ทั้งทัวร์-ทำงานอยู่ยาว
ทั่วโลกตายทะลุ1ล้าน

ศบค.ไฟเขียวต่างชาติ 6 กลุ่มเข้ามาเที่ยวในไทยได้แล้ว หวังฟื้นท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจจากพิษโควิด ทั้งเข้ามาท่องเที่ยว และทำงานอยู่ยาว แต่มีกฎเข้ม ต้องมีเงินฝากในธนาคารอย่างต่ำ 5 แสน ให้จัดแข่งกีฬาระดับโลก ทั้งแบดมินตัน และจักรยานทางไกล แต่ต้องกักตัว 14 วัน พร้อมอนุมัติขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน ไปจนถึง 31 ต.ค. ‘บิ๊กตู่’ ยืนยันไว้สู้กับโควิดเท่านั้น เนื่องจากทั่วโลกยังระบาดหนัก ขณะที่ยอดเสียชีวิตทะลุ 1 ล้านรายแล้ว ติดเชื้ออีกกว่า 33 ล้าน ส่วนไทยพบติดเชื้อโควิดเพิ่ม 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นทหารไทยกลับจากภารกิจที่ซูดานใต้ 16 ราย เข้ากักตัวชลบุรี ที่เหลือมาจากปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ยอดป่วยสะสมของไทย 3,545 ราย

‘บิ๊กตู่’ประชุมศบค.ชุดใหญ่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.

โดยนายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งว่า เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ซึ่งต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยการดำเนินการจะต้องให้สังคม ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย เห็นดีเห็นงามไปกับเรา เพราะหลายธุรกิจและโรงแรมต่างๆ ธุรกิจท่องเที่ยว พากันแย่ไปหมด เราจึงจำเป็นต้องหามาตรการที่เหมาะสม ส่วนมาตรการผ่อนคลายตนได้แจกเอกสารให้กับที่ประชุมแล้วว่าเราจะมีมาตรการอย่างไรให้กับคนไทย ซึ่งเราเคยพูดกันแล้วว่าทั้งนักธุรกิจ การท่องเที่ยวแบบลองสเตย์ เราต้องมีมาตรการที่เหมาะสมให้กับคนเหล่านี้ให้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม นายกฯ ให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภท Special Tourist VISA หรือ STV แก่ผู้เข้าร่วมประชุม สำหรับวาระสำคัญที่จะมีการหารือกันคือการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด โดยการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (STV) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว มีมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรัดกุม

ห่วงคนไทยใส่หน้ากากลดลง

จากนั้นเวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังประชุมศบค.ว่า การประชุมวันนี้เป็นการวางแผนว่าเราจะเดินหน้ายังไงในเรื่องเศรษฐกิจ โดยตนให้แนวทางไปว่าต้องหาวิธีการดูแลเพื่อให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้าไปได้ด้วยดี กลุ่มแรกคือนักธุรกิจที่มาลงทุนต้องมีมาตรการเฉพาะให้กลุ่มคนเหล่านี้ว่าจะทำอย่างไร มีมาตรการติดตาม ป้องกันอย่างไร กลุ่มที่สองคือนักท่องเที่ยวที่มีหลายประเภท ทั้งระยะสั้นและระยะยาวแบบมาเที่ยว 60 วันขึ้นไป เราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ประเทศที่จะมา พื้นที่ที่พักอาศัย และการดูแลผู้ประกอบการชั้นล่างเพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่หลายประเทศต้องการจะมา เพราะแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดี แต่เราต้องมองสองมิติเสมอ คือความร่วมมือ ความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ เราต้องจัดทำเป็นระบบทั้งหมดว่าตั้งแต่ต้นทางมาอย่างไร ปลายทางไปอย่างไร เรามีแอพพลิเคชั่นในการติดตามได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันเราก็มีความพร้อมเรื่องยา อุปกรณ์ และบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมรองรับคนได้จำนวนมาก ซึ่งจะคิดอะไรต้องคิดต่อเนื่องทั้งระบบ ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อทำให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้าไปให้ได้ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า คือเดือนต.ค.ถึงเดือนธ.ค. ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะแย่ไปกว่าเดิม ทุกอย่างจะถอยหลังมาทั้งหมด ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ร่วมกันปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกา ทั้งหมด

“วันนี้ยังเป็นห่วงและกังวลเรื่องการใช้หน้ากากอนามัย ขอให้ใช้กันอย่างต่อเนื่อง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และการเว้นระยะห่างทางสังคม เราต้องดูในหลายมิติ ขอให้เห็นใจรัฐบาลบ้าง ถ้าทุกคนไม่เอาอะไรเลย มันจะถอยหลังไปเรื่อยๆ การลงทุนก็ถอยหลัง เชื่อว่าวันนี้ทุกคนก็กลัวโควิด-19 ขอให้ระมัดระวังกันต่อไป”

‘อนุทิน’พร้อมรับมือเปิดประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมต่อมาตรการเปิดประเทศในระยะต่างๆ ขอให้มั่นใจว่าหากมีเหตุการณ์ติดเชื้อ ทางสาธารณสุขพร้อมทั้งการควบคุมโรคและรักษาพยาบาล เราจึงต้องรีบผ่อนคลายมาตรการให้เป็นปกติเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ต้องเฝ้าระวังและตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาในแต่ละระยะ เหมือนช่วงที่เราล็อกดาวน์ก็มีระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะที่ 3

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะลดเวลากักตัวจาก 14 วันเป็น 7 วัน นายอนุทินกล่าวว่า แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ประเทศที่มีการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อได้ดี ไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศนั้นเป็นระยะเวลาพอสมควร เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่เข้มข้นที่สุด เพราะมันจะชะลอการทำมาหากิน การเดินทางสัญจรไปมา เพื่อประกอบธุรกิจ ยืนยันว่าเราดำเนินการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง เพื่อความมั่นใจ ซึ่งในที่ประชุมคงจะดูตัวอย่างประเทศที่มีความปลอดภัยมาก อาจออกมาในรูปแบบการจับคู่ประเทศท่องเที่ยว หรือทราเวล บับเบิ้ล

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ หรือ Special tourist Visa (STV) ยืนยันไม่ได้เป็นการสร้างเงื่อนไข แต่จะตั้งกฎเกณฑ์ ส่วนการล็อกดาวน์จะตั้งแนวทางเป็นลำดับ และจะผ่อนคลายไปเรื่อยๆ โดยหลักเกณฑ์แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เพราะจะดูตามตัวเลขการติดเชื้อในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะไม่เข้มงวดทั้งหมด เช่นอาจปรับลดระยะเวลาการกักตัว สำหรับประเทศที่มีการติดเชื้อโควิดน้อย ขณะที่บางประเทศอาจต้องคงการกักตัว ซึ่งเป็นข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข หากที่ประชุมศบค. จะเห็นด้วย ในหลักการนี้เราจะสนับสนุนความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข การแพทย์การพยาบาล เวชภัณฑ์ ต่อไป ดังนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ขอยืนยันว่าจะไม่มีภูเก็ตโมเดล แต่จะเป็นไทยแลนด์โมเดลเพราะไม่เช่นนั้นคนภูเก็ตก็จะกล่าวหาว่าเป็นจังหวัดหนูทดลองยา ซึ่งอาจจะหาจังหวัดที่พร้อมนำร่องก่อน

ไทยติดเชื้ออีก 22 กลับจากตปท.

เมื่อเวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. แถลงผลประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในประเทศพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22 คน อยู่ในสถานที่กักกันตัวของรัฐ รวมผู้ติดเชื้อสะสม 3,545 คน หายป่วยแล้ว 3,369 คน รักษาตัว 117 คน เสียชีวิต 59 ราย

สำหรับผู้ติดเชื้อใหม่คนแรก เป็นนักเรียนชายไทย อายุ 13 ปี เดินทางมาจากประเทศปากีสถานถึงไทย วันที่ 13 ก.ย. ตรวจครั้งแรกไม่พบเชื้อ และตรวจซ้ำในวันที่ 26 ก.ย. พบติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการและรักษาตัวอยู่ที่จ.ชลบุรี และ 16 คน มาจากซูดานใต้ เป็นชายไทย อาชีพรับราชการทหาร เดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจ โดยเครื่องบินเช่าเหมาลำในวันที่ 22 ก.ย. กักตัวที่จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อวันที่ 26 ก.ย. พบเชื้อทั้งหมด โดยไม่แสดงอาการ โดยเข้ารักษาตัวที่ร.พ.พระมงกุฎเกล้า กทม. อีกหนึ่งคนเป็นชายไทย อายุ 24 ปี รับราชการทหาร เดินทางมาจากประเทศฟิลิปปินส์ รักษาตัวที่ร.พ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี

อีก 4 คนที่เหลือ โดย 2 คนแรก เป็นมารดาและบุตรเพศหญิง สัญชาติอินเดีย อายุ 35 ปี และ 7 ขวบ และเป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 38 ปี เป็นกรรมการบริษัท มีใบอนุญาตทำงาน เดินทางมาถึงไทยวันที่ 23 ก.ย. ตรวจหาเชื้อเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ โดยไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาร.พ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม. คนสุดท้ายเป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 25 ก.ย. และตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาร.พ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม.

ทั่วโลกตายทะลุ 1 ล้านเซ่นโควิด

ด้านสถานการณ์โลกพบผู้ป่วยยืนยันสะสม 33,281,318 คน กลับบ้านแล้ว 24,595,002 คน รักษาในร.พ. 7,684,561 ราย และเสียชีวิตสะสม 1,002,131 ราย โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 7,320,221 ราย เป็นรายใหม่ 32,660 ราย ส่วนพม่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 743 ราย ยอดสะสมรวม 10,734 ราย ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 138

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อในเมียนมา มี 10,734 คน และพบเชื้อต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนบริเวณขอบชายแดนติดต่อระหว่างไทย และเมียนมา 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบ คีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ดูแลพื้นที่ชายขอบของไทย และรักษามาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด โดยสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ ป้องกันก่อนที่จะมีวัคซีน เนื่องจากสถานการณ์ในเมียนมาที่มีพื้นที่ติดต่อระหว่างอินเดียและบังกลาเทศ เคยมีการแพร่ระบาดและลุกลามเข้าสู่เมียนมามาก่อนแล้ว

ส่วนการตรวจคัดกรองเพื่อเฝ้าระวังที่อ.แม่สอด จ.ตาก เริ่มตรวจตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. 2,462 คน ยังไม่พบมีผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ยังคงตรวจคัดกรองต่อเนื่อง โดยตรวจในประเทศผ่านห้องปฏิบัติการเครือข่ายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 229 แห่งไปแล้ว 977,854 ตัวอย่าง พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือใช้แอพพลิเคชั่น เพื่อยืนยันและติดตามบุคคลในกรณีสงสัย ขณะนี้มีคนลงทะเบียนใช้แล้ว 45 ล้านคน

ศบค.ยืด‘ฉุกเฉิน’อีก1 เดือน

โฆษก ศบค. กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบเสนอให้ครม.พิจารณาขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร คราวที่ 6 ตั้งแต่วันที่ 1-31 ต.ค. เพื่อควบคุมป้องกันโรคเท่านั้น โดยเรื่องอื่น เช่น การชุมนุม จะมีกฎหมายในการดูแล

“นอกจากนั้นเห็นชอบให้สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย เสนอจัดการแข่งขันแบดมินตันนานาชาติ “BWF World Tour ในช่วงเดือนม.ค. 2564 ซึ่งจะมีนักกีฬาระดับโลกเข้ามาร่วมจำนวนมาก เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ โดยให้สมาคมกีฬาแบดมินตันและการท่องเที่ยวฯจัดทำรายละเอียดที่มาตรฐาน รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการควบคุมดูแลในช่วงกักตัว 7 วันและ 14 วัน”

นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการอนุญาตให้บุคคลเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตามข้อ 3 ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 (ฉบับที่ 13 ) ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติรายงาน ซึ่งมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ โดยจะมีระบบควบคุม คือการกักกันตัวเป็นเวลา 14 วัน สำหรับคนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แบ่งเป็นหรือการผ่อนคลายการจัดการแข่งขันกีฬา

ไฟเขียวคน 6 กลุ่มเข้าประเทศ

ที่ประชุมรับทราบ 6 เรื่อง ซึ่งครม.เห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 18 ก.ย. คือ 1.อนุญาตให้นักกีฬาต่างชาติเข้ามาแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดในวันที่ 6-16 ต.ค.นี้ ที่ จ.สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจะกักตัว 14 วันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์

2.แนวทางการปฏิบัติตัวนักบินและลูกเรือบริษัทการบินไทย 340 กว่าคนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาที่จะกลับเข้ามาในประเทศ

3.การอนุญาตให้ผู้ที่ถือวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวต่างๆ เดินทางเข้ามา เช่น นักธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาตในการทำงานซึ่งมีความจำเป็นในการเข้ามาทำธุรกิจ ต้องมีสำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน เทียบเป็นเงินไทยไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท ตามที่กระทรวงต่างประเทศเสนอ และต้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

4.ผู้ขอวีซ่าอยู่ระยะยาวหรือลองสเตย์ โดยต้องถือวีซ่า STV โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้ตรงกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศที่จะได้รับจากการเดินทางเข้ามา 5.อนุญาตให้ผู้ถือบัตรเอเปกการ์ด เดินทางเข้าประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ อาทิ จากนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ประมาณ 1 แสนคน

6.อนุญาตให้คนที่พำนักในประเทศในระยะสั้นและระยะยาวเดินทางเข้าในช่วงเวลา 60 วัน และขอต่ออายุอยู่ในประเทศไทยอีก 30 วัน โดยต้องมีบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน เทียบเป็นเงินไทยไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งต่างประเทศจะเป็นผู้อนุญาต

ที่ประชุมรับทราบการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้ 1.การตรวจสำหรับการเฝ้าระวัง ในกลุ่มต่างๆ ได้แก่ การเฝ้าระวังในระบบปกติ ดำเนินการเป็นประจำ, การเฝ้าระวังในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือพื้นที่เฉพาะ และการเฝ้าระวังพิเศษในกลุ่มอื่นๆ ตามสถานการณ์

2.การตรวจสำหรับการสอบสวนระบาดวิทยา กรณีพบผู้ป่วยยืนยัน อย่างน้อย 1 รายขึ้นไป ได้แก่ การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด, การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน กรณีพบผู้ป่วยต่อเนื่องเกิน 28 วัน และ3.การตรวจเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ได้แก่ ผู้ป่วยต้องการตรวจเอง และการตรวจในสถานประกอบการ ที่ต้องการเปิดกิจการ

“นายกฯ เน้นย้ำให้รณรงค์การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องกับประชาชน โดยพบว่าการสวมหน้ากากอนามัยลดลงที่อาจมีการละเลยไปบ้าง ขอให้เพิ่มความเข้มงวดให้ไปถึงระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

ชง‘ฉุกเฉิน’เข้าครม. 29 ก.ย.

ด้านพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมศบค.มีมติเห็นชอบให้ขยายอายุพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ตลอดเดือนต.ค.นี้ และในวันที่ 29 ก.ย. จะเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.ต่อไป

“สาเหตุของการขยายอายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เหตุผลยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย อีกทั้งการแพร่ระบาดของประเทศเพื่อนบ้านยังน่ากลัวอยู่ และกฎหมายอื่นๆ ยังทำได้ไม่สุด จึงต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปก่อน และยืนยันว่าการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เพราะไม่ได้ห้ามการชุมนุม ซึ่งเรื่องการชุมนุมนั้นก็ว่ากันในกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป อย่างไรก็ตามในที่ประชุมศบค. ชุดใหญ่ไม่ได้มีใครทวงติงการขยายอายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีความเป็นห่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามแนวชายแดนอย่างไร พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมศบค. นายกฯ เน้นย้ำดูแลตามแนวชายแดนทั้งหมดของฝั่งตะวันตกอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ

งัด 2 มาตรการสกัดโควิดพม่า

ส่วนนพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ ประชุมศบค.เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โควิด-19 ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เพราะจากสถิติที่เราพบ เมียนมามีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะนี้มากกว่า 10,000 คนแล้ว และแต่ละวันเพิ่มขึ้น 1,000 คน/วัน และยังพบว่าบางช่วงเพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 1 เดือนที่ผ่านมา ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 1,000 เป็น 2,000 และเป็น 4,000 เป็น 8,000 จนกระทั่งเป็น 10,000 คน ซึ่งเราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“กระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการ 2 แนวทาง คือ 1.ควบคุมการเข้าออกระหว่าง 2 ประเทศ โดยบูรณาการร่วมกันทั้งฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคง สาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดน 2.กระทรวงสาธารณสุขนำทีมลงตรวจ โดยเฉพาะการใช้รถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน ซึ่งเป็นรถพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ลงตรวจในพื้นที่อ.แม่สอด จ.ตาก กว่า 2,000 ราย แต่ก็ไม่พบผู้ติดเชื้อ มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติอย่างละครึ่ง นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังเตรียมพร้อมเรื่องโรงพยาบาล และสถานบริการทางการแพทย์ การพยาบาลต่างๆ ทุกระดับ รวมถึงการเตรียมอสม.หน้ากากอนามัย ชุดพีพีอี ที่ป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ งบประมาณลงไปในพื้นที่เพื่อให้เกิดความพร้อม”

นอกจากนี้ยังตั้งวอร์รูมขึ้นที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามสถานการณ์และหากมีการเปลี่ยนแปลงจะได้เข้าไปสนับสนุนได้อย่างเต็มที่และทันท่วงที ขณะนี้กระทรวงติดตามสถานการณ์ในประเทศเมียนมาอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางเมียนมาก็พร้อมสนับสนุนและประสานงานให้ความร่วมมือกับประเทศไทยเช่นกัน

วอนเมียนมาสกรีนคนเข้าไทย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการประชุมศบค. กรณีที่ประชุมได้พูดคุยกำชับตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทั้งเรื่องการแพร่ของโรคและการสกรีนเบื้องต้น รวมทั้งเรื่องแรงงานเมียนมาที่เมื่อเข้ามาในไทยแล้วไม่มีงานทำ ถือว่าเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าที่ประชุมกำชับกระทรวงการต่างประเทศให้ดำเนินการพิเศษอย่างไรหรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เราต้องคุยกับทางเมียนมา ซึ่งปกติพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเขาอยู่แล้ว และคงต้องคุยกันในเร็วๆ นี้ว่าจะต้องช่วยเหลือกันอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากวัสดุอุปกรณ์และเวชภัณฑ์

“สิ่งที่อยากจะคุยคือเรื่องการสกรีนคน ไม่ใช่ปล่อยให้มาออกันที่ด่านชายแดนเยอะแยะ เพราะเดี๋ยวจะควบคุมไม่ได้ เช่นเดียวกันทั้งขาเข้าและขาออก เราจะต้องทำกันอย่างเป็นระบบ โดยดูในเรื่องการกักตัวแต่ละชุดจะดำเนินการกี่คนและมีการตรวจตรากันอย่างดี เพื่อให้รับรู้ว่าใครเป็นใคร” นายดอนกล่าว

นายดอนกล่าวว่า ในที่ประชุมศบค.วันนี้ได้พูดคุยกันอย่างละเอียด ดูกันทุกแง่มุม เพื่อให้สถานะของประเทศไทยเป็นอยู่อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้ประชาชนคนอื่นไม่ต้องหวาดผวา หากเกิดการระบาดระลอกสอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าการพูดคุยระหว่างไทย-เมียนมาจะต้องเป็นระดับใดและรวดเร็วแค่ไหน นายดอนกล่าวว่า ปกติเราพูดคุยกันหลายช่องทางซึ่งกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาร์ตนสามารถยกหูได้ อีกทั้งรัฐมนตรีอาเซียนเราก็ยังมีการพูดคุยผ่านช่องทางไลน์อยู่แล้ว ถือว่ารวดเร็ว

เริ่มแล้วให้นักท่องเที่ยวเข้าไทย

รายงานจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ที่เห็นชอบมาตรการผ่อนคลายให้กลุ่มชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ เดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทย ช่วงเวลาระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจ ที่ขอเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ แบ่งเป็น 1.มาตรการผ่อนคลาย ระยะที่ 1 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย 63 แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ถือการตรวจลงตรา (วีซ่า) แบบ Non-Immigrant “O-A” สำหรับชาวต่างชาติที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เข้ามาเพื่อพักผ่อนโดยไม่ประสงค์ประกอบอาชีพ พำนักในไทยได้ 1 ปี ต้องแสดงสำเนาบัญชีเงินฝากของธนาคารในประเทศไทย มีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 8 แสนบาท กลุ่มที่ถือวีซ่าแบบ Non-Immigrant “O-X” พำนักระยะยาว 5 ปี สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัญชาติและถือหนังสือเดินทางของ 14 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา หรือสหรัฐอเมริกา ต้องแสดงสำเนาบัญชีเงินฝากในธนาคารในไทย มีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท

โดยผู้ที่อยู่ใน 2 กลุ่มนี้จะต้องไม่มีประวัติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งต่อไทยและประเทศที่ตัวเองมีสัญชาติหรือมีถิ่นพำนักถาวร รวมถึงไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 14 และต้องมีกรมธรรม์ประกันสุขภาพของไทยคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่พำนักในไทย มีจำนวนเงินประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอก ไม่น้อยกว่า 4 หมื่นบาท และกรณีผู้ป่วยใน ไม่น้อยกว่า 4 แสนบาท โดยชาวต่างชาติส่วนนี้สามารถยื่นคำขอวีซ่าในประเทศที่ตัวเองมีถิ่นพำนัก

กลุ่มที่ 3 นักธุรกิจต่างชาติที่ถือบัตรเอเปก (APEC Business Travel Card) มีระยะเวลาพำนักในไทยได้ 60-90 วัน และไม่สามารถขยายอายุได้ โดยจะนำร่องบุคคลที่มาจาก 8 ประเทศ หรือเขตเศรษฐกิจที่มีอัตราการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง ซึ่งชาวต่างชาติใน 3 กลุ่มดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขของไทยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกักตัว 14 วันในสถานกักกันตัวแบบทางเลือกตามที่รัฐกำหนด (Alternative State Quarantine – ASQ)

กลุ่มวีซ่าทัวร์พิเศษเริ่มต.ค.นี้

สำหรับมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 จะเริ่มวันที่ 9 ต.ค.2563 แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ 1.ผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant รหัส B สำหรับผู้ที่เข้ามาติดต่อหรือประกอบธุรกิจ และการทำงานในประเทศไทยที่ไม่เข้าเงื่อนไขมีใบอนุญาตทำงาน สามารถพำนักในไทยได้นาน 90 วัน 2.ผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant รหัส EX ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านช่างฝีมือ พำนักได้ 90 วัน 3. ผู้ถือวีซ่า Non-Immigrant รหัส RS เป็นกลุ่มนักวิจัย ค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ หรือผู้ฝึกสอนในสถาบันการศึกษาในราชอาณาจักร พำนักได้ 90 วัน 4.กลุ่มผู้ถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว รหัส TR เป็นผู้ที่พำนักในประเทศไทยระยะสั้นหรือยาว แต่ต้องแสดงสำเนาบัญชีเงินฝากไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท พำนักในไทยได้ 60 วัน

สำหรับมาตรการผ่อนคลายให้ชาวต่างชาติชนิดพิเศษ หรือ STV คาดว่าจะเริ่มภายในเดือนต.ค.นี้ หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องแจ้งเรื่องไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของประเทศต้นทางทั่วโลกให้รับทราบมาตรการของไทย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้รับทราบต่อไป ขณะที่ฝ่ายไทยโดยกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างจัดทำประกาศกระทรวงในเรื่องนี้ และเตรียมจะนำเสนอที่ประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป นอกจากนี้ผู้ที่ถือวีซ่า STV จะต้องมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงหรืออัตราการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำ มีหลักฐานการชำระค่าที่พัก หรือสำเนาโฉนดกรรมสิทธิ์ห้องชุดของตัวเองหรือคนในครอบครัว หลักฐานกรมธรรม์ประกันสุขภาพ โดยผู้ร้องขอวีซ่าดังกล่าวจะยื่นหลักฐานดังกล่าวพร้อมคำร้องต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ไทย หรือสำนักงานการค้าของไทยในประเทศนั้นๆ โดยวีซ่านี้ใช้สำหรับการเดินทางเข้าประเทศไทยได้เพียงครั้งเดียว และสามารถขยายเวลาพำนักได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน รวมเวลาพำนักสูงสุดได้ไม่เกิน 270 วัน

สำหรับมาตรการผ่อนคลายทั้งหมด มีขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพราะยังคงมาตรการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน อย่างไรก็ตาม กรณีที่มาตรการผ่อนคลายนี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปลายเดือนก.ย.นี้ เพราะตรง กับช่วงไฮซีซั่นของประเทศแถบยุโรป เชื่อว่าหากมาตรการนี้ประสบความสำเร็จโดยไม่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของ ไทยได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน