วิษณุสยบข่าวลือ
ยันบ้านพิษไม่มีผี
โฆษกรัฐบาลลั่นคดีบ้านพักทหาร จบแล้ว หลังศาลรธน.ชี้ว่าไม่ผิดขอเลิกโยงการเมือง ‘เรืองไกร’ยื่นกมธ.ป.ป.ช. ฟัน ‘บิ๊กตู่’รับประโยชน์เกิน 3 พัน ประธานรับลูกจ่อเรียก ‘บิ๊กป้อม-บิ๊กแดง-บิ๊กบี้’ชี้แจง ‘วิษณุ’ยันบ้านพิษณุโลก ประจำตำแหน่ง นายกฯ ไม่มีผี แค่มีเสียงดังเท่านั้น ‘ไอลอว์’ ย้ำกลางวง กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ส.ส.ร.ต้องเลือกตั้งจากประชาชน อดีตกรธ.แนะส่งศาลรธน.ตีความปลดล็อกมาตรา 256 ขัดรธน. หรือไม่ กมธ.ประชามติเลือกส.ว.สุรชัย นั่งประธาน ‘โฟกัส จีระกุล’เข้าสภา นั่งที่ปรึกษาอนุกมธ.อี-สปอร์ต ‘วิษณุ’ ชี้ศาลวินิจฉัยคำสั่งเรียกคสช.ขัดรธน. เอาผิด เจ้าหน้าที่ย้อนหลังไม่ได้ ฟ้องร้องก็ไม่ได้
‘บิ๊กตู่’ปลื้มไทยสู่รัฐบาลดิจิทัล
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ธ.ค. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดงานมอบนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล และแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล พร้อมมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัลในงานมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2563 “DG Awards 2020”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไทยได้รับการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอันดับ 3 ของอาเซียนและอันดับ 57 ของโลก จึงขอบคุณทุกหน่วยงานที่ขับเคลื่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐ
จัดทำข้อมูลเปิดเผยผ่านมาตรฐานเดียวกัน โดยยึดหลักเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์
จากสถานการณ์โควิด เราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรับมือสถานการณ์วิกฤตได้เป็นอย่างดี และตอบสนองภาวะวิกฤตอย่างทันท่วงที แต่การปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะสำเร็จได้ หากทุกหน่วยงานปรับเปลี่ยนทุกระดับ นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ รวมถึงทัศนคติและระบบคิดเชิงบูรณาการ
เน้นโปร่งใส-ตรวจสอบได้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างภาครัฐและประชาชนให้ได้ โดยการเปิดเผยข้อมูล ถือเป็นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะโลกยุคใหม่นิวนอร์มัล หากทำแบบเดิมยึดกฎหมายเดิมๆ จะเกิด ความขัดแย้ง ทำอะไรไม่ได้ ปลดล็อกอะไรก็ไม่ได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนประสบมาตลอดและพยายามแก้ ตนยินดีทุกครั้งที่ทำงานแล้วมีผลสัมฤทธิ์เป็นระยะๆ มีความสุขทุกวัน ประเทศและประชาชนมีความสุข ซึ่งสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเยอะ ถ้าคิดว่าหลายปีที่ผ่านมา คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ก็เท่ากับเราไม่พัฒนาตัวเองเลย
หลังเสร็จงาน พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยโบกมือให้กลุ่มสื่อมวลชน พร้อมทั้งทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยู ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับทำเนียบรัฐบาล
บ้านหลวงจบ-เลิกโยงการเมือง
ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเข้าพักอาศัยในบ้านพักราชการทหารที่ ร.1 รอ. ของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปตามระเบียบกองทัพบก ว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก พ.ศ.2548 และพล.อ. ประยุทธ์ นอกเหนือจากเป็นอดีต ผบ.ทบ. แล้ว ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งถือเป็นผู้นำของประเทศ รัฐจึงต้องจัดหาที่พักรับรอง รวมถึงค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเหมาะสมให้ด้วย ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และไม่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า กล่าวว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวจะต้องมีผลยึดกับทุกองค์กร วันนี้ถือว่าจบสิ้นในส่วนของกระบวนการในการพิจารณาเรื่องนี้ จึงอยากขอให้ทุกส่วนได้พิจารณาในเรื่องความถูกต้องที่จะกล่าวอ้างเรื่องใดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะนำเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เพราะประเทศชาติกำลังเดินหน้าต่อไป ทั้งการแก้ปัญหาโควิด-19 การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงข้อเรียกร้องทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการสมานฉันท์ที่อยู่ในกระบวนการของรัฐสภา จึงขอให้ผู้ที่จะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวคิดถึงผลประโยชน์ของชาติและขอให้ผู้ที่เห็นต่างใช้เวทีคณะกรรมการสมานฉันท์ ในการพูดคุย เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
