้แก้ไข เช่น การกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ การคำนวณระบบส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ยกเว้นรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ 2 รวมถึงหมวดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทุจริตที่ไม่ควรแตะต้อง
‘คำนูณ’ลั่นต้องปิดสวิตช์
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. กล่าวว่า สำหรับเสียงคัดค้านในบทเฉพาะกาลที่เป็นเสมือนส่วนยอดภูเขาน้ำแข็งของความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา อย่างมาตรา 269 ประกอบมาตรา 272 ที่กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คัดเลือก 250 ส.ว. แล้วส.ว.ร่วมเลือกอดีตหัวหน้าคสช.เป็นนายกฯ ยอมรับว่าตรงนี้ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยตามปกติ แต่ได้รับการอรรถาธิบายแก้ต่างจากหลายคน รวมทั้งตนว่าเป็นระบอบการเมืองเฉพาะกิจ และเฉพาะกาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้บรรลุ 2 เป้าหมาย คือความสงบสุขในบ้านเมือง อย่างน้อยก็ชั่วคราว และเพื่อให้การปฏิรูปประเทศตามแผนงานเดินหน้าได้ดี ในช่วง 5 ปีแรก แต่บัดนี้ทั้ง 2 เป้าหมายไม่สามารถบรรลุผลได้ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศอย่างการปฏิรูปตำรวจ ที่จำเป็นต้องกล่าวด้วยความเจ็บปวดว่ารัฐบาลชุดนี้สอบไม่ผ่าน
เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วตนขอตอบโจทย์โดยไม่ลังเล ขณะนี้ไม่มีความคุ้มค่าที่จะคงมาตรการพิเศษเฉพาะกิจ และเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะที่อ้างว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าไว้อีกต่อไป ทำให้ตรงเป้าที่สุดก็คือตัด มาตรา 272 อำนาจร่วมเลือกนายกฯของ 250 ส.ว.ออกไปจากรัฐธรรมนูญ ความคิดเบื้องต้นของตน คือ ควรแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราว่ากันเป็นประเด็นๆ ไปก่อน โดยต้องรวมประเด็นที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด หรือที่ถูกมองว่าไร้ความชอบธรรมที่สุด คือมาตรา 272 ไว้ด้วย จะเหมาะสมกว่าการแก้ไขให้เกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยส.ส.ร.
‘เทพไท’ยินดี‘วันชัย’ชูปิดสวิตช์
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ที่ประกาศปิดสวิตช์ตัวเองไม่โหวตเลือกนายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส.ว.หลายคน ได้เริ่มเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน และได้ยอมรับกระแสการเรียกร้องของสังคมทุกภาคส่วนที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยกเลิกมาตรา 272 ออกไป
ถ้าหากมีส.ว.คนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง มีแนวความคิดเช่นนี้ เชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่สังคมวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้ คือเสียงของส.ว.จำนวน 1 ใน 3 คือ 84 คน ที่จะต้องยกมือสนับสนุนญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 (3) (6) ของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน คือ แก้ไขมาตรา 256 และให้มีส.ส.ร. แต่หากมีเสียงสนับสนุนจากส.ว.ไม่ถึง 84 คน ญัตติทั้งหมดก็มีอันตกไป
“ขอให้ส.ว.ทุกคน ได้ตระหนักว่า ส.ว.ทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติวิธี เพราะการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นตอนนี้ มีข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเป้าหมายหลัก และส.ว.เป็นองค์กรเดียวเท่านั้น ที่มีบทบาทสำคัญในการปลดล็อกให้บ้านเมืองออกจากวิกฤตได้ จึงอยากให้ส.ว.ได้ลดทิฐิลง ปล่อยวาง เข้าใจกระแสของสังคมก็จะเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คลี่คลายลงได้อย่างแน่นอน” นายเทพไทกล่าว
ก้าวไกลโวรวมเสียงเกิน 100
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคที่จะยื่นมี 4 ร่าง คือ ฉบับที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 269 ฉบับที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 270 และมาตรา 271 ฉบับที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 272 และฉบับที่ 4 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 279
วิธีการของพรรคก้าวไกล คือ การทยอยยื่นทีละร่าง เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียง และแก้ไขเพื่อให้ได้จุดร่วม เพราะหากเสนอรวมกันทั้ง 4 ฉบับ เมื่อถูกตีตก ก็จะหายไปทั้ง 4 ฉบับ โดยร่างแรกที่จะยื่นคือ ร่างแก้ไขมาตรา 272 เพราะเป็นฉบับที่มีความเห็นตรงกันว่าควรยกเลิก ทางส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอว่าจะมาช่วยลงเสียงด้วยนั้น มีความเห็นว่าส.ว. ไม่ได้มาจากประชาชน จึงไม่ควรมีอำนาจเข้ามาแทรกแซงและเปลี่ยนเจตจำนงของประชาชน
ขณะนี้เราสามารถรวมเสียงส.ส.ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 272 นี้ ได้เกิน 100 เสียงแล้ว มาจากพรรคฝ่ายค้าน (ไม่รวมพรรคเพื่อไทย) พรรครัฐบาลบางพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประมาณ 2 เสียง รวมถึงพรรคเล็กบางพรรคด้วย เป็นการรวมเสียงกันด้วยเอกสิทธิ์ของการเป็นส.ส. คาดว่าจะยื่นร่างแก้ไข มาตรา 272 ในสัปดาห์นี้
เตรียมถอนของให้‘ประยุทธ์’
นายวิโรจน์กล่าวว่า ส่วนการเปิดอภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ พรรคก้าวไกล จะร่วมอภิปรายด้วย จะเน้นเรื่องปัญหาปากท้อง และสภาพเศรษฐกิจสังคมที่บิดเบี้ยว 2 ประเด็นหลัก คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ในมุมที่มืดบอดของเผด็จการ คือตัวเองอยากฟังแต่ข่าวดี จึงใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการ ให้รายงานเฉพาะข่าวดี จนตัวเองเหมือนคนโดนของ และสะกดจิตตัวเองซ้ำๆ ทุกวันว่าประเทศกำลังจะดีขึ้น และประชาชนรักตัวเองอยู่ ทั้งที่สังคมภายนอกไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว พวกเราจะยอมร่ายคาถาอาคมเพื่อถอนของให้พล.อ.ประยุทธ์ ตอนนี้ประชาชนได้ถอนของออกไปแล้ว เพราะไม่เชื่อเรื่องเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ หรือขอเวลาอีกไม่นานแล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา
2.ปรับทัศนคติให้พล.อ.ประยุทธ์ เลิกเชื่อในกลไกสามานย์ และการดูถูกประชาชน หมายถึงการกล่าวหาว่าประชาชน และนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมว่ามีท่อน้ำเลี้ยง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ สามารถสืบดูได้ว่าผู้ชุมนุมต่างๆ มีท่อน้ำเลี้ยงหรือไม่ ถ้าตรวจสอบพบว่ามีตอนนี้ต้องแจ้งความจับไปแล้ว คนที่เอาอาหาร หรือน้ำไปแจก คนเหล่านี้ไม่ใช่ท่อน้ำเลี้ยง และคนที่มาชุมนุมก็มารวมตัวแล้วก็กลับไป เป็นม็อบที่มาด้วยใจ แต่กลับถูกใส่ร้ายว่า ชังชาติ หรือเอาคดีมาขู่ คือใครที่ไม่ยอมรับกับวิธีคิดเผด็จการ ก็จะถูกใส่ร้าย และใช้วิธีนิติสงคราม ในการยุบพรรคการเมือง โดยเราเตรียมที่จะอภิปรายในประเด็นที่ฉีก และสะท้อนมุมมองที่ประชาชนอยากจะบอกกับรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลตาสว่างเสียที
พท.ย้ำนายกฯ มี 2 ทางเลือก
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีทางเลือกเหลือน้อยลงทุกขณะ หลังจากนายปรีดี ดาวฉาย อดีตรมว.คลังลาออก การปรับครม.ครั้งที่ผ่านมาอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนรูดม่านปิดฉากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 2 ทางเลือกสุดท้าย คือลาออกหรือยุบสภา เชื่อว่าทีมที่ปรึกษาคงกำลังหาแนวทางกันอยู่
ถ้าผ่านพ้นเดือนก.ย.นี้ไปได้ถือว่าปาฏิหาริย์สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ สารพัดม็อบทั้งจากกลุ่มเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ผุดขึ้นทุกหย่อมหญ้า สโลแกนที่เคยหาเสียงว่าเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ วันนี้ไม่มีอยู่จริง แต่คนที่ต้องจบ อาจเป็นตัวพล.อ.ประยุทธ์เอง จะเกิดภาวะสุญญากาศทางการบริหารในหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจในแต่ละหน่วยงานจะอารยะขัดขืน หยุดรอดูการเปลี่ยนแปลง เพราะดูจากปฏิกิริยาของคนในสังคม พล.อ.ประยุทธ์น่าจะรอดยาก
ปัญหาเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ 2 เรื่องคือ 1.ต้องใช้ระบบการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบคือ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ตรงตามเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งส.ส.ของประชาชน 2.ต้องยกเลิกบทเฉพาะกาล ตัดสิทธิ์ส.ว.ไม่ให้โหวตเลือกนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์จะหลบหลังโควิดตลอดไปไม่ได้ เพราะการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ที่มาที่ไม่ชอบธรรม กติกาที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน จนทำให้เกิดสภาพรัฐบาลปะผุ เตี้ยอุ้มค่อม น่ากลัวไม่แพ้โควิด
‘ทวี’เรียกร้องทุกฝ่ายรับฟังน.ศ.
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า หลังจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ประกาศในวันที่ 11 ก.ย.จะยื่นหนังสือลาออกจากส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อออกมาเคลื่อนไหวนอกสภา ทำให้พรรคประชาชาติเข้มแข็งมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ตนเลื่อนขึ้นมาเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อแทน เนื่องจากเป็นผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 ของพรรคว่า ต้องยอมรับว่าวันนี้ประเทศประสบปัญหาค่อนข้างมาก และปัญหาหนึ่งคือประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอยู่รอด แต่ประชาชนเกิดความลำบากก็เป็นเรื่องที่พวกเราต้องบอกรัฐบาล ที่สำคัญขณะนี้มีเรื่องเฉพาะหน้าเกิดขึ้น คือ จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นการออกมาสู้เพื่ออนาคต เนื่องจากนักศึกษามองไม่เห็นอนาคตในการบริหารของรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนตัวถือว่าเป็นประชาธิปไตยและควรรับฟังข้อเสนอของนักศึกษา ซึ่งหลายๆ ข้อนักการเมืองยังตามไม่ทันเพราะนักศึกษารู้ชะตากรรมว่าถ้าอยู่ในสังคมลักษณะนี้ต่อไปจะไม่มีอนาคต เราต้องให้กำลังใจนักศึกษาด้วย เพราะถ้าไม่มีนักศึกษา รัฐบาลไม่กล้าเปลี่ยนแปลง
โฆษกทัพเรือโต้‘ยุทธพงศ์’
พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงกรณีที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท้าผบ.ทร. ดีเบต เปิดเผยเอกสาร Full Powers เรื่องการซื้อเรือดำน้ำ ว่า “คนเราไม่รู้ว่าที่ตัวเขาเข้าใจน่ะ มันไม่ใช่ ที่จะมาเทียบกับการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์” เพราะยังมีกฎระเบียบทางราชการ ของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.). สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และกระทรวงกลาโหม (กห.) อีกหลายด่าน กว่าเขาจะอนุมัติให้กองทัพเรือไปดำเนินการได้
วันเดียวกัน เพจกองทัพเรือ โดยโฆษกกองทัพเรือ เผยแพร่บทความเรื่อง มีเรือดำน้ำไปทำไม…ในบริบทข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ ดังนี้ จากการที่ตนเคยศึกษาด้านความมั่นคงและการทหารระดับยุทธศาสตร์ จากสถาบันทั้งต่างประเทศและในประเทศมา ติดตามสถานการณ์โลกและภูมิภาค กับสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากแชร์มุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้เกี่ยวกับทะเล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน การกินดีอยู่ดีของคนในชาติ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
แพร่บทความ‘มีเรือดำน้ำไปทำไม’
ทั้งนี้ขอนำเสนอตามข้อเท็จจริง ปราศจากการเมือง และการติดยึดกับทหาร โดยในภาคแรกนี้จะนำไปสู่การได้คำตอบว่า “มีเรือดำน้ำไปทำไม”
อันดับแรกจำเป็นต้องทำความเข้าใจด้านภูมิรัฐศาสตร์ก่อนว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ กล่าวคือ อ่าวไทยเป็นอ่าวปิดลึกเข้ามาในคาบสมุทร ในอดีตก็เคยถูกปิดอ่าวมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ฮอลันดาเอาเรือรบเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยามาปิดทางออกสู่ทะเลของไทย คงจำเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ได้ ครั้งที่ 2 ก็เหตุการณ์ ร.ศ.112 สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ฝรั่งเศสมาปิดปากอ่าวไทย จนเราต้องเสียดินแดนไปเกือบเท่ากับขนาดประเทศไทยในปัจจุบัน
และครั้งที่ 3 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรือดำน้ำสหรัฐมาจมเรือขนส่งน้ำมันชื่อ ร.ล.สมุยบริเวณปากอ่าวไทย ทหารเรือสละชีพไป 36 นาย มีผลทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันจากทางทะเลเข้าสู่ประเทศได้ กิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจแทบจะหยุดชะงัก ประชาชนก็เดือดร้อนกันทั่ว
ทั้ง 3 เหตุการณ์ข้างต้นน่าจะทำให้ทุกท่านตระหนักแล้วว่าจุดอ่อนด้านภูมิศาสตร์ของเรา ผู้รุกรานสามารถใช้ประโยชน์สร้างความเสียหายให้กับประเทศได้มากมายมหาศาลอย่างไร
ชี้อุดช่องโหว่ด้านภูมิศาสตร์
แล้วเรามีทางแก้ไขไหม…เรื่องนี้คงต้องดูว่าต่างประเทศเขาทำกันอย่างไร ตนขอเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมันจะทำให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ประเทศเยอรมันก็เหมือนกับประเทศ ไทยกลับหัว มีทะเล 2 ฝั่งแต่ถูกคั่นด้วยประเทศที่ 3 ท่าเรือหลักคือ Hamburg และ Wilhelmhaven อยู่ในทะเลบอลติกและทะเลเหนือ ซึ่งเส้นทางการเดินเรือจะต้องผ่านหลายประเทศ แม้จะมีคลองคีล แต่ในยามสงครามก็ถูกปิดกั้นโดยง่ายจากทุ่นระเบิดวางโดยข้าศึก จึงจำเป็นต้องสร้างศักยภาพในการป้องปรามต่อประเทศที่จะมาคุกคามเส้นทางเดินเรือ และขนส่งพลังงานเข้าสู่ประเทศ ด้วยการคงประจำการเรือดำน้ำพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดชั้น 212A จำนวน 6 ลำ แม้จะยกเลิก Warsaw Pack ไม่มีภัยคุกคามที่เด่นชัดแล้วก็ตาม
ที่น่าสังเกตคือ ทะเลบอลติกและทะเลเหนือมีความลึกน้ำเฉลี่ยใกล้เคียงกับอ่าวไทย แต่กองทัพเรือเยอรมันกลับสร้างเรือดำน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สาเหตุหนึ่งคือเรือดำน้ำเป็นอาวุธทางรุก ยากต่อการตรวจพบ และให้ปฏิบัติการได้นานขึ้น สามารถเล็ดลอดเข้าไปทำลายกำลังหลักของฝ่ายตรงข้ามได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่อาณาเขตทางทะเลของตน พื้นที่ปฏิบัติการหลักจึงอยู่ภายนอก ซึ่งจะยิ่งสร้างอำนาจการป้องปรามให้สูงยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “Nowhere to be seen but present everywhere” แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “มองไม่เห็นตัว แต่สร้างความสะพรึงกลัวไปทั่ว”
ด้วยเหตุนี้ความจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำ อาจไม่ได้มาจากภัยคุกคามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความจำเป็นต้องสร้างศักยภาพในการป้องปราม เพื่อลดข้อเสียเปรียบด้านภูมิศาสตร์ ทำให้ผู้รุกรานที่อาศัยเงื่อนไขความขัดแย้งที่มีอยู่ ต้องยับยั้งชั่งใจว่าอาจถูกกระทำก่อน หรือถูกโจมตีตลบหลังจากภายนอก ทำให้ผลที่ได้รับไม่คุ้มกับความสูญเสีย จึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะรุกรานในที่สุด
ยันคุ้มค่า-ประกันเสี่ยงครบ
การที่จะตอบว่า “มีเรือดำน้ำไปทำไม” นอกจากการอุดช่องโหว่ด้านข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์แล้ว ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องอีกมากที่จะแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่า เช่น ประเด็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การรับประกันเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเล และการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนกับระบบเศรษฐกิจทางทะเลของไทย เป็นต้น
นอกจากนี้ยังต้องตอบคำถามต่อสาธารณชนอีกจำนวนมาก อาทิ อะไรคือความเสี่ยงที่ต้องจัดหาเรือดำน้ำในสภาวการณ์เช่นนี้ ทำไมไม่ลงทุนกับการปราบเรือดำน้ำจะดีกว่าหรือไม่ ความคิดจัดหาเรือดำน้ำถือว่าล้าสมัยหรือไม่ เพราะในอนาคตจะมีโดรนใต้น้ำล่าทำลายเรือดำน้ำแล้ว อ่าวไทยตื้น เรือประมงและอุปกรณ์ก็เยอะไม่เป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการของเรือดำน้ำหรือ และเมื่อซื้อมาแล้วมีความสามารถจะดูแลรักษาให้พร้อมใช้ตลอดอายุการใช้งานหรือไม่ ฯลฯ เป็นต้น ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ตนเห็นว่าจำเป็นต้องมีคำตอบให้ประชาชนผู้เสียภาษีอากรได้ทราบถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และความทันใช้งานเพื่อประกันความเสี่ยงอย่างครบถ้วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ วงเงินรวม 22,500 ล้านบาทของกองทัพเรือ มีแผนทยอยชำระปี 2564-2570 หลังถูกเรียกงบปี 2563 คืนไป 3,375 ล้านบาทเพื่อนำไปแก้ไขปัญหา โควิด-19 มาถึงงบปี 2564 จึงขอตั้งงบเท่าเดิมที่ 3,375 ล้านบาท แต่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ กองทัพเรือจึงทำหนังสือถึงณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ขอชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำออกไปอีก 1 ปี