วิถีแห่งอำนาจ young สุมาอี้
เสถียร จันทิมาธร
Ma Bo YonG เจ้าของยุทธนิยายเรื่อง “ความลับแห่งสามก๊ก” ซึ่ง “เม่นน้อย” แปลมา มีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการค้นหาภาพสุมาอี้ในวัยหนุ่มเข้ามาเสริมและเติมแต่งส่วนที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
เห็นได้จากบทที่ 1 อันว่าด้วย “เมืองสวี่ตู ลูกธนูบนสาย” กล่าวถึงเด็กหนุ่ม 2 คน
เริ่มจากหยางผิงที่ทอดสายตาไปยังป่าอันว่างเปล่า ปักธนูนอแรดลงบนดินและเดินเข้าไปออกแรงดึงก้านธนูที่ปักบนต้นไม้ออกมา ลูบขนนกที่บิดเบี้ยวให้เข้าที่ก่อนจะเสียบกลับไปในกระบอก
เด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยปีนขึ้นมาจากกองหิมะพลางปัดเศษหิมะตามตัวออก
หยางผิงเดินกลับออกจากป่าทำมือเป็นสัญลักษณ์ว่าน่าเสียดาย เด็กหนุ่มจ้องรอยลูกธนูบนลำต้นไป๋ ฮว่า ดวงตาฉายแววไม่พอใจ “ด้วยฝีมือของเจ้าจะพลาดในระยะใกล้ถึงเพียงนี้หรือ”
“เป็นแม่กวางตัวหนึ่ง” หยางผิงชี้แจง “ท้องมันโตอย่างนั้นไม่แน่อีกไม่นานคงจะคลอดแล้ว”
“หากเจ้ามีใจเมตตาเช่นนี้ก็เอาลูกธนูมาให้ข้าเถอะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงขุ่น แล้วหยิบลูกธนูจากกระบอกของหยางผิงมาใส่กระบอกของตน
นั่นคือความแตกต่างระหว่างหยางผิงกับ “เด็กหนุ่ม” อีกคนหนึ่ง
หยางผิงปั้นยิ้มเก้อ “พอคิดว่ากำลังจะมีลูกกวางมาเกิด เฝ้ารออาหารและการฟูมฟักเลี้ยงดูข้าหรือจะลงมือได้ คนโบราณทำศึกยังไม่ฆ่าเด็กไม่จับคนแก่ นับประสาอะไรกับกวางหมีลู่ที่กำลังท้องแก่เล่า”
เด็กหนุ่มถลึงตาใส่อย่างไม่สบอารมณ์
“กวางหมีลู่ท้องแก่เจ้าบอกว่าตัดใจลงมือมิได้ ไก่ป่าปกป้องครอบครัว เจ้าจะสงเคราะห์ เล็งถูกห่าน หงส์ เจ้าก็บอกว่าผู้เมตตาไม่ขัดขวางสัตว์ที่จะกลับรังอีก นี่เจ้ามาล่าสัตว์หรือมาเทศนาธรรมกันแน่พวกเราดักรออยู่ที่นี่ทั้งวันแล้ว 2 มือยังคงว่างเปล่า”
หยางผิงตอบ “จ้งต๋า เจ้าอย่าโมโหเลย ประเดี๋ยวข้าจะไปวนดูในป่าอีกครั้ง บางทีอาจล่ากระต่ายป่าหรือกวางเผาจื่อได้”
คิ้วบางของเด็กหนุ่มเลิกขึ้น สีหน้าขุ่นเคืองหายไปและพูดเสียงเรียบ
“ช่างเถอะ ฟ้ามืดแล้ว พวกเรารีบกลับเข้าเมืองดีกว่า หาไม่ท่านพ่อกับพี่ใหญ่คงได้บ่นอีกแน่” พูดจบก็หันหลังเดินกลับ ทิ้งเพียงแผ่นหลังไว้ให้หยางผิงดู
หยางผิงรู้นิสัยอีกฝ่ายดี จึงไม่โต้แย้ง สะพายคันธนูไว้บนหลังเงียบๆ พันผ้าโพกหัวและเดินตามไป
ทั้ง 2 ย่ำหิมะออกจากป่าอย่างยากลำบาก ที่ตีนเขามีทหารล้อมวงรอบกองไฟหาความอบอุ่น ต้นไม้ด้านข้างมีอาชาซีเหลียง (เสเหลียง) ผูกอยู่ 2 ตัว ครั้นเห็นเหล่าทหารก็พากันร้องตะโกน
“คุณชายซือหม่ากับคุณชายหยางกลับมาแล้ว”
พวกทหารบ้างก็ย่ำกองไฟให้ดับ บ้างก็จูงม้า ยังมีบางคนเทสุราที่อุ่นไว้ใส่ถุงหนังยื่นให้เด็กหนุ่มรับถุงหนังมากรอกสุราใส่ปากอึกหนึ่งแล้วโยนให้หยางผิง จากนั้นเหวี่ยงตัวขึ้นอาชา
หยางผิงรับมาจิบคำหนึ่งอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนส่งคืนให้ทหารและขึ้นขี่อาชาอีกตัว
พลทหารเหล่านั้นเห็นทั้ง 2 กลับมามือเปล่าก็รู้ว่า วันนี้ล่าสัตว์ไม่ได้จึงไม่กล้าซักไซ้ เด็กหนุ่มกวาดตามองซ้าย มองขวารอบหนึ่งและโบกมือสั่ง “กลับเมืองเถอะ”
เหล่าทหารเก็บเครื่องมือตั้งกระโจมและเดินตามหลังม้าไป
เด็กหนุ่มควบม้าไปกับหยางผิงแต่กลับจงใจเมิน เพียงจับเชือกบังเหียน สายตากวาดมองไปทั่ว ท่วงท่าในการหันไปมาไม่เหมือนคนธรรมดา 2 ไหล่ไม่ขยับ ร่างเคลื่อนไหวน้อย แต่กลับว่องไวยิ่ง
พริบตาเดียวก็หันจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เหมือนหมาป่าที่ระแวดระวัง
เพียงไม่กี่คำ เพียงไม่กี่ประโยค เพียงไม่กี่อากัปกิริยา Ma Bo Yong ก็สะท้อนภาพของเด็กหนุ่ม 2 คนที่มีความแตกต่างอย่างชนิดขาวกับดำออกมาอย่างเด่นชัด
คนแรก เป็นหยางผิงผู้มากด้วยความเมตตา
คนหลัง ในเบื้องต้นอาจเรียกเพียงว่า “เด็กหนุ่ม” แต่ในท่ามกลางการเคลื่อนไหว ในท่ามกลางความหงุดหงิดที่แสดงออกเมื่อเห็นเป้าของลูกธนู พลันที่หยางผิงร้องขึ้น
“จ้งต๋า เจ้าอย่าโมโหเลย” ก็เผยเงื่อนปมให้รู้ว่า เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใคร
ยิ่งเมื่อออกจากป่า ย่ำหิมะไปยังตีนเขาที่มีเหล่าทหารผิงไฟรออยู่เสียงร้องตะโกนอันดังก้อง “คุณชายซือหม่ากับคุณชายหยางกลับมาแล้ว” ก็มีความเด่นชัด
นั่นย่อมเป็น “คุณชายซือหม่าอี้” ซึ่งมีชื่อรองว่า “จ้งต๋า” อย่างแน่นอน ไม่เป็นอื่น