พท.ขู่ข้อมูลปึ้กถล่มรมต.
ทั้งศก.-โควิด-บ่อน-ทุจริต

‘รมต.เฮ้ง’ไม่หวั่นฝ่ายค้านเล็งซักฟอกเรื่องแรงงาน มั่นใจชี้แจงได้กระจ่าง เพื่อไทยคุย มีข้อมูลถลกทั้งเศรษฐกิจ-โควิด-บ่อน-เอื้อ เจ้าสัว ขู่เจ้ากระทรวงเตรียมขึ้นศาลรธน.อีก ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์’โดนอีก ดีอีเอสลุยแจ้งจับโพสต์หมิ่น ‘เทพไท’ กระทุ้งปชป.ส่งผู้สมัครชิงผู้ว่าฯกทม. ชงชื่อ ‘องอาจ-สามารถ-พนิต-ปริญญ์’ เป็นแคนดิเดต นักการเมืองรุมสับกทม.ประกาศค่าตั๋วรถไฟฟ้าสาย สีเขียวแพงลิ่ว 104 บาทตลอดสาย

‘บิ๊กตู่’เชิดชูครูเป็นบุคลากรสำคัญ

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ส่งสารเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 65 ประจำปี 2564 ว่า ครูเป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบการศึกษาของชาติและมีบทบาทในการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบัน ครูยุคใหม่จึงต้องเป็น ผู้อำนวยการในการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงศาสตร์สาขาต่างๆ เป็นผู้ที่มีความรู้ครบถ้วน เป็นคนดี มีคุณธรรม และจริยธรรม พร้อมที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

รัฐบาลมีนโยบายในการเสริมสร้างและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล ตลอดจนนำเทคโนโลยีซึ่งมีความก้าวหน้าและนวัตกรรมมาปรับใช้ในการจัดการศึกษา การพัฒนาบุคลากรและการจัดทำแผนการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนในทุกช่วงวัยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าและมีศักยภาพสูง ดังนั้น อนาคตของชาติจึงอยู่ที่การศึกษา และการศึกษาที่มีคุณภาพย่อมเกิดจากครูที่มีคุณภาพด้วย

แนะพร้อมปรับรูปแบบวิถีใหม่

วันครูปีนี้ ผมได้มอบคำขวัญว่า “ครูวิถีใหม่ ใส่ใจดิจิทัล สร้างสรรค์คุณธรรมประจำชาติ” เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของครูในยุคชีวิตวิถีใหม่ที่ต้องมีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนและสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ให้พร้อมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ครูจึงต้องได้รับการพัฒนา เสริมสร้างทักษะ ความรู้ และความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ นอกจากนี้ ครูยังต้องเป็นบุคลากรตัวอย่างในการประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม เป็นที่ยกย่องของผู้คนในสังคม และเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ศิษย์ได้ดำเนินรอยตาม เพื่อเป็นคนเก่งคนดี มีความทันสมัย มีคุณธรรมประจำใจ และเป็นอนาคตของชาติ

“เนื่องในโอกาสวันครูครั้งที่ 65 พุทธ ศักราช 2564 ผมขอส่งความปรารถนาดี และกำลังใจมายังคณาจารย์ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนพร้อมทั้งขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อีกทั้งเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง และสัมฤทธิผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการโดยทั่วกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

‘เสี่ยเฮ้ง’ไม่หวั่นฝ่ายค้านจองกฐิน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในวันที่ 25 ม.ค. และจี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้มีการอภิปรายวันที่ 17 ก.พ. ซึ่ง รมว.แรงงาน อยู่ในข่ายจะถูกอภิปรายว่า ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งการอภิปรายเป็นเรื่องปกติ ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องหักลบข้อกล่าวหาออกไปให้ประชาชนรู้ ตนไม่ต้องเตรียมตัว เข้าไปก็ตอบความจริงหมด ตนรู้ความจริงอยู่ทุกเรื่องในเรื่องภาพรวมการทำงานของกระทรวงแรงงาน เชื่อหรือไม่ว่า ตนไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย เข้าไปถามก็พร้อมตอบทุกเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภาใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ใช่ เพราะสิ่งที่ทำทุกอย่างตั้งแต่รับตำแหน่ง ก็ทำและเห็นนโยบายจากเราทั้งนั้น ในเรื่องการแก้ปัญหา มันเกิดไปแล้วจะต้องทำอย่างไร มันเกิดไปแล้วก็ต้องปล่อยให้มันเกิดหรือไม่ มันเกิดปัญหาแล้วก็ต้องแก้ปัญหา ตนก็ต้องแก้ปัญหาต่างๆ นานา เอาแรงงานขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อย ตรวจสถานประกอบการ ซึ่งจะชี้แจงว่า ที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง และจะได้ตอบให้ฝ่ายค้านรู้ว่า ที่คุณถามมาจะได้ตอบให้คุณกระจ่าง

“เป็นสิ่งที่ดี ผมก็ชอบ เขามาถามผมเรื่องทำงาน ผมจะได้ตอบให้หมดว่า ผมทำอะไรบ้าง มีคนตกใจกันเยอะ คนมีชื่อกลัวกันหรือ ไม่มีใครกลัว นายกฯ ก็ตอบได้หมดทุก เรื่อง ทุกคนตอบได้หมดอยู่แล้ว เพราะอยู่บนพื้นฐานความซื่อสัตย์สุจริต การทำงานบริหารราชการโดยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ต้อง กลัวใคร ผมยืนยันว่า รัฐบาลหรือกระทรวงแรงงาน ทำงานบริหารอยู่ภายใต้กรอบระเบียบกฎหมายทุกเรื่อง อยู่ในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต เราไม่เคยกลัวอยู่แล้วเรื่องพวกนี้ สบายๆ เรื่องเล็ก” นายสุชาติกล่าว

‘โจ้’โวรมต.เตรียมขึ้นศาลรธน.อีก

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับการเปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายนั้นขอเป็นวันที่ 25 ม.ค.ครั้งเดียวเลย

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเรามีข้อมูลอย่างดี การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว เราอภิปรายเรื่องใหม่และเข้าเป้าอยู่ 2 เรื่องคือ 1.กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมพักอยู่บ้านหลวง จนนำไปสู่การส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย

2.กรณีการขยายสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มีการอภิปราย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการต่อสัญญาในโครงการดังกล่าว ส่งผลให้คนออกมาคัดค้านแม้แต่คนในฝั่งรัฐบาลเอง ดังนั้นถือเป็นผลงานที่เราทำไว้ และในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ เรามีข้อมูลดีมากๆ นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่จะถูกอภิปรายแล้ว จะมีรัฐมนตรีว่าการอีกหลายกระทรวงที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยเช่นกัน รับรองว่าจะมีรัฐมนตรีที่จะต้องไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญอีกอย่างแน่นอน

ในส่วนของประเด็นที่จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลักๆ จะเป็นเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาโควิด-19 ที่ไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายโครงการ เอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัวและเครือข่ายคนใกล้ชิด รวมถึงเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องบ่อนที่เปิดกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด งานนี้ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เราจะใช้จำนวนผู้อภิปรายไม่มาก เน้นประเด็นและเนื้อหาเพื่อให้ผู้อภิปรายได้มีเวลาอภิปรายอย่างเต็มที่

ดีอีเอสแจ้งจับแนวร่วมมธ.-ปวิน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่าได้กำชับกองป้องกันและปราบปรามการ กระทำความผิดทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ปท.) และกองกฎหมายฯ กระทรวงดีอีเอส ให้ดำเนินการติดตามตรวจสอบผู้กระทำความผิดโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทางสื่อสังคมออนไลน์และรวบรวมหลักฐานยื่นแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญา กรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อย่างต่อเนื่อง

โดยกองกฎหมายฯ กระทรวงดีอีเอส ได้แจ้งความเอาผิดผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ในช่วงวันที่ 4-15 ม.ค.2564 รวม 11 URLs เป็นผู้กระทำความผิดทางเฟซบุ๊ก 9 URLs และทาง ยูทูบ 2 URLs พบชื่อบัญชีผู้กระทำความผิด อาทิ บัญชี เฟซบุ๊ก เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, บัญชี Pavin Chachavalpongpun (นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์) และยูทูบแชนเนล ชื่อ FAIYEN CHANNEL (วงไฟเย็น) ที่เข้าข่ายกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 โพสต์พาดพิงสถาบันหลักของชาติ

ขณะเดียวกัน ปท.สรุปคำสั่งศาลในช่วงเดียวกัน พบมีการกระทำผิดจำนวน 9 คำสั่งศาล รวม 136 URLs (รายการ) โดยมีทั้ง เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, ทวิตเตอร์ และเว็บอื่นๆ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่องจริงจัง ฝากแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้โซเชี่ยลมีเดียขอให้ใช้วิจารณญาณในการใช้งาน ไม่โพสต์หรือแชร์ส่งต่อข้อความที่ไม่เหมาะสม เพราะจะถือเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามตรวจสอบพิสูจน์ตัวตนได้ทั้งหมด

ปชป.ยันโหวตผ่านแก้รธน.วาระ 3

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ในวาระ 2 และ 3 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 256 รวมถึงให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ….รัฐสภา ได้พิจารณาเสร็จ แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 พรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมโหวตให้ผ่าน วาระ 2 และวาระ 3

เมื่อผ่านวาระ 3 แล้วจะมีกระบวนการตรวจสอบอื่นๆ เช่น การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และให้มีส.ส.ร. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เป็นไปตามหลักการ แต่ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …เปิดเผยว่า ขณะนี้นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานกมธ. ได้ส่งหนังสือแจ้งกมธ.เพื่อเชิญประชุมในวันที่ 21-22 ม.ค. หลังจากที่งดการประชุมไปเกือบ 1 เดือน ยอมรับว่าการประชุมมีความล่าช้าไปมาก ซึ่งตนจะเสนอให้มีการประชุมเพิ่มเติมในวันเสาร์อีกหนึ่งวัน เพื่อชดเชยเวลาที่หายไปก่อนหน้านี้ แต่ต้องขึ้นกับกมธ.ทั้งหมดว่าเห็นด้วยหรือไม่ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

‘เทพไท’จ่อชงส่งชิงผู้ว่าฯกทม.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรม ราช พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและ ผู้บริหารท้องถิ่นขึ้นตามลำดับ ส่วนกรุงเทพ มหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นการปกครอง รูปแบบพิเศษก็จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ด้วย โดยหลักการแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะต้องส่งผู้สมัครแน่นอน เพราะเป็นพรรคการเมือง เก่าแก่ และเคยเป็นผู้บริหาร กทม.มาหลายสมัย

ส่วนตัวจะนำเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ให้มีการประชุมพิจารณา และมีมติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนได้เตรียมตัวรณรงค์หาเสียง ให้กับผู้สมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

ขณะนี้ทางพรรคมีสมาชิกพรรคที่มีคุณสมบัติเหมาะสมหลายคน ที่สามารถลงสมัครเป็นผู้ว่าฯกทม.ได้ เช่น 1.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค เป็น ส.ส.กทม.มาหลายสมัย เป็นอดีตรัฐมนตรี เป็นส.ส.ที่รู้ปัญหาพื้นที่ กทม.มากที่สุดคนหนึ่ง 2.นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นอดีต ส.ส. และเป็นอดีตรองผู้ว่าฯกทม. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งและการจราจรมากที่สุดคนหนึ่ง มีความเหมาะสมที่จะบริหาร กทม.เพื่อแก้ปัญหารถติด และรถไฟฟ้าทุกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของ กทม.ในปัจจุบัน

3.นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เคยเป็นรองผู้ว่าฯกทม. สมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ มีประสบการณ์การบริหารทั้งภาครัฐและเอกชน มีความรู้ด้านการเงินการคลังเป็นพิเศษ สามารถเข้ามาบริหารงบประมาณของ กทม.ปีละ 1 แสนล้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

