ยิ่งสนทนา “ความนัย” อันเกี่ยวกับ “พวกปลวก” ยิ่งได้รับการเปิดเผยออกมา เริ่มจากหลี่ปี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้ามีความกล้าลอบโจมตีจิ้งอันซือกลางเมือง
ทว่า ไม่มีความกล้าบอกความจริงกับเชลย”
“นี่ก็เป็นความจริง พวกข้าอาศัยชื่อปลวกย่อมเป็นคนต่ำต้อย เพียงแต่มิใคร่ยินยอมเท่าไรนัก” เมื่อเอ่ยถึงคำนี้ท่วงท่าหลงปัวแฝงความภาคภูมิใจกับแดกดันเล็กน้อย
“ผู้คนรู้เพียงว่ายามมังกรพิโรธสังหารร้อยหมื่น
แต่กลับไม่รู้ความพิโรธของปลวกก็สามารถโค่นต้นไม้ ทำลายเมือง” พลันในสมองของหลี่ปี้ปรากฏภาพปลวกบินมืดฟ้ามัวดิน
กัดแทะทุกสิ่งก่อสร้างของฉางอัน
หลงปัวสั่งบริวารปลดเชือกที่มัดหลี่ปี้ จากนั้น ทำสัญญาณมือสั่งอย่างนอบน้อม “โปรดตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปชมปลวกตัวเล็กๆ เหล่านี้ของพวกข้า ดูว่าจะย้ายเมืองนี้อย่างไร”
นั่นก็นับว่าเปิดเผยอย่างยิ่งแล้วสำหรับเชลยระดับหลี่ปี้
รอบด้านล้วนเป็นป้อม หลี่ปี้รู้ว่าไร้ทางหลบหนี มันนวดไหล่ที่ถูกมัดจนปวด ส่งเสียงพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา และเชิดหน้าก้าวเดิน
หลงปัวเดินเคียงคู่มันลึกเข้าไปในลาน
พวกมันเดินผ่านศาลา อ้อมภูเขาจำลอง ระหว่างทางเห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำมากมายถือหน้าไม้เดินลาดตระเวนไปมา มีทั้งคนฮั่นและชาวหู ควบคุมเข้มงวด
คาดว่าบุรุษเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ติดตามหลงปัวโจมตีจิ้งอันสือ
บนร่างของพวกมันมีกลิ่นอายต่างจากโจรทั่วไป คนร้ายทั่วไปอาจโหดเหี้ยมมาก ทว่า มักไร้ระเบียบ ส่วนคนเหล่านี้เคลื่อนไหวเป็นระเบียบ เข้มงวดรัดกุม
คนมากมายเฝ้าอยู่ในลานสวน ถึงกับไม่มีเสียงดังวุ่นวาย
มิพักกล่าวถึงเหล่าโจร กระทั่งทหารราชองครักษ์แห่งนครหลวงที่สามารถรักษาวินัย เช่นนี้ก็มีไม่มากนี่มิใช่ลำพังมีเงินทองก็สามารถรวบรวมมาได้
ผนวกกับคำเปรียบเปรยถึงปลวกของหลงปัว หลี่ปี้กังวลใจมาก
หลงปัวเดินพลางผิวปากพลาง ไม่ใส่ใจที่หลี่ปี้กวาดสายตามอง พวกมันมาถึงบริเวณต้นสาละสีน้ำตาลดำที่มุมสวนด้านหนึ่ง ต้นไม้เหล่านี้นำมาจากเทียนจู๋ (หมายถึง อินเดีย) ย้ายมาปลูก
กิ่งก้านคลุมห่อด้วยผ้าป่านเพื่อป้องกันความหนาวของภาคเหนือ
หลงปัวหยุดที่ข้างบริเวณนั้น “ผู้บัญชาการหลี่ถึงแล้ว มองดูให้ดี แน่นอนว่า นี่ย่อมเป็นของเล่นที่พวกท่านค้นหามาหลายชั่วยาม”
“เป็นเซว่เล่อฮั่วตัวหรือ” หลี่ปี้รำพึงเป็นคำถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
นักรบสุนัขป่าทูเจวี๋ยลอบนำน้ำมันดิบเหยียนโจวเข้ามา ผลิตเหมิ่งหั่วเหลยที่ซางหมิงฟาง 15 ถังในจำนวนทั้งหมดนั้นระเบิดไปแล้ว ที่เหลืออีก 200 กว่าถังจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบร่องรอย
ที่แท้ซ่อนอยู่ในลานสวนแห่งนี้
หลงปัวส่งเสียงจุปากอย่างขัดเขิน “เซว่เล่อฮั่วตัวเป็นฉายาที่พวกทูเจวี๋ยเรียก พูดตรงๆแล้วช่างด้อยอารยะเสียนี่กระไร คนทูเจวี๋ยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของสิ่งนี้มีวิธีใช้งานที่แท้จริงอย่างไร
รู้เพียงแค่ขับรถม้าวิ่งพล่าน ระเบิดวุ่นวาย ป่าเถื่อนไม่ต่างกับชื่อนี้เลย”
บั ดนี้ หลี่ปี้จึงเห็นชัดเจน ไม่ไกลนักถึงกับมีจักรโคมไผ่ขนาดใหญ่สูงเกิน 5 จั้ง ตอนนี้คบไฟหลายสิบอันส่ายไหวพร้อมกัน ภายใต้แสงไฟสวนนี้สว่างไสวราวกับกลางวัน
จักรโคมไผ่ท่อนใหญ่ผูกต่อเป็นโครง ด้านนอกติดกระดาษน้ำมัน
ทำเป็นวงล้อหมุนเช่นกังหันน้ำ ช่องตรงกลางแต่ละช่องตั้งเทียนไขกระดาษที่ด้านนอกแบ่ง 12 ส่วนเป็นรูปสิบสองนักษัตร มุมห้อยพู่ทองพู่เงินกับแพรต่วนทอลายอักษรมงคลคำว่าฝู่ (สุขี)
ด้านล่างมีร่องน้ำ สายน้ำขับเคลื่อนจักรโคมให้หมุนช้าๆ
สิบสองนักษัตรหมุนถอยหลัง หมายถึงเวลาผ่านพ้นไป กลางจักรโคมเป็นภาพวาดชุมนุมดาวไตรเทพฝูลู่โซ่ว หมายถึง 3 เทพมงคล โชคลาภ ความเจริญ อายุยืน
เด่นชัดว่า นี่ย่อมเป็นเป้าหมายของ “เซว่เล่อฮั่วตัว” ของหลงปัวและ พวกปลวก