ไทยอัดฉีด‘อสม.’
แจกเงินอีก3.5พัน
ล็อกดาวน์ ‘ย่างกุ้ง’ หลัง โควิด-19 ระบาดรอบ 2 ในเมียนมา วันเดียวพบผู้ติดเชื้อถึง 671 คน สั่งประชาชนกักตัวอยู่บ้าน เวิร์กฟรอมโฮม รวมยอดติดเชื้อสะสมแล้ว 5,541 คน ศบค.แจงไทยไม่พบผู้ป่วยโควิดเพิ่ม หายกลับบ้านได้อีก 2 คน ทำให้ลงมาอยู่อันดับ 133 ของโลก ขณะที่ทั่วโลกป่วยทะลุ 31.2 ล้านคน ด้านนายกฯ พบ ‘อสม.’ งานรณรงค์สกัด โควิดระลอก 2 สวมเสื้อซาฟารีโลโก้สธ. คู่ ‘อนุทิน’ แจงรัฐโอนเงินค่าตอบแทนให้แล้วรวดเดียว 7 เดือน รวม 3,500 บาท พร้อมสนับสนุนต่อเนื่อง ยกย่องเป็นหน่วยงานสำคัญช่วยสกัดโควิดจนทั่วโลกชื่นชม ยอมรับมาตรฐานสาธารณสุขไทย วอนร่วมกันป้อง 3 สถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ไม่พบป่วย-หายเพิ่ม 2
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า วันนี้ไม่มีผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่ หายป่วยเพิ่มขึ้น 2 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,506 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,445 ราย สถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 568 ราย หายกลับบ้านรวม 3,342 ราย ยังรักษาในร.พ. 105 ราย เสียชีวิตรวม 59 ราย
สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 31,231,209 ราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 243,019 ราย อาการรุนแรง 61,239 ราย รักษาหายแล้ว 22,822,258 ราย เสียชีวิต 965,063 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 7,004,068 ราย เป็นรายใหม่ 33,344 ราย 2.อินเดีย จำนวน 5,485,612 ราย เป็นรายใหม่ 87,382 ราย 3.บราซิล จำนวน 4,544,629 ราย เป็นรายใหม่ 16,282 ราย 4.รัสเซีย จำนวน 1,103,399 ราย เป็นรายใหม่ 6,148ราย 5.เปรู จำนวน 765,076 ราย เป็นรายใหม่ 6,678 ราย ด้านประเทศไทยขยับลงมาอยู่อันดับ 133 ของโลก ส่วนพม่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 671 ราย ยอดสะสมรวม 5,541 ราย
นายกฯยาหอม‘อสม.’สู้โควิด
เวลา 10.00 น. ที่อิมแพ็คฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดการจัดงานรณรงค์เตรียมความพร้อม อสม.เฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกที่ 2 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และคณะผู้บริหาร ต้อนรับ โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้สวมเสื้อสีขาว โลโก้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นเสื้อของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พร้อมเดินทักทาย กับตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
นายอนุทินกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ชื่นชม อสม. จิตอาสาช่วยระบบการแพทย์และสาธารณสุข ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการระบาดโรคโควิด-19 ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนได้รับการยอมรับ ยกย่อง ชมเชยทั้งในประเทศและต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติสนับสนุนค่าตอบแทน ชดเชย เยียวยา และเสี่ยงภัยให้กับ อสม.เป็นระยะเวลา 7 เดือน (อสม. 1.5 ล้านคนได้รับเงินย้อนหลังตั้งแต่เดือน มี.ค.-ก.ย. 2563 คนละ 3,500 บาท) และจะสนับสนุนอย่างต่อเนื่องหากเกิดการระบาดระลอกที่ 2 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ สำหรับการเตรียมความพร้อม เฝ้าระวัง ป้องกันการระบาดระลอกที่ 2
ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานว่า วันนี้ต้องขออนุญาตใส่เสื้อสาธารณสุขด้วย กระทรวงสาธารณสุขให้เกียรติกับตน ไม่ใช่หมอ แต่ต้องการที่จะเข้ามาในบรรยากาศของพวกเราที่จะร่วมมือกันทำงานต่อไปในอนาคต ตนรู้สึกสบายใจว่าอย่างน้อยมีคนของเรากลุ่มหนึ่งเป็นล้านคน ที่ร่วมกันทำประโยชน์ให้กับสังคมในเวลานี้ เราในที่นี้พบกันในฐานะเป็นคนไทยด้วยกัน ก็ไม่อยากให้มองว่าตนคือ นายกฯ วันนี้เรามาพบกันพูดคุยทำความ เข้าใจกัน
โอนเงินตอบแทนให้แล้ว
“ย้อนกลับไปช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด สิ่งที่รัฐบาลเล็งในศักยภาพ คือด้านสาธารณสุข แพทย์พยาบาล แต่ศักยภาพอีกอันหนึ่งที่ผมคำนึงถึงเสมอคือ อสม. หลายประเทศเขาไม่มี แต่ประเทศเรามี และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราที่ได้ทุกคนที่อาสาสมัครเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ ถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแล เมื่อตอน 03.00 น. ได้โอนเงินให้ อสม.แล้ว ขอให้ทุกคนกลับไปดูว่าได้รับเงินครบถ้วนหรือไม่ และขอให้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดมีการหมุนเวียนในระบบ เพราะด้านเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 เหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราจำเป็นจะต้องระมัดระวังและเข้มงวดเหมือนเดิมถึงแม้จะมีการผ่อนคลายไปแล้วก็ตาม แต่กลไกหลักที่สำคัญคือ ในพื้นที่ในท้องถิ่น และขอฝากขอบคุณทุกคนที่ไม่ได้มาในวันนี้ด้วยว่าทั้งหมดเป็นกำลังใจให้กับนายกฯ เสมอมา ทั้งรองนายกฯ และรัฐมนตรีบอกกับตนว่าพวกเราจะทำให้เต็มที่ทั้งหมอ แพทย์ พยาบาล และอสม.ที่ถือว่าเป็นด่านหน้า นี่คือ คำมั่นสัญญาที่ให้กันไว้ เราไม่ได้มุ่งหวังอย่างอื่นเลย แต่อยากให้ อสม.เป็นแกนนำในการรวมไทยสร้างชาติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยด้านสุขภาพให้มากที่สุดและตลอดไป ไม่ใช่แค่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่รวมถึงสถานการณ์อื่นๆ เพราะประเทศไทยมีปัญหาด้านสุขภาพพอสมควร สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างการรับรู้ในการป้องกันตัวเอง ตนถือว่าทุกคนเป็นบุคคลสำคัญของประเทศไทย ถ้าเราย้อนกลับไป หากเรามองเรื่องระบบทางการแพทย์สาธารณสุขอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงการทำงานในพื้นที่ท้องถิ่น ก็คงแก้ไขไม่ได้ถึงวันนี้
ไม่ประมาทโควิดระลอก 2
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เราได้ถูกยกระดับเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุข ดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งเขามองว่าประเทศไทยทำได้อย่างไร ตนก็บอกว่าเพราะเรามี อสม. ถ้าไม่มีพวกเราคงไม่สามารถทำได้ เพราะเรามีคน 70 กว่าล้านคน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันการแพร่ระบาด เราทราบดีอยู่แล้วว่าระยะที่ 1 เป็นอย่างไร และสามารถหยุดได้แค่ไหนอย่างไร เราจะประมาทไม่ได้ว่าจะไม่มีการแพร่ระบาดในระลอกที่ 2 เราจะอยู่เฉยๆ และหยุดการทำงานไม่ได้ รัฐบาลพร้อมจะดูแลและช่วยเหลือในช่วงที่โควิด-19 ยังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในโลกใบนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่าถือว่าเงินตรงนี้เป็นค่าจ้าง ขอให้เรียกว่าเป็นเงินตอบแทนน้ำใจเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทางของท่าน อะไรที่สามารถดูแลได้รัฐบาลจะดูแลให้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะหลายท่านเสียสละมามากกว่านี้ รัฐบาลจะทยอยดูแลให้ตามลำดับ สิ่งที่ทำในวันนี้จะเป็นบรรทัดฐานของประเทศที่ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่หมายถึงเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ตนขอฝากในเรื่องการสร้างความรักความสามัคคี ความรักชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะต้องเป็น ประเทศไทยอยู่มาอย่างยาวนานด้วยชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่เชื่อถือ ยึดมั่นในหัวใจของคนไทยทุกคน ก็ขอฝาก อสม.รับภารกิจนี้ในการที่จะทำให้สังคม เกิดความสงบเรียบร้อยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสถานการณ์โลก เราต้องภูมิใจว่าเรามีระบบการแพทย์ที่เข้มแข็ง มีกลไกภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ มี อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคน ที่ได้ดำเนินการในเชิงรุกในการขับเคลื่อน โควิด-19 ให้ได้ในวันนี้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็น่าเสียใจที่มีคนที่ทุ่มเท เสียสละ จนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลได้ดูแลไปแล้ว รวมถึงคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับ อสม. วันนี้สาธารณสุขเราดีทั้งหมดที่ทุกคนทั้งโลกต้องการเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ตนหวังว่า อสม.จะทำอย่างอื่นด้วยการสร้างความรัก สามัคคีไปด้วย เงินทองต่างๆ มันไม่ได้มากมาย แต่เมื่อรวมกันก็เยอะพอสมควร แต่รัฐบาลจะดูแลให้ดีที่สุด
กำชับปกป้อง 3 สถาบัน
“วันนี้มาพูดในฐานะเป็นนายกฯ และได้รับเกียรติจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่เสื้อตัวนี้ แต่จะเรียกผมว่าเป็นหมอตู่คงไม่ได้ เพราะผมทำหลายอย่างเหลือเกิน หลายกระทรวงจะต้องขับเคลื่อน ผมถือว่าตนเองเป็นช่างแก้ไข ช่างปะปุ ช่างซ่อม ที่จะต้องเดินหน้าประเทศต่อไปในอนาคต เพราะเรามียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญอันหนึ่งคือ การดูแลประชาชนให้มีความสุข มีอาชีพ แน่นอนจะใช้เวลาอันสั้นคงไม่ได้ แต่จะต้องทำทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและฐานราก ทุกคนจะต้องเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่เหล่านี้ เราต้องพัฒนาระบบต่างๆ ทั้งหมด ขอฝากประเทศไทยไว้ในมือของท่านด้วย ฝากชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ในมือท่านด้วย ในการที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสุข มีความรัก ความสามัคคีอย่างยั่งยืนตลอดไป และขอให้ทุกคนภูมิใจในการที่จะเป็นด่านหน้า พร้อมทั้งขอให้ระมัดระวังตัวเอง และให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการฝ่าวิกฤตโควิด-19 รวมถึงวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลัง ความร่วมมือร่วมใจในระบบสาธารณสุขของประเทศจะส่งผลให้ ประเทศไทยได้ก้าวผ่านภาวะวิกฤตครั้งนี้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
จากนั้น อสม.ทุกคนได้ลุกขึ้นปรบมือให้กำลังใจกับนายกฯ ในการบริหารประเทศ และแทนคำขอบคุณที่ได้เล็งเห็นการทำงานอย่างหนักของ อสม. ทั้งนี้ นายกฯ และ ผู้บริหารระดับสูงร่วมกันทำพิธีเชิงสัญลักษณ์โอนเงินค่าตอบแทนเยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัยให้กับอสม.เดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 7 เดือน นอกจากนี้ ก่อนกลับนายกฯ ยังได้เดินทักทายและเซลฟี่กับอสม.ที่มาร่วมงานอย่างเป็นกันเอง
เชียงใหม่โต้ลือป่วยโควิดดับ
จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลทางสื่อโซเชี่ยลมีเดีย ถึงข่าวการพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 และเสียชีวิต ในพื้นที่บ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าฯ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ชี้แจงว่า ทางจังหวัดได้ประสานกับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ให้ตรวจสอบแหล่งข่าวที่เผยแพร่แล้วว่า พบว่าไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งให้ตรวจสอบแหล่งข่าวต่างๆ ที่เผยแพร่ และดำเนินการปราบปราม เนื่องจากสร้างความเดือดร้อน และทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลทางโซเชี่ยลที่ไม่เป็นความจริง อาจเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กลุ่มเสี่ยงเด็กพม่าผลเป็นลบ
ด้านกรมควบคุมโรค (คร.) สธ. รายงานความคืบหน้าผลการสอบสวนและควบคุมโรคโควิด-19 กรณีเด็ก 2 ขวบชาวพม่า ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 หลังกลับจากไทย ว่า ทีมสอบสวนโรคได้ลงพื้นที่สอบสวนโรคเพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR โดยวันที่ 20 ก.ย. ลงในพื้นที่จ.พระนคร ศรีอยุธยา มีผู้สัมผัสรวมจำนวน 70 คน แยกเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงที่อาศัยในแคมป์เดียวกัน 16 คน และกลุ่มผู้สัมผัสที่อยู่ใน แคมป์อื่นอีกสองแคมป์ จำนวน 54 คน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งหมดให้ ผลเป็นลบ ส่วนในพื้นที่จ.นครราชสีมา มี ผู้สัมผัสรวม 76 คน แยกเป็นคนไทย 16 คน และต่างด้าว 60 คน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งหมดให้ผลเป็นลบเช่นกัน ทั้งนี้ รวมผู้สัมผัสใกล้ชิดทุกสถานที่ในกรณี ดังกล่าว 146 คน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งหมดทุกรายให้ผลเป็นลบไม่พบการติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด
คร.รายงานด้วยว่า สรุปเด็กที่ติดเชื้อจากการตรวจพบของพม่า ยังไม่พบหลักฐานแหล่งที่ติดเชื้อที่อยู่ในประเทศไทย ทั้งที่พักและที่ทำงานของผู้ปกครอง จึงมีโอกาสน้อยที่เด็กจะเกิดการติดเชื้อในที่พักแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ อาจมีโอกาสเกิดการติดเชื้อระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ทั้งในประเทศ ไทยหรือขณะอยู่ในประเทศพม่า ช่วงระหว่างวันที่ 4-10 ก.ย.
เมียนมาล็อกดาวน์‘ย่างกุ้ง’
ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดรุนแรงขึ้นในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในนครย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจของ เมียนมา ที่กำลังเป็นศูนย์กลางเชื้อโควิด-19 ระบาดระลอก 2 ในประเทศว่า กระทรวงสาธารณสุขเมียนมา ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 รายใหม่ในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด อีก 671 คน โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในนครย่างกุ้ง ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมติดเชื้อโควิด ในเมียนมา เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5,541 คน และผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 92 รายแล้ว
ขณะที่ คำสั่งล็อกดาวน์นครย่างกุ้ง โดยรัฐบาลสั่งห้ามประชาชนออกนอกอาคารบ้านเรือน เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิดนั้น เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ก.ย. ซึ่งคำสั่งดังกล่าว ทำให้พนักงานทุกคนต้องทำงานจากที่บ้าน (เวิร์กฟรอมโฮม) หลังจากก่อนหน้านี้ ได้สั่งปิดโรงเรียน และสถาบันการศึกษาทุกแห่งในย่างกุ้งก่อนแล้ว