4.นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ ไฟแรง เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน มีประสบการณ์ด้านการบริหารระดับสูงภาคเอกชนมาก่อน มีความพร้อมทั้งด้านคุณวุฒิ วัยวุฒิ และชาติวุฒิ

นอกจากนี้ยังมีบุคคลภายนอก ที่มีชื่อเสียงและประวัติการทำงานที่โดดเด่น มีความสนใจได้เสนอตัวเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคน แต่เบื้องต้นตนจะขอเสนอให้กก.บห. พิจารณา ผู้เหมาะสมจากบุคคลภายในพรรคก่อน ก่อนที่จะพิจารณาผู้เหมาะสมจากบุคคลภายนอกต่อไป

‘ศักดิ์สยาม’จี้ชะลอค่าตั๋วสายสีเขียว

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม(คค.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่กทม.ได้มีประกาศ เพื่อปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวลงวันที่ 15 ม.ค.2564 โดยมีสาระสำคัญในการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวสูงสุดถึง 104 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เป็นภาระค่าเดินทางแก่ประชาชน โดยขาดการดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2561 ในคราวที่เห็นชอบการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์สายสีเขียวส่วนต่อขยายระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กับกทม. ที่ได้กำหนดให้กระทรวงคมนาคมบูรณาการร่วมกับกทม.ในการกำหนดอัตราแรกเข้า อัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมและไม่เป็นภาระแก่ประชาชน

กระทรวงคมนาคมจึงขอเรียกร้องให้ กทม.ชะลอการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารสายสีเขียวดังกล่าว จนกว่าจะได้มีการพิจารณาร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย และหาหนทางอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการ บริหารจัดการ ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนผู้ใช้บริการ

ในเรื่องการปรับแก้ไขสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวตามที่ กทม. ได้พิจารณานำเสนอครม. ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และกทม. เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลการศึกษาของโครงการ แนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ต้นทุนของโครงการ และเอกสารอื่นๆ เพื่อนำมาศึกษา และให้ความเห็นต่อครม.เพื่อให้เกิดการลดอัตราค่าโดยสารสูงสุดจาก 65 บาท ที่ กทม.เสนอใช้เป็นฐานถึงปี พ.ศ.2602 (38ปี) ลงเหลือไม่เกินอัตราแนวทางที่ระบบรถไฟฟ้าสายอื่นๆในสังกัดกระทรวงคมนาคมกำหนดใช้ เช่น สีน้ำเงิน สีชมพู สีเหลือง สีม่วง ที่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ 42 บาท แต่กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันลดอัตราค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนต่อไป

จวกเกมตบตา-หวังฮุบสัมปทาน

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า เห็นประกาศค่าโดยสารใหม่รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ลงนามโดย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กำหนดราคา 104 บาทตลอดสาย และยังพูดเอาบุญคุณ ว่าลดราคาลงแล้ว จากเดิมต้องเก็บ 158 บาท ผมคิดว่าเราควรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่โดยเร็วที่สุดเสียที ตั้งแต่ พล.ต.อ.อัศวินเป็นผู้ว่าฯ กทม.มา นอกจากไม่เห็นผลงานที่ชัดแจ้งแล้ว ยังมีการกำหนดนโยบายแบบไม่เห็นหัวคนจนแม้แต่นิด เพราะค่าแรงขั้นต่ำใน กทม. อยู่ที่ 331 บาท เท่ากับว่าโอกาสเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าของคนจนแทบจะไม่มี

ถ้ามองให้ลึกผมคิดว่ามีความซับซ้อนมากกว่านี้ เพราะการประกาศปรับราคาค่าโดยสารให้คนรู้สึกตกใจ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จะกลายเป็นแรงกดดันที่สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลต่ออายุสัมปทานให้กับบริษัทบีทีเอส 30 ปี แลกกับการเก็บค่าโดยสาร 15 ถึง 65 บาท ที่มีความพยายาม ผลักดันมาก่อนหน้านี้ แต่ครม.ยังไม่กล้าเคาะ เป็นเพราะแบบนี้ใช่ไหม เลยต้องเร่งประกาศค่าโดยสารใหม่ให้คนกทม. ออกมาบ่นให้หนัก กดดันรัฐบาลให้ต้องขยายสัมปทานตามที่ต้องการ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันเป็นเกมตบตาประชาชนหรือหวังฮุบสัมปทาน 30 ปีกันแน่

อัดจับปชช.เป็นตัวประกัน

ด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ค่าโดยสายรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดเส้นทาง 104 บาทยังแพงเกินไปอยู่ดี ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงคือรัฐอุดหนุนไม่เพียงพอ เพราะการลงทุนแบบไม่พอเพียง กล่าวคือ พอเอาเงินไปลงทุนเพื่อก่อสร้างเยอะเกินจำเป็นก็เหลือเงินอุดหนุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ต้องเก็บแพงๆ จากผู้โดยสาร รัฐบาลทราบดีว่าค่าโดยสารแพง แต่อยากเก็บเงินไว้สร้างหรือผลาญกับโครงการอื่นเพิ่มเติม จึงพยายาม Hot Fix โครงการนี้โดยให้กทม.เอารายได้จากอนาคตมาโปะคล้ายการกู้เพิ่ม และพยายามขยายสัมปทานออกไปอีก 30 ปี ทั้งที่ยังเหลืออีก 9 ปี

สภาเคยพิจารณาประเด็นนี้แล้ว และกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ‘ไม่เห็นด้วยกับการขยายสัมปทาน’ แต่ล่าสุด กทม.ยังดึงดันจะขยายสัมปทาน โดยใช้ผลการมุบมิบเจรจา ตามมาตรา 44 โดยออกมาขู่ประชาชนว่า หากไม่ขยายก็จะแพงอย่างนี้ หากยอมขยายก็จะลดเหลือ 65 บาทตลอดสาย นี่คือจับประชาชนเป็นตัวประกันชัดๆ

‘พี่ศรี’บี้‘ศักดิ์สยาม’รับผิดชอบ

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แถลงการณ์ด่วนว่าตามที่มีข่าวเผยแพร่ออกมาว่า กทม.จะได้กำหนดอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสาย สีเขียวสูงสุดตลอดสายจะอยู่ที่ 158 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. 2564 เป็นต้นไป แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโรคโควิด-19 กทม.จึงออกประกาศเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2564 โดยปรับอัตราค่าโดยสารสูงสุดตลอดสายมาอยู่ที่ 104 บาทนั้น ยังถือว่าแพงเกินไปสำหรับประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ กทม.กับเอกชนผู้รับสัญญาสัมปทานเคยตกลงกันได้แล้ว โดยความเห็นชอบของ รมว.มหาดไทย ว่าจะกำหนดอัตราค่าโดยสารสูงสุดอยู่ตลอดสายอยู่ที่ 65 บาท โดย กทม.ได้นำเสนอข้อตกลงการแก้ไขสัญญาสัมปทานต่อครม. หากมีการเห็นชอบแล้วจะอยู่ที่ 65 บาท และช่วยแก้ไขภาระหนี้สินกว่า 120,000 ล้านบาทของกทม.ได้ นอกจากนี้ เอกชนยังสามารถแบ่งส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสารหลังปี 2572 ให้ กทม. อีกกว่า 200,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งเพิ่มเติมในกรณีที่ผลประกอบการจริงดีกว่าที่คาดการณ์ตอนเจรจา แต่กระทรวงคมนาคมกลับมีหนังสือถึงครม.เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 ไม่เห็นด้วยกับการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสาย สีเขียวของเอกชน จึงเท่ากับว่าเป็นการผลักภาระค่าโดยสารที่ กทม.เพิ่งประกาศไปเป็นภาระของคนกทม.โดยมิอาจเลี่ยงได้

“นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นคนบุรีรัมย์ ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนกทม.จึงไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น การที่ กทม.ประกาศกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวใหม่ดังกล่าว 104 บาท ทั้งๆ ที่ควรจะเป็น 65 บาท จึงเป็นความรับผิดชอบของ รมว.คมนาคม และพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องตอบคำถามกับคนกทม.ว่าท่านจะรับผิดชอบกับกรณีนี้อย่างไร” นายศรีสุวรรณกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน