คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
อภิปราย ทั่วไป – และแล้ว “แนวโน้ม” อันบ่งชี้ไปสู่ความเป็นไปได้ ของ “การปรับครม.” ก็ปรากฏชัดขึ้น
หากนำเอาประสบการณ์และบทเรียนจากกรณี การเปลี่ยนแปลง “ภายใน” ของพรรคพลังประชารัฐ อันนำไปสู่การกดดันและขับไล่ “กลุ่ม 4 กุมาร” ก็จะเข้าใจในรากฐานความเป็นมา
ทุกอย่างเหมือนไม่มีลม ไม่มีฝน แต่ก็ปรากฏ “เค้า”
นั่นก็เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของ ส.ส.ที่นำโดย นายไพบูลย์ นิติตะวัน นั่นก็เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของแกนนำระดับ นายสุชาติ ชมกลิ่น ที่มีก๊วนมีแก๊งแน่นหนา
ที่สุด เหล่า “4 กุมาร” ก็หลุดไปทั้งยวงทั้งในพรรคทั้งในรัฐบาล
แนวโน้ม “ใหม่” อันกำลังก่อตัวและเริ่มส่งเสียงอึกทึกครึกโครมขณะนี้เป็นอย่างไร
เค้าลางทั้งหมดเริ่มแสดงตั้งแต่ก่อนการอภิปรายทั่วไป และมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้นในห้วงก่อนการลงมติไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจในวันที่ 20 กุมภาพันธ์
พอการลงมติออกมาเสร็จสรรพทุกคนก็ร้อง “ฮ้อ”
ร้องฮ้อไม่เพียงเพราะคะแนนไว้วางใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำโด่งไปยัง 275 ชนะทั้ง 272 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึง 274 ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
แต่ที่หนักหนาสาหัสกลับเป็นรัฐมนตรี 2 คน ของพรรคพลังประชารัฐ
1 คือ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ 1 คือ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ไว้วางใจต่ำสุด 258 งด ออกเสียง 8 นายสุชาติ ชมกลิ่น อาจได้ไว้วางใจ 263 แต่ สร้อยที่ห้อยตามมาคือ งดออกเสียง 12 ไม่ลงคะแนน 1
จากนั้น ก็ปรากฏข่าว “ปล่อย” หลุดออกจากพรรคพลังประชารัฐ
ระบุว่า มี 3 รัฐมนตรี “ช่วย” ว่าการสุมหัวและวางแผนสมคบคิดสร้างปรากฏการณ์ทำให้คะแนน ไว้วางใจของ 2 รัฐมนตรี “ว่าการ” กลายเป็นปัญหา
เป็นปัญหาอันจะนำไปสู่ “การปรับครม.” ในที่สุด
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่อง “ภายใน” มิได้เป็นปัจจัย อันมาจาก “ภายนอก”
แม้ว่าญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไประหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ จะมีการขุดคุ้ยโจมตี แต่นั่นก็เสมอเป็นเพียงปัจจัยจาก “ภายนอก” ของรัฐบาล ของพรรคพลังประชารัฐ
การเล่นกันเอง “ภายใน” ต่างหากคือ “ปัจจัย” สำคัญอย่างแท้จริง