‘วิษณุ’โต้บ้านพิษณุโลกมีผี
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวว่า “บุญนะที่ผมไม่ได้ขนของกลับ” ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า นายกฯ จะใช้บ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกฯ นั้น นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องผีนั้นไม่มี ไม่มีใครเคยเจอ สมัยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ซึ่งเคยเข้าพักบ้านหลังนี้ก็ไม่เคยเจอ เพียงแต่หนวกหู เพราะอาบน้ำยังได้ยินเลย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเคยมีเสียงวิจารณ์ว่าได้ยินเสียงม้าเดิน นายวิษณุกล่าวว่า ที่ตนกำลังเล่าคือแม้แต่คนเดินก็ได้ยินเสียงดัง และมีเรื่องเล่าระหว่างประชุม มีคนไม่สบายจึงให้ไปนอนพักข้างบน ก็เหมือนนั่งประชุมอยู่ด้วยกัน ความจริงตนเคยไปนอนค้าง ก็ไม่ได้เจออะไร
“ผมยังเคยคุยกับลูกของพระยาอนิรุทธ เทวาเจ้าของบ้าน ก็บอกว่าผีอะไร พ่อเขาก็ไม่เคยเจอ ก็ลือกันไป ขนาดตึกนารีสโมสรทำเนียบรัฐบาล สมัยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ ก็ลือกันว่า 3-4 ทุ่ม มีเสียงดนตรีไทย แล้วมาพบว่านางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ สมัยนั้น ยังทำงาน ยังไม่กลับบ้าน และซ้อมดนตรีอยู่ในตึกนารีสโมสร” นายวิษณุกล่าว
‘เรืองไกร’จี้กมธ.ป.ป.ช.เอาผิด
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.ยื่นหนังสือต่อพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมา ธิการ(กมธ.)ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความผิดกรณีอยู่บ้านพักกองทัพบก
นายเรืองไกรกล่าวว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะอดีตผบ.ทบ.ได้สิทธิพิเศษ เท่ากับรับผลประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพราะอยู่มาตั้งแต่เดือนต.ค.2557 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 6 ปี บนบ้านพักเนื้อที่ 2 ไร่ ที่ค่าน้ำ ค่าไฟต้องเกิน 3,000 บาทต่อเดือนแน่นอน จึงต้องขอพึ่ง กมธ.ป.ป.ช.ให้เร่งสอบสวนข้อเท็จจริง
โดยให้เรียกหลักฐานประกอบด้วยคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คำร้องพรรคเพื่อไทย คำชี้แจงของพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. และพล.อ.ณรงค์พันธุ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. รวมถึงเรียกพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ออกระเบียบบ้านพักรับรองกองทัพบกปี 2548 มาให้ข้อมูลต่อ กมธ. เพราะจากการตรวจสอบระเบียบดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ซัดระเบียบทบ.ไม่มีกม.รองรับ
ด้านพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า จะรับเรื่องไว้ไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ เพราะฟังแล้วแม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะผูกพันทุกองค์กร แต่กรณีกองทัพบกออกระเบียบให้อดีตผบ.ทบ.อยู่บ้านพักได้นั้น ไม่มีกฎหมายใดรองรับ และไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงต้องเรียกพล.อ.อภิรัชต์ พล.อ. ณรงค์พันธุ์ รวมถึงพล.อ.ประวิตรมาสอบถามข้อมูล ว่าการที่กองทัพสร้างบ้านพักให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ โดยจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ จะมีประโยชน์ถึงผบ.ทบ.คนปัจจุบันและในอนาคตหรือไม่
การที่กองทัพเอาภาษีประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำถูกกฎหมายหรือไม่ ถ้าทำได้เลขาธิการสภาฯ ก็สามารถออกระเบียบเลียนแบบกองทัพสร้างบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภา และรองประธานสภาอีก 2 คนอยู่ไปจนตายได้เช่นกันในฐานะทำคุณงามความดีให้ประเทศ การรับเรื่องไว้ตรวจสอบเพื่อให้ประเทศมีมาตรฐานในการดำรงชีวิต ไม่ใช่ให้คนอื่นทำตามกฎหมาย แต่ตัวเองทำตามกฎหมายหรือไม่
ไอลอว์-อดีตกรธ.ชี้แจงแก้รธน.
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา จักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานกมธ. ได้เชิญนายอุดม รัฐอมฤต อดีตคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) มาชี้แจงต่อกมธ.
นายจอนให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมว่า ไอลอว์ยังคงยืนยันหลักการว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรงจากประชาชน 200 คน ซึ่งรูปแบบไอลอว์เสนอนั้น เป็นรูปแบบคล้ายกับการเลือกตั้งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้สมัครเลือกตั้งส.ส.ร.แบบกลุ่มและนโยบาย เพื่อให้ประชาชนเลือกส.ส.ร.ตามนโยบายหรือวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้สมัครเลือกตั้ง แทนการเลือกส.ส.ร.เพราะตัวบุคคลเป็นหลัก
“ระบบเลือกตั้งส.ส.ร.แบบของเรา ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งส.ส.ร. ที่สะท้อนความต้อง การของตัวเอง เช่น กลุ่มสิทธิชุมชน เป็นต้น ส.ส.ร.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะต้องการให้ส.ส.ร.เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง แต่จะให้ผู้เชี่ยวชาญไปอยู่ในส่วนของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไปแทน” นายจอนกล่าว
ยันส.ส.ร.ต้องมาจากเลือกตั้ง
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.เพื่อไทย โฆษก กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา จักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … แถลงผลประชุมว่า จากที่กมธ.เชิญนายจอน และนายอุดมมาชี้แจง และให้กมธ.สอบถาม ขอความเห็นเพิ่มเติม นายจอนยืนยันเหมือนเดิมว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ต้องเป็นเขตประเทศ โดยมีทั้งรายกลุ่มและรายบุคคล แต่กมธ.หลายคนบอกว่าถ้าจะเดินคนละครึ่งทางอาจเป็น 100 คน หรือ 125 คนมาจากเขตเลือกตั้งจังหวัด และ 75 คนเป็นเขตเลือกตั้งประเทศ แต่นายจอนได้ปรึกษากับภาคประชาชนแล้วยืนยันเหมือนเดิมว่า ส.ส.ร.ต้องมีความหลากหลาย
ส่วนนายอุดมชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่าทำได้หรือไม่ เป็น การให้ข้อมูลในฐานะผู้เคยยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน มีหลายคำถามว่าสามารถร่างรัฐธรรมนูญแตะหมวด 1 หมวด 2 ได้หรือไม่ ซึ่งในร่างของรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่มีเรื่องนี้อยู่แล้ว กมธ.จึงจะเร่งรัดการประชุมเพื่อให้ทันกรอบเวลา โดยการประชุมวันที่ 4 ธ.ค. จะเป็นการพิจารณาเข้ารายมาตรา
คาดขอแปรญัตติเกินร้อยคน
นายสมคิดกล่าวว่า สำหรับผู้แปรญัตติ วันที่ 3 ธ.ค. เป็นวันสุดท้าย มีผู้ยื่นขอแปรญัตติมาแล้ว 95 คน เป็น ส.ว. 8 คน ส.ส.87 คน คาดว่าเมื่อสิ้นสุดเวลา 16.30 น. จะมีผู้ขอแปรญัตติเพิ่มเป็นหลักร้อยคน ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเนื้อหาที่แปรญัตติส่วนใหญ่ ส.ส.ร. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และเรื่องเสียงโหวต ร่างของรัฐบาลต้องใช้เสียง 3 ใน 5 พรรคเพื่อไทยเสนอว่าต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยคาดว่า กมธ.จะเชิญผู้แปรญัตติมาชี้แจงในสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์ถัดไป
ส่วนญัตติของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ที่ขอให้รัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ได้รับการประสานมาแล้วว่าญัตติดังกล่าวถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งขอเรียกร้องว่าไม่อยากเห็นภาพของความพยายามดึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ล่าช้า เพราะตอนนี้กระบวน การแก้ไขอยู่ในขั้นตอนของกมธ.แล้ว
‘อุดม’แนะส่งตีความ
นายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรธ. ให้สัมภาษณ์หลังให้ข้อมูลต่อกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … ว่า ในฐานะผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2540 เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2534 ซึ่งในสภาพสังคมขณะนั้นต้องการให้ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมีการกำหนดเงื่อนไขให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ผ่านกระบวนการร่างขึ้นมาจากความเห็นของหลายฝ่าย และผ่านความเห็นชอบจากประชาชน จึงเห็นว่าการจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
“ที่ผ่านมาไม่มีประเทศใดกำหนดให้สามารถยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตราสามารถทำได้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้กมธ.ต่างมีความเห็นแตกต่างกันว่าจะสามารถตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ผมจึงเห็นว่าควรส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจน แต่มีผู้เสนอให้ใช้แนวทางตามมาตรา 5 ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาตามประเพณีการปกครอง ส่วนตัวมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ประเด็นหลักควรมองที่เนื้อหามากกว่าการจะมองว่าจะเอาฉบับใหม่หรือฉบับเดิม แต่ควรมองว่าเนื้อหาตรงนี้ที่ฉบับเดิมไม่ดีแล้วควรต้องแก้ไขใหม่” นายอุดมกล่าว
ไทยภักดีร้องศาลวินิจฉัย
เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี และนายบุญเกื้อ ปุสสเทโว โฆษกไทยภักดี นำเอกสารหลักฐาน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีล้มล้างการปกครอง ด้วยการตั้งส.ส.ร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
นพ.วรงค์กล่าวว่า กลุ่มไทยภักดีได้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 เมื่อครบแล้ว 15 วัน อัยการสูงสุดไม่ได้ดำเนินการใดๆ เราจึงใช้สิทธินี้ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผล 4 ข้อ คือ 1.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดในมาตรา 256 และกำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะการแก้ไขครั้งนี้ ตัดสิทธิ์ ส.ว. และส.ส. ตามสัดส่วนออก จึงทำให้ขาดการมีส่วนร่วมของสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งยกเลิกการทำประชามติในมาตราสำคัญๆ ทำให้ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ซึ่งเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
2.การร่างใหม่ทั้งฉบับ ทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) 10 ฉบับต้องถูกยกเลิก ทำให้ ส.ส. ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต้องถูกยกเลิก จึงทำให้โครงสร้างทางการเมืองและการปกครองเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับ พ.ร.ป. ที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องถูกยกเลิกด้วย จึงทำให้คดีต่างๆ ทั้งที่ถูกตัดสินไปแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ จะหลุด พ้นไป
ล้มล้างปกครอง-ขอสั่งการ3ข้อ
3.บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่าการแก้ไขเป็นการแก้รายมาตรา ไม่ได้กำหนดว่าให้แก้โดยการร่างใหม่ทั้งฉบับ จึงถือว่าผู้กระทำการนั้นมีเจตนาที่จะกระทำขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และ 4.รัฐธรรม นูญ 2560 ผ่านการทำประชามติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ว่า การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรให้ประชาชนได้ลงประชามติก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ทั้ง 4 เหตุผล คิดว่าเพียงพอที่บ่งบอกว่าขณะนี้มีการกระทำการล้มล้างการปกครอง พวกเราจึงยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำวินิจฉัยและสั่งการ 3 ข้อ 1.สั่งการให้ประธานรัฐสภาในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งระงับการบรรจุระเบียบวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 2.ขอให้ผู้ถูกร้อง คือส.ส.ที่ลงชื่อร่างฝ่ายค้านและร่างฝ่ายรัฐบาล ถอนระเบียบวาระออกจากที่ประชุมรัฐสภา และ 3.ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติในชั้นรับหลักการทั้ง 2 ฉบับ ที่ลงมติเมื่อวันที่ 18 พ.ย.
ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มไทยภักดีจะดำเนินการอย่างไรกับส.ส.และส.ว.ที่รับหลักการในวาระ 1 หรือไม่ นพ.วรงค์กล่าวว่า ต้องฟังคำสั่งศาลก่อน แล้วค่อยพิจารณาอีกทีหนึ่ง
‘สุรชัย’นั่งปธ.กมธ.ประชามติ
เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมกมธ.วิสามัญพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ…. ทั้ง 49 คน นัดแรก ซึ่งเป็นการเลือกประธาน รองประธาน เลขานุการ โฆษกกมธ. และตำแหน่งอื่นๆ รวมทั้งการวางกรอบการทำงาน ที่ประชุมมีมติเลือก นาย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. เป็นประธานกมธ. โดยไม่มีผู้ใดเสนอชิงตำแหน่งดังกล่าว
ส่วนรองประธานกมธ. มี 7 ตำแหน่ง แบ่งตามสัดส่วนพรรคการเมือง และส.ว. ได้แก่ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ, นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย, นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, พล.ร.อ.พัลลภ ตมิสานนท์ ส.ว., นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมชัย ศรีสุทธิ ยากร สัดส่วนพรรคเสรีรวมไทย
ส่วนน.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เป็นเลขานุการ และโฆษก กมธ.3 คน ประกอบด้วยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ, นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. และนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
‘โฟกัส’นั่งที่ปรึกษาอีสปอร์ต
นายสุรชัยกล่าวยืนยันว่า จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และจะทำให้การพิจารณากฎหมายเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้ทันต่อการออกเสียงประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 256 เพื่อตั้งส.ส.ร.
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร รองประธานกมธ.วิสามัญพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติพ.ศ…. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติว่าจะประชุมสัปดาห์ละ 2 วันคือทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ โดยการประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 17 ธ.ค. จะเชิญตัวแทน 3 ฝ่ายมาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สถาบัน พระปกเกล้า องค์กรที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับประชามติในระดับสากล
โดยกกต.จะขอให้นำเสนอปัญหาการทำประชามติ รวมทั้งคดีที่เกี่ยวกับประชามติในครั้งที่ผ่านมา ขณะที่สถาบันพระปกเกล้า จะขอให้พูดถึงการออกเสียงประชามติเชิงวิชาการในรูปแบบต่างๆ ว่ามีวิธีปฏิบัติและแนวคิดอย่างไร ส่วนองค์กรที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับประชามตินั้นจะขอให้ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ให้กมธ.ได้รับฟัง
ที่รัฐสภา นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส. ฉะเชิงเทรา เขต 4 พรรคก้าวไกล แถลงเปิดตัวอนุกมธ.ศึกษาอุตสาหกรรมซอฟแวร์เกมและอีสปอร์ต สภาผู้แทนราษฎรว่า อนุกมธ.ชุดนี้จะผลักดันและขับเคลื่อนวงการเกมและอุตสาหกรรมเกมของประเทศไทย เราอยากเป็นคณะกรรมการที่ทำงานเชิงบวกและมีทัศนคติที่ดีกับเยาวชนและผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกมไทย หวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอและผลการศึกษาไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมเกมต่อไป
ทั้งนี้ น.ส.โฟกัส จีระกุล นักแสดง ซึ่งมีความสนใจและเป็นเกมเมอร์ นั่งเป็นที่ปรึกษาอนุกทธ.ชุดนี้ด้วย
ประชุมสภาหวิดล่ม
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา เป็นประธานการประชุม โดยเปิดให้ส.ส.หารือถึงความเดือดร้อนของประชาชน เนื่องจากองค์ประชุมยังไม่ครบ 244 คน กระทั่งเวลา 10.30 น. นายชวนแจ้งว่า ส.ส.ที่ร่วมประชุมในกมธ. ซึ่งทราบว่าในช่วงเช้ามี 12 คณะ ให้ร่วมลงชื่อเข้าร่วมประชุมสภาด้วย
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป รัฐบาล) กล่าวว่า คาดว่าส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านจะลืมเซ็นชื่อเข้าร่วมประชุมสภา ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ส่วนส.ส.ของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ ต้องลงพื้นที่เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่
ด้านนายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และพล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตอบโต้ว่า ตามระเบียบวาระเป็นร่างกฎหมายของรัฐบาล หากฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถหาสมาชิกเพื่อลงชื่อเป็นองค์ประชุมได้ ก็ไม่ต้องพิจารณา ไม่มีเหตุผลหรือคำอธิบายอื่นเพื่อแก้ตัว
เวลา 11.40 น. นายชวนแจ้งว่า ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อ 294 คน ถือว่าครบองค์ประชุม จึงเข้าสู่วาระการประชุม และแจ้งให้สมาชิกทราบว่า มีการงดการประชุมสภาในวันที่ 9-10 ธ.ค. เพื่อให้สมาชิกลงพื้นที่พบประชาชนในวันหยุดราชการต่อเนื่อง จึงตกลงให้ประชุมชดเชยวันที่ 25 ธ.ค. และพิจารณาเฉพาะญัตติที่ค้างอยู่เท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีญัตติค้างอยู่ 182 ญัตติ โดยแบ่งเป็น 22 กลุ่ม
‘วิษณุ’เคลียร์คำสั่งเรียกคสช.ขัดรธน.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าคำสั่ง คสช. 29/57 เรื่องเรียกคนมารายงานตัว และคำสั่ง คสช. 41/57 ถ้าไม่มารายงานตัวถือว่าเป็นความผิด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ยื่นคำโต้แย้งผ่านศาลแขวงดุสิต ถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า ตอนที่คำสั่งคสช.ออกมานั้นก็ยังโอเค แต่เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ก็มาขัดกับรัฐธรรมนูญ เมื่อขัดแล้วจึงใช้ไม่ได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งจะไม่มีผลย้อนหลังต่อบุคคลที่เรียกไปก่อนหน้านี้ นั่นคือตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2560 ที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำสั่งคสช.ออกเมื่อเดือนพ.ค.2557 ตอนนั้นยังไม่มีรัฐธรรมนูญ คำสั่งจึงยังใช้ได้ แต่ไม่มีผล เพราะเรียกมารายงานตัว แต่ไม่ได้กักขังใคร
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังมีการเรียกบุคคลไปรายงานตัวอยู่อีก นายวิษณุกล่าวว่า เรียกเข้ามาเพราะคิดว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้ถือว่าขัด ส่วนบุคคลที่ถูกเรียกมารายงานตัว จะฟ้องร้องย้อนหลังได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่น่าได้ เพราะเจ้าหน้าที่ทำไปด้วยความที่เข้าใจว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากไม่ปฏิบัติตามก็กลัวติดคุก แต่บัดนี้ถ้ายังมีการดำเนินคดีกับใคร ก็ต้องหยุดทั้งหมด ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ายังมีค้างอยู่อีกราย
‘อุดม’ระบุยื่นมือคุ้มครองปชช.
นายอุดม รัฐอมฤต อดีตคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คำสั่ง คสช. 2 ฉบับนั้นเกิดขึ้นในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2557 แต่ก็เชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มาตรา 279 รองรับการกระทำและการออกคำสั่งของ คสช. ส่วนตัวเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญยื่นมือเข้ามาเพื่อให้ความคุ้มครองโดยเฉพาะทำให้ตัวบทรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นบท เรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ใช้ เพราะศาลให้เหตุผลเรื่องความไม่ได้สัดส่วนในการใช้โทษอาญามาลงกับคนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.และการมีคำสั่งเรียกควรให้เหตุผลตามสมควร โดยเป็นการสะท้อนว่าศาลรัฐธรรมนูญพยายามเข้าไปคุ้มครอง
ส่วนใหญ่จะมีคำถามต่อมาว่า คสช. ผิดหรือไม่ ควรได้รับการเยียวยาหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐ ที่ส่วนใหญ่ต้องดูว่ารัฐจงใจประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ มีลักษณะที่จะกลั่นแกล้ง หรือทำไปโดยไม่ดูดำดูดีกับคนทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องเรียกไม่มาแล้วไปจับ แต่หากคนบอกต้องทำให้หนีไปเช่าบ้าน ทนทุกข์ทรมาน ตนคิดว่าอาจจะยังอธิบายความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจงใจประมาทเลินเล่อร้ายแรงไม่ได้
สำหรับผู้ที่ถูกเรียกไปจะฟ้องกลับก็สามารถทำได้ อยู่ที่ศาลจะเห็นด้วยหรือไม่ว่าควรได้รับการเยียวยาหรือไม่ แต่ตนมองว่าสิ่งที่ได้กลับคืนมาคือคดีสิ้นสุดโดยไม่ต้องขึ้นศาล และผู้ที่อยู่ต่างประเทศสามารถเดินทางกลับไทยได้ เพราะในความผิดเหล่านี้ไม่มีแล้ว
‘วรเจตน์’รอดูคำวินิจฉัยเต็ม
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จะขอรอดูคำวินิจฉัยเต็มของศาลก่อนจะให้ความเห็น คาดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ น่าจะมีมาและหลังจากนั้นศาลแขวงดุสิตจะเรียกไปฟังคำพิพากษา แต่ชัดเจนว่าตัวกฎหมายที่จะลงโทษตน ใช้ไม่ได้แล้ว และจะมีผลต่อคดีอื่น รวมถึงคนที่ไม่ได้มารายงานตัวด้วย จึงถือว่าคำวินิจฉัยของศาล มีคุโณปการกับคนอื่นด้วยไม่ใช่ของตนคนเดียว
“ผมไม่ได้โต้แย้งว่าคำสั่งไม่รายงานตัวขัดรัฐธรรมนูญ แต่โต้แย้งตัวประกาศที่กำหนดโทษ ซึ่งศาลบอกว่าขัดต่อมาตรา 26 ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 โทษที่กำหนดขัดประกาศฉบับที่ 29 เป็นการลงโทษบุคคลย้อนหลังด้วย เพราะเรียกเช้าและกำหนดโทษในตอนเย็น คดีผมเป็นคดีแรกที่จะเปิดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะฟ้องกลับ เพราะมีกฎหมายรองรับคำสั่งและประกาศ คสช. และไม่มีประโยชน์ แต่ขอรออ่านคำวินิจฉัยเต็มก่อน เพื่อดูว่าจะทำอะไรได้หรือไม่” นายวรเจตน์ กล่าว
ศาลนัดตัดสินคดี‘อ๋อย’ 22 ธ.ค.
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดา ภิเษก ศาลนัดสืบพยานจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.3055/2562 ระหว่าง พนักงานอัยการฯ เป็นโจทก์ ฟ้องนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เป็นจำเลย ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพ.ร.บ.คอม พิวเตอร์ มาตรา 14 กรณีแถลงข่าวที่สมาคม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ถึงจุดยืนคัดค้านการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2557 คดีนี้ถูกโอนคดีมาจากศาลทหารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2562 โดยวันนี้ นายจาตุรนต์เดินทางมาศาลพร้อมด้วย นาย นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความ
นายนรินท์พงศ์ เปิดเผยว่า ฝ่ายจำเลยได้นำพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าเบิกความจนจบปาก และจำเลยได้แถลงหมดพยาน คดีเสร็จสิ้นการพิจารณา ศาลนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 22 ธ.ค. เวลา 09.00 น.
‘ป้อม’จี้แก้ปัญหาสมัชชาคนจน
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน โดยมอบให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้เร่งรัดติดตามขับเคลื่อนการแก้ปัญหาของสมัชชาคนจนในพื้นที่ 5 จังหวัดได้แก่ ขอนแก่น สุรินทร์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และนครพนม จำนวน 7 กรณีปัญหาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว
ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอของสมัชชาคนจน อาทิ การแก้ปัญหาโครงการอ่างเก็บน้ำโป่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ ปัญหาที่ราชพัสดุ หนองน้ำขุ่น จ.ขอนแก่น ปัญหาโครงการฝายหัวนา จ.ศรีสะเกษ ปัญหาการตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่ จ.พัทลุง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.ตรัง เป็นต้น รวมถึงรับทราบความคืบหน้าแนวทางการสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งชุมชนชนบทของสมัชชาคนจน ในพื้นที่ 47 ตำบล 20 จังหวัด ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และกำชับขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ให้ยุติเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมและใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม