กมธ.สกัดจุดสสร.
ห้ามแก้หมวด1-2

ปชป.ตั้ง 2 ทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ‘ชินวรณ์’ นำทัพคอยประท้วงฝ่ายค้าน ส่วนอีกทีมไว้คอยป้อนข้อมูลให้ ‘จุรินทร์-นิพนธ์’ ‘พิธา’ ย้ำ ‘บิ๊กป้อม’ ต้องถูกอภิปราย ลั่นฝ่ายรัฐบาลประท้วงมาเจอประท้วงกลับแน่ สวน ‘สิระ’ ขู่ฟ้องมาตรา 112 คือหลักฐานชัดเจนตามญัตติฝ่ายค้าน กรณีใช้สถาบันเป็นโล่ป้องกันตัวเองและทำลาย คู่ต่อสู้ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญมีมติห้ามส.ส.ร.แตะหมวด 1 หมวด 2 ‘ไพบูลย์’ จี้ล็อกทุกหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน ห้ามแก้ไขทั้งหมด ก้าวไกลเสียดายประชาชนไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ

กมธ.ห้ามแตะหมวด 1, 2

วันที่ 30 ม.ค. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กล่าวถึงกรณีกมธ.มีมติเห็นด้วยกับร่างของฝ่ายรัฐบาล เกี่ยวกับระยะเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 240 วัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า นอกจากที่ประชุมจะมีมติ เรื่องกรอบเวลาการยกร่างของส.ส.ร.แล้ว ยังได้มีมติเรื่อง ห้ามส.ส.ร.ทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ด้วย

เมื่อถามว่ากมธ.ได้คุยกันหรือไม่ว่า หากมีการแก้ไขมาตราอื่น ที่ถ้าแก้ไขแล้วมี ผล กระทบกับมาตรา 1 และมาตรา 2 ส.ส.ร. สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่ นาย รังสิมันต์กล่าวว่า ตนมองว่าเรื่องนี้อยู่ที่ดุลพินิจและอำนาจของส.ส.ร.ในอนาคต แต่สำหรับกมธ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้คุยลงลึกรายละเอียดขนาดนั้น จริงๆ ตนพยายามชงเรื่องนี้ในกมธ.หลายครั้ง แต่ทุกคนก็ยังผ่านไป

แฉไพบูลย์จี้ล็อกหมวดอื่นด้วย

“สัปดาห์ที่แล้วตอนเราโหวต มาตรา 1-2 มีการเสนอว่า จะคงร่างรัฐบาลที่ห้ามแก้ไขสองหมวดดังกล่าว หรือจะมีการแก้ไขได้ ปรากฏว่าเสียงออกมาให้คงร่างรัฐบาล 19 ต่อ 14 เสียง ซึ่งใน 14 เสียงที่ไม่เห็นด้วยนั้น มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกมธ.มาอยู่ในเสียงข้างน้อย 14 เสียงด้วย เพราะนายไพบูลย์ มีความเห็น ในทำนองว่าไม่ควรล็อกไว้ เฉพาะแค่หมวด 1 หมวด 2 แต่ควรล็อกเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจด้วย คือส.ส.ร.ห้าม แก้ไข ทั้งนี้ เวลาเราโหวตไม่ได้โหวตแค่ว่าจะให้ส.ส.ร.แก้หมวด 1 หมวด 2 ได้ไหม แต่เราโหวตแค่ว่าจะเป็นไปตามรัฐบาล หรือมีการแก้ไข ทำให้คนอื่นๆ ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมาอยู่ฟากเดียวกับผมที่ต้องโหวตค้าน” นายโรมกล่าว

เสียดายปชช.ไม่มีส่วนตัดสินใจ

นายรังสิมันต์กล่าวว่า องค์ประกอบความผิดมาตรา 112 คือต้องเป็นกรณีดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ปัญหาคือสมมติว่า เราจะแก้ไขหรือปล่อยให้ส.ส.ร. แก้รัฐธรรมนูญได้ทุกมาตรา ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นการไปดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย อย่างไร แต่ในทางกลับกันการนำมาตรา 112 มาใช้ในเรื่องที่เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ แสดงให้เห็นว่า การใช้มาตรา 112 เป็นปัญหายิ่งขึ้น เพราะถูกใช้กับคนที่เห็นต่างทางการเมือง หรือคนที่อาจทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งทำแบบนี้จะเป็นผลดีต่อสถาบันหรือไม่

การเปิดให้ส.ส.ร.แก้ไขได้ทุกเรื่องเป็นการใช้เหตุผล เรากำลังออกแบบรัฐธรรมนูญที่หวังให้เป็นฉบับถาวรฉบับสุดท้ายของประชาชน ที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่เริ่มเห็นว่าประชาชนกำลังจะเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์เลือกและตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ ก็ต้องไปล็อกบางอย่างไม่ให้ประชาชนไปทำ น่าเสียดาย สุดท้ายก็เกิดการสร้างข้อครหาว่าประชาชนไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจทุกเรื่อง ทั้งที่เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ด้วยซ้ำ

ปชป.ยัน 2 รมต.พร้อมสู้ซักฟอก

เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค กล่าวกรณีพรรคก้าวไกลเตรียมแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนโยบายแก้ไข ม.112 เพราะเนื้อหาของมาตราดังกล่าวไม่ได้สร้างความเสียหายให้ประชาชน อยากถามว่าทำไมไม่มองที่ตัวผู้กระทำความผิดมากกว่าตัวบทกฎหมาย ถ้าไม่ทำผิดมาตราดังกล่าวก็ไม่มีผลอะไรกับใคร

นายราเมศแถลงถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านจะเป็นข้อเท็จจริงตั้งต้น เมื่อฝ่ายค้านกล่าวถึงเรื่องอะไร รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ย่อมมีสิทธิจะพูดชี้แจงในเรื่องนั้นได้ทุกประเด็นเช่นกัน หากการอภิปรายเกี่ยวข้องพาดพิงถึงสถาบัน หลักการคือไม่สามารถกล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น และหากมีการพาดพิงถึงสถาบัน สนับสนุนให้รัฐบาลชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่ามีพรรคใดที่ไปเห็นดีเห็นงามให้มีกลุ่มบุคคลมาก้าวล่วงสถาบัน

ส่วนรัฐมนตรีของพรรคที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ในฐานะรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคในฐานะรมช.มหาดไทย ทั้งสองคนมีการเตรียมข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงผลการทำงานทั้งหมดที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานโดยยึดหลักซื่อสัตย์ สุจริต มีรายงานข่าวมาจากผู้หวังดีว่าข้อมูลที่จะนำมาอภิปรายยังไม่มีความชัดเจนใดๆ เลย จึงมีความพยายามโยงข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง

ตั้งทีมงาน 2 ชุดพิทักษ์รมต.

ขอให้มีการอภิปรายโดยยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพราะหากอภิปรายโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ส.ส.ของพรรคก็พร้อมลุกขึ้นเพื่อติติงให้การอภิปรายอยู่ในกรอบของข้อบังคับการประชุมสภา อย่างไรก็ตาม ในการประชุมส.ส.ของพรรค วันที่ 2 ก.พ. จะมีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุมสภาอย่างละเอียด ถ้าฝ่ายค้านมีอภิปรายผิดข้อบังคับ ไม่ใช่เฉพาะกับรัฐมนตรีของพรรค แต่รวมถึงรัฐมนตรีทุกคน ส.ส.ของประชาธิปัตย์ก็พร้อมลุกขึ้นประท้วง ซึ่งทีมนี้ไม่ใช่องครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี แต่หากฝ่ายค้านอภิปรายไม่ถูกต้องก็ต้องประท้วง นำโดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ทางพรรคได้ตั้งทีมงาน 1 ชุด เพื่อประจำที่รัฐสภา โดยมีตนเป็นผู้นำรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้กับรัฐมนตรีทั้งสองคนของพรรค ซึ่งหากมีความจำเป็นทีมที่ตั้งขึ้น ก็จะแถลงต่อสื่อมวลชนต่อไป เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่านายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายราเมศกล่าวว่า สำหรับพรรคยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่วาระการอภิปรายจะมีการถกเถียงกันมากพอสมควร โดยข้อบังคับระบุชัดว่าสามารถกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ได้เท่าที่จำเป็น ดังนั้นต้องดูว่าวันอภิปรายจะพูดถึงในลักษณะไหน และประธานในที่ประชุมขณะนั้นจะวินิจฉัยเอง

‘พิธา’ชี้ชัดเจนรบ.อ้างสถาบัน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้านที่มีการระบุเรื่องสถาบัน ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะฟ้องร้องมาตรา 112 กับส.ส.ที่ลงชื่อในญัตติ ว่า การที่นายสิระจะฟ้องร้องฝ่ายค้านในมาตรา 112 ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมต้องแก้ไขมาตรา 112 เพราะคนที่ร้องทุกข์กล่าวโทษจะเป็นใครก็ได้ เหมือนเป็นเครื่องมือทำลายคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม เป็นระบบที่ทำให้เกิดความแตกแยก และทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างประชาชนกับสถาบัน ซึ่งเป็นไปตามญัตติที่เราเขียนไป คือนายสิระนำสถาบันลงมาเป็นโล่กำบัง และนำมาเป็นอาวุธทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง

เมื่อถามว่าหากวันแรกของการอภิปราย ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลตีรวนและประท้วงตลอด ฝ่ายค้านจะรับมืออย่างไร นายพิธากล่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ไม่ว่าฝ่ายค้านจะแก้ไขญัตติหรือไม่ ก็จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม ซึ่งเราไม่แก้ไขแม้แต่คำเดียว ตลอดการอภิปรายฯ ที่ผ่านมา เราก็แสดงถึงเหตุผล วุฒิภาวะและการทำตามข้อบังคับการประชุม ครั้งนี้ก็จะกล่าวถึงสถาบันเท่าที่จำเป็น และตั้งใจอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์เป็นหลัก ฉะนั้น หากเกิดการประท้วง เราก็จะประท้วงกลับ เพื่อให้การอภิปรายเดินหน้าต่อได้ เพราะการอภิปรายเป็นกลไกสำคัญที่ใช้รัฐสภาตรวจสอบรัฐบาล อย่านำเรื่องแบบนี้มาตัดช่องน้อยแต่พอตัว ทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถทำงานได้

ย้ำ‘บิ๊กป้อม’โดนแน่

เมื่อถามว่าฝ่ายรัฐบาลอยากจะให้อภิปรายแค่ 4 วัน แต่ฝ่ายค้านอยากจะได้ 6 วันหรือมากกว่านั้น นายพิธากล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ เพราะยังไม่ได้ตกลงกันอย่างชัดเจน แต่เท่าที่หารือกันทราบว่าเรื่องระยะเวลาไม่ใช่สิ่งที่น่าเป็นห่วง สิ่งสำคัญคือ ส.ส.ทุกคนต้องได้อภิปราย และต้องไม่มีใครออกไปอภิปรายนอกสภา รัฐมนตรีที่มีชื่อถูกอภิปราย เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ต้องถูกอภิปราย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน