พบติดโควิดเพิ่ม 5 คน มาจากต่างประเทศทั้งหมด มีทหารไทย กลับจากซูดานใต้อีก 1 ราย เป็นรายที่ 24 ที่ติดเชื้อ ส่งตัวไปรักษาที่ร.พ.พระมงกุฎเกล้า ขณะที่หนุ่มไทยติดเชื้อจากคูเวต ด้านเลขาฯสมช.คนใหม่ เสนอตั้งศปก.ศบค.บูรณาการงานศบค. และศบศ.แบบไร้รอยต่อ ให้มีผล 1 ต.ค.

ไทยติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 5

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูล โควิด-19 ว่า วันนี้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 5 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 4 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,564 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,445 ราย สถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 626 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,374 ราย ยังรักษาใน ร.พ. 131 ราย เสียชีวิตรวม 59 ราย

โดยผู้ป่วยรายใหม่แบ่งเป็น 1.เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าพักในสถานที่กักกัน ได้แก่ ซูดานใต้ 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 34 ปี อาชีพรับราชการทหาร เป็นทหารช่างเฉพาะกิจไปปฏิบัติภารกิจทางทหาร เดินทางถึงไทยวันที่ 22 ก.ย. ด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ เข้าพักในสเตต ควอรันทีน ในจ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งแรกวันที่ 26 ก.ย. ผลไม่ชัดเจน ตรวจซ้ำอีกครั้งวันที่ 29 ก.ย. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่ร.พ.พระมงกุฎเกล้า พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกันก่อนหน้า 23 ราย ทำให้มีทหารไทยที่เดินทางกลับจากซูดานใต้ติดเชื้อโควิดแล้วทั้งหมด 24 ราย

อินเดีย 3 ราย เป็นชายอินเดีย อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มีใบอนุญาตทำงาน เดินทางถึงไทยวันที่ 23 ก.ย. เข้าพักที่อัลเทอร์ เนทีฟ สเตต ควอรันทีน ใน จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 28 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ โดยเที่ยวบินเดียวกันมี ผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 6 ราย และเป็นชายไทย 2 คน อายุ 26 ปี และ 64 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 25 ก.ย. เข้าพักในสเตต ควอรันทีน จ.สมุทรปราการ ตรวจครั้งแรกวันที่ 28 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ทั้งหมดไม่มีอาการ โดยเที่ยวบินเดียวกัน มีผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 1 ราย

หนุ่มไทยติดโควิดจากคูเวต

2.เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่เคยมีประวัติติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน ได้แก่ คูเวต 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 41 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางถึงไทยวันที่ 22 ก.ย. เข้าพักในสเตต ควอรันทีน ใน กทม. และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 26 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ เข้ารับการรักษาในร.พ.นพรัตนราชธานี โดยประวัติพบว่า เมื่อม.ค.2563 ผู้ป่วยเดินทางไปคูเวต ทำงานโรงกลั่นก๊าซ พักในแคมป์คนงาน ซึ่งมีผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 จำนวนมาก ช่วงมิ.ย.-ก.ค. 2563 เคยตรวจพบเชื้อโควิด-19 และถูกแยกกัก 14 วัน ในสถานที่ที่โรงงานจัดให้ ก่อนเดินทางมาไทยตรวจหาเชื้อ ไม่พบเชื้อ

พม่ายังติดเชื้อพุ่งพรวด

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 33,841,654 ราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 287,906 ราย อาการรุนแรง 65,977 ราย รักษาหายแล้ว 25,144,998 ราย เสียชีวิต 1,012,631 ราย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 7,406,146 ราย เป็นรายใหม่ 44,227 ราย 2.อินเดีย 6,223,519 ราย เป็นรายใหม่ 80,500 ราย 3.บราซิล 4,780,317 ราย เป็นรายใหม่ 31,990 ราย 4.รัสเซีย 1,167,805 ราย เป็นรายใหม่ 8,232 ราย 5.โคลัมเบีย 824,042 ราย เป็นรายใหม่ 5,839 ราย ส่วนพม่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 794 ราย ยอดสะสมรวม 12,425 ราย

ตั้งศปก.ศบค.ทำงานไร้รอยต่อ

เมื่อเวลา 11.40 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กว่า 30 นาทีว่า การเข้าพูดคุยเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับระเบียบและข้อกฎหมายในการทำงานของศบค. ที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ ในฐานะรองประธานกรรมการในคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 เพื่อให้การทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะหลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขาฯ สมช. จึงอยากให้การทำงานต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น จึงจะเสนอนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศบค.ลงนามตั้งศูนย์ปฏิบัติการศบค. หรือศปก.ศบค. คาดว่าจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.

พล.อ.ณัฐพลกล่าวต่อว่า ศูนย์ดังกล่าวจะมีตนจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ขับเคลื่อนงานของคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ที่ทำอยู่ก่อนหน้านั้น และหน้าที่ใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สะดุดในระหว่างเปลี่ยนผ่านนี้ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายที่ศบค.ดูแลด้านสาธารณสุข ให้ควบคู่ไปกับศบศ.ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวกับผลกระทบจากโควิดที่ต้องเร่งฟื้นฟูให้ไปพร้อมกันได้ โดยโครงสร้างของศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวจะเป็นการบูรณาการงานของคณะกรรมการเฉพาะกิจทั้งหมด

ยังไม่สรุปเจาะเลือดนักท่องเที่ยว

วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีนักวิชาการเสนอให้นำวิธีตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยการเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันไปทดลองในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงเดือนต.ค.นี้ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาลดระยะเวลากักกันโรคนั้นว่า เป็นการเสนอของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการของรมว.สาธารณสุข

“เมื่อท่านพบวิธีใหม่ด้านการแพทย์ก็นำเสนอมา โดยวิธีที่ท่านเสนอเป็นการตรวจแบบใหม่ด้วยการเจาะเลือด เพื่อนำไปตรวจหาภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งจะทราบผลใน 7 วันว่าติดเชื้อหรือไม่ หากพบว่าติดเชื้อก็นำตัวเข้ารักษา เหตุผลต่างๆ ก็จะเป็นเรื่องการแพทย์ เมื่อมีนักวิชาการจากสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ยอมรับเสนอเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำ 100% มากกว่า RT-PCR เพราะบางครั้งหากเอาไม้เข้าไปเก็บเชื้อไม่ลึกพอ ก็อาจไม่เจอเชื้อ แต่ถ้าตรวจภูมิคุ้มกันในเลือด หากติดเชื้อก็จะฟ้องออกมาใน 7 วัน เราไม่ต้องยืดเวลาไปถึง 14 วัน คนเป็นรัฐมนตรีก็ต้องพิจารณา” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ศ.นพ.ธีระวัฒน์ทดลองมาแล้ว 100 ราย ถึงแม้จะได้ผล 100% แต่รัฐบาลและสธ.ก็ต้องการการยืนยันมากกว่านี้ด้วยเอกสารวิชา ทั้งจากจุฬาฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลนี้เสนอต่อศบค. ส่วนข้อเสนอจะใช้วิธีเจาะเลือดไปทดลองกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศไทย และเข้าพักในสถานกักกันโรคในเดือนต.ค.นี้ ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานมาจากกรมควบคุมโรค หรือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีกรอบเวลาการหารือเรื่องนี้กี่วัน นายอนุทินกล่าวว่า ไม่อยากให้กำหนดระยะเวลา แต่ยืนยันว่าถ้าทำแล้ว ประชาชนได้รับประโยชน์ อาจเหนื่อยมากขึ้น เราก็ยอม ตอนนี้แค่คุยเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจ

สธ.ย้ำ 6 กลุ่มเข้าไทยต้องกัก14วัน

วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ทั่วโลกยังมีการแพร่ระบาดของโควิด -19 อยู่ ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีการรายงานยืนยันการติดเชื้อ ประมาณ 33 ล้านคน แต่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าผู้ติดเชื้อจริงค่อนข้างมาก หลายฝ่ายเชื่อว่าทั่วโลกอาจมีตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อจริงมากกว่า 100 ล้านรายเรียบร้อยแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตที่มีการรายงานประมาณ 1 ล้านราย แน่นอนว่าอาจจะต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นเดียวกัน

นพ.ธนรักษ์กล่าวอีกว่า กรณีอนุญาตให้คนไทยและต่างชาติ 6 กลุ่มเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นนั้น ทั้งหมดยังต้องเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังโรคด้วยการเข้ารับการกักตัวในสถานที่ที่รัฐกำหนดเป็นเวลา 14 วันเช่นเดิม ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าการกักตัว 14 วันไม่เพียงพอนั้น ในความเป็นจริงคือหลัง 14 วันเป็นต้นไปไม่เคยเจอว่ามีใครติดเชื้อ ดังนั้นระยะเวลา 14 วันสามารถป้องกันการติดเชื้อเข้ามาในประเทศได้ แต่ที่ผ่านมาอาจจะสับสนระหว่างการติดเชื้อและการตรวจพบเชื้อหลัง 14 วัน เพราะปัญหาของโควิด-19 คือส่วนใหญ่จะมีค่าเฉลี่ยการตรวจเจอเชื้อจากการแยงจมูกส่งตรวจอยู่ที่ 17 วัน แต่อาจจะมีบางคนสามารถตรวจเจอเชื้อในช่วงเวลานานกว่านั้น เช่นคนที่มีปริมาณเชื้อจำนวนมาก มีอาการรุนแรงมาก่อน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ภูมิคุ้มกันต่ำ มีรายงานนานที่สุดที่ยังตรวจเจอเชื้อ คือ 83 วัน

“คนที่กักตัวก่อนเข้าประเทศแล้ว ไม่มีใครเลยที่ติดเชื้อและเข้ามาในประเทศ ที่ผ่านมาเจอคือคนที่เคยติดเชื้อมาก่อนและผ่านการกักตัวแล้ว แต่ปรากฏว่าเจอเชื้ออีกครั้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การติดเชื้อใหม่ แต่เป็นการตรวจเจอเชื้อได้อีกครั้ง โดยเชื้อไม่สามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้” นพ.ธนรักษ์กล่าว

เล็งทบทวนกักตัวเหลือ7วัน

เมื่อถามถึงการลดวันกักตัวผู้ที่เดินทาง เข้ามาประเทศจาก 14 วันเหลือ 7 วัน นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีการกักตัวทุกคนที่ 14 วัน แต่เริ่มมีนักวิจัยทำการทบทวนมาตรการที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะสามารถนำมาใช้เสริมจากวิธีการดั้งเดิมที่ใช้อยู่ เลยมีการเริ่มส่งสัญญาณว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถลดระยะเวลากักตัว เรื่องนี้ทีมวิชาการโควิด-19 ของประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างใกล้ชิด หากจะนำมาใช้ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยและปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งในการพิจารณาไม่ได้มองแค่มิติเดียว แต่พิจารณาในความเสี่ยงภาพรวมและความพร้อมในการจัดการกับเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน