ตรวจเชิงรุกอีก1.4พัน
ไทยตายโควิดราย86
คลับเฮาส์จ้อปมวัคซีน
ธนาธรโต้เดือดอนุทิน

กทม.วุ่น คลัสเตอร์ใหม่ตลาดบางแค เจอติดเชื้อ 80 คน ผู้ว่าฯอัศวินนำทีมตรวจเชิงรุกตลาดทั้งหมดย่านบางแค 1.4 พันคน ส่วนที่นครปฐมพบป่วย โควิดอีก 3 โยงตลาดบางแค สาธารณสุขจังหวัดประกาศเตือนคนที่ไปย่านบางแคให้มาตรวจด่วน ศบค.เผยไทยติดเชื้อเพิ่มอีก 78 ราย เสียชีวิตอีก 1 ราย หญิงสมุทรสาคร วัย 56 ปี มีโรคประจำตัว ทั้งเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นรายที่ 86 ที่เสียชีวิตจากโควิด ‘ธนาธร’ โต้เดือด ‘อนุทิน’ ปมจัดหาวัคซีนโควิด สับโกหกประชาชน ระบุไทยมีแผนฉีดวัคซีนปีละ 10 ล้านโดส ไม่ใช่ 50-60 ล้านโดสตามที่ อนุทินให้ข่าว เจ้าตัวแจงพัลวัน อ้างธนาธรใช้ข้อมูลเก่า แต่ตอนนี้สธ.ปรับแผนแล้ว ยันปีนี้ฉีดวัคซีนได้ 60 ล้านโดส สธ.ระบุไทยฉีดโควิด แล้ว 4.4 หมื่น

ติดเชื้ออีก 78-ตายเพิ่มราย 86

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานสถานการณ์ว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่ 78 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังและบริการ 33 ราย ผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุก 34 รายและผู้เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 11 ราย รวมติดเชื้อสะสม 26,757 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 23,844 ราย และเป็นผู้เดินทาง มาจากต่างประเทศ 2,913 ราย รักษาหายป่วยแล้ว 26,086 ราย ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 585 ราย มีผู้เสียชีวิตใหม่ 1 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 86 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิตรายที่ 86 เป็นหญิงไทยอายุ 56 ปี โรคประจำตัว เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติเดินทางและพักอาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคในจ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 15 ก.พ. มีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาวันที่ 19 ก.พ. เข้ารับการตรวจหาเชื้อ ผลยืนยันพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในเวลาต่อมา ผู้ป่วยมี อาการแย่ลงเรื่อยๆ และเสียชีวิตในวันที่ 12 มี.ค.

ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 78 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและบริการ 33 ราย พบในกรุงเทพ มหานคร 13 ราย ตาก 1 ราย อ่างทอง 1 ราย ปทุมธานี 2 ราย สมุทรสาคร 16 ราย ส่วนการคัดกรองเชิงรุก 34 ราย พบในปทุมธานี 2 ราย สมุทรสาคร 32 ราย ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 11 ราย ได้แก่ บังกลาเทศ 4 ราย ศรีลังกา สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อัฟกานิสถาน โปแลนด์ ไนจีเรีย ซิมบับเว ประเทศละ 1 ราย

สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 119,607,324 ราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 488,414 ราย อาการรุนแรง 89,376 ราย รักษาหายแล้ว 96,254,542 ราย เสียชีวิต 2,651,654 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา 29,993,423 ราย เป็นรายใหม่ 66,785 ราย 2.อินเดีย 11,368,316 ราย เป็นรายใหม่ 84,047 ราย 3.บราซิล 11,333,491 ราย เป็นรายใหม่ 27,512 ราย 4.รัสเซีย 4,370,617 ราย เป็นรายใหม่ 9,794 ราย 5.สหราชอาณาจักร 4,248,286 ราย เป็นรายใหม่ 6,609 ราย ส่วนประเทศไทยอยู่ในลำดับ 116 ของโลก

นครปฐมติดเชื้ออีก 3

วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม รายงานว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 3 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 123 ราย

สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ดังนี้ รายที่ 121 หญิงอายุ 64 ปี บ้านอยู่ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม อาชีพขายส้มตำที่กรุงเทพฯ ปัจจัยเสี่ยงคือไปตลาดบางแค กรุงเทพฯ

รายที่ 122 เป็นหญิงอายุ 63 ปี และรายที่ 123 ชายอายุ 34 ปี บ้านอยู่ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของผู้ป่วยรายที่ 121

ขณะเดียวกัน สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐมประกาศเตือนประชาชน ที่เดินทางไปตลาดบางแค ตั้งแต่วันที่ 27 กพ.-13 มีค.ให้เข้ารับการตรวจคัดกรองหาเชื้อ ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน

ตลาดบางแควุ่นติดเชื้อ 80

นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ผู้ค้าตลาดวันเดอร์ เขตบางแค มีอาการป่วย จึงไปตรวจหาเชื้อที่ร.พ. และพบว่าติดเชื้อโควิด ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. จึงสั่งปิดตลาด พร้อมกับทำความสะอาดทันที ต่อมาวันที่ 11 มี.ค. สำนักอนามัย กทม. และศูนย์บริการสาธารณสุข ในพื้นที่เขตบางแคลงพื้นที่ตรวจเชิงรุก โดยเก็บ ตัวอย่างน้ำลาย จากผู้ค้าที่ตลาดวันเดอร์ พบว่า มีผู้ติดเชื้อ 80 ราย จำนวนนี้เป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในจ.นครปฐม สาธารณสุขจังหวัดนครปฐมออกประกาศชาวนครปฐมที่เดินทางไปตลาดบางแค ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.-13 มี.ค. ไปตรวจหา การติดเชื้อได้ในทุกโรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน

กทม.ลุยตรวจเชิงรุก 1.4 พัน

ล่าสุดวันนี้สำนักอนามัย กทม. และศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่เขตบางแค ลงพื้นที่ ตรวจเชิงรุก จากผู้ค้าย่านตลาดบางแคซ้ำ อีกครั้ง ที่ตลาดสิริเศรษฐนนท์ (แสงฟ้าเก่า) ตลาดศูนย์การค้าบางแค ตลาดกิตติ ตลาดภาสม ตลาดใหม่บางแค และตลาดวันเดอร์ รวม 1,400 คน ก่อนนำตัวอย่างส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบหาเชื้อโควิด-19

สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.รายงานการค้นหาผู้ป่วยโควิดเชิงรุก พบว่ามีการตรวจเชิงรุกในโรงงาน เขตบางแค 27 แห่ง แรงงาน 3,908 ราย พบผู้ติดเชื้อจากการค้นหาเชิงรุก 10 ราย

เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหา ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่เขตบางแค โดยมีนพ.ชวินทร์ ศิรินาค รองปลัดกรุงเทพมหานคร นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ เลขานุการผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย น.ส.รุจิรา อารินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางแค และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจคัดกรอง ที่บริเวณชุมชนบ้านขิง ซอยเพชรเกษม 69 เขตบางแค

พล.ต.อ.อัศวิน เปิดเผยว่า วันนี้ กรุงเทพ มหานคร โดยสำนักอนามัย ศูนย์บริการสาธารณสุขพื้นที่ และสำนักงานเขตบางแค ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากกลุ่มผู้ค้าในตลาดคลองขวาง จำนวน 300 คน ที่ผ่านมากรุงเทพฯ ดำเนินการ ตรวจคัดกรองผู้ค้าในตลาดและกลุ่มเสี่ยง ทั้งตลาดของกรุงเทพมหานคร และตลาดเอกชนในพื้นที่เขตบางแคซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงและได้รับผลกระทบจากจ.สมุทรสาคร ที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระลอกใหม่นี้

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีมาตรการตรวจเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง และติดตามตรวจซ้ำใหม่ เนื่องจากการตรวจในครั้งแรกอาจยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อเพราะอยู่ในระยะฟักตัวของเชื้อ ขณะที่สำนักงานเขตบางแคดำเนินการตรวจและให้คำแนะนำเจ้าของตลาด ตลอดจนให้ความรู้แก่ผู้ค้าในการป้องกันและดำเนินมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง

ส่งรถฉีดพ่นฆ่าเชื้อช่วยปทุมฯ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและควบคุมโรค บริเวณลานอเนก ประสงค์ข้างห้างโลตัส สาขารังสิต (ตรงข้ามฟิวเจอร์พาร์ครังสิต) ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี พร้อมนายเวนิต วัฒนธำรงค์ รองนายกอบจ.ปทุมธานี, นายอดุลย์ มะหะหมัด ที่ปรึกษานายกอบจ.ปทุมธานี, น.ส.ทิติยา บุญประกอบ หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชุมความคืบหน้า ในการดำเนินการตรวจเชื้อโควิด-19 ของชาวปทุมธานี

โดยวันนี้มีรถฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อขนาดใหญ่มาช่วย 2 คัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก น.ส.นันทิดา แก้วบัวสาย นายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนประชาชนที่มาเข้ารับการตรวจเชื้อโควิด-19 ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและควบคุมโรคลดลงเรื่อยๆ ซึ่งทางศูนย์ส่งรถพระราชทานและทีมแพทย์ออกไปตั้งจุดตรวจยังพื้นที่ที่ประชาชนร้องขอให้ไปตรวจ พล.ต.ท.คำรณวิทย์จึงประกาศวันที่ 15 มี.ค.เตรียมย้ายศูนย์ซึ่งตั้งอยู่ที่ลานอเนกประสงค์ข้างห้างโลตัส สาขารังสิต (ตรงข้ามฟิวเจอร์พาร์ครังสิต) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี เปิดให้ประชาชนเดินไปตรวจคัดกรองโควิด-19 ได้ฟรี

นอกจากนี้ บริษัท บลูไซเอนซ์ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด มอบน้ำยาฆ่าเชื้อไดแด็ค อี 2510 จำนวน 24 ลิตร ใช้ผสมน้ำ 24,000 ลิตร เพื่อฉีดพ่นฆ่าเชื้อโควิด-19

พล.ต.ท.คำรณวิทย์กล่าวว่า ตลอดเวลา ที่ตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและควบคุมโรค บริเวณลานอเนกประสงค์ข้างห้างโลตัส สาขารังสิต เราประชุมร่วมกันพร้อมประเมินสถานการณ์ทุกวันจนสามารถคาบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว เรามีทีมออกไปฉีดพ่นฆ่าเชื้อทุกๆ ที่ทั่วจ.ปทุมธานี ถึงเวลาแล้วเราต้องย้ายศูนย์ไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 15 มี.ค. 2564 โดยรถพระราชทานจะเคลื่อนย้ายไปที่อบจ.ทั้งหมด เมื่อพี่น้องประชาชนร้องขอให้ไปตรวจคัดกรองด้วยแรพพิดและสว็อบยังจุดเสี่ยงการแพร่ระบาด เราพร้อมที่จะลงพื้นที่ไปตรวจคัดกรองโรค ทั้งฉีดพ่นนอกและในอาคาร

“ส่วนการติดเชื้อเพิ่มที่ตลาดพรพัฒน์ ซึ่งเป็น จุดเดิมที่เคยควบคุมได้แล้ว และกลับมา ระบาด ผมคิดว่าสาธารณสุขจะสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ทางเราได้รับการสนับสนุน รถฉีดพ่นละอองฝอยจากอบจ.สมุทรปราการ 2 คัน เป็นรถฉีดพ่นที่ทันสมัยที่สุด โดยจะลงฉีดพ่นในพื้นที่ต่าง 7 วัน ให้ทั่วจ.ปทุมธานี” พล.ต.ท.คำรณวิทย์กล่าว

‘ธนาธร’โต้เดือด‘อนุทิน’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงคืนวันที่ 12 มี.ค. คลับเฮาส์มีการเปิดห้อง “วัคซีนไทย ควรไปต่อหรือพอแค่นี้” ซึ่งมีการคุยในประเด็นวัคซีน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข เข้ามาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแผนการให้บริการวัคซีน ซึ่งยังเป็นไปตามเป้า ทั้งนี้แอสตราเซเนกา (AZ) คัดเลือก สยามไบโอไซเอนซ์ (SBS) เอง โดยไม่เกี่ยวรัฐบาลเพราะมีโรงงานพร้อมที่สุดในประเทศ ยืนยันฉีดวัคซีนคนไทยปีนี้ 60 ล้านโดส เริ่มเดือนมิ.ย. 5 ล้านโดส ก่อนปูพรมฉีดเดือนละ 10 ล้านโดสตั้งแต่ก.ค. ยาวไปจนถึงสิ้นปี 2564

จากนั้นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าได้เข้ามายกมือในห้อง เพื่อร่วมตอบคำถามด้วย

โดยนายธนาธรกล่าวตอนหนึ่งว่า “พอดีได้เข้ามานั่งฟัง นายอนุทินโกหกประชาชนแบบนี้ไม่ได้ การบอกว่าเอสตราเซเนกามีความพร้อมจะส่งวัคซีนได้ทันตามกำหนด ประโยคนี้มีปัญหามากๆ เพราะเมื่อปลายเดือนพ.ย. 63 แผนงานที่หน่วยงานราชการเสนอ ต่อกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ประเทศไทยจะฉีดวัคซีนตั้งแต่ปี 2021-2023 ปีละ 10 ล้านโดส ดังนั้นหมายความว่าตรงต่อเวลาคือ 2023 แล้วคนจะต้องตายกี่คน”

สับ‘เสี่ยหนู’โกหกปมวัคซีน

จากนั้นนายอนุทินพูดสวนขึ้นว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรที่รองนายกรัฐมนตรีโกหกประชาชน ผมไม่มีทางโกหกประชาชน ผมต้องทำงาน แล้วทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไป วันนี้ผมบอกได้เลยว่าทั้ง 60 ล้านโดสจะถูกฉีดภายในสิ้นปีนี้ โดยกรมควบคุมโรคได้ไปศึกษาทุกอย่างหมดแล้ว ยืนยันว่าในแต่ละเดือนสามารถฉีดวัคซีน 5 ถึง 10 ล้านโดส ฉะนั้นเราสั่ง 60 ล้านโดส เริ่มฉีดในเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป ก็จะจบในสิ้นปีนี้ และหากเราจะสั่งมาให้ประชาชนในปีหน้าก็เป็นเรื่องของปีหน้า

ฉะนั้นสิ่งที่คุณธนาธรพูดว่า เราเสนอไปว่าจะฉีดจนถึงสิ้นปี 2023 อันนั้นอาจเป็นแผนแรก แต่ตอนนี้เราเข้าถึงแล้ว เรารู้แล้วว่าเขาจะจัดส่งมาตามสัญญาที่เขามีกับเรา เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป เราก็ไปปรับแผนของเราให้ครบ 62 ล้านโดสภายในสิ้นปี ตามที่เราได้สั่งใน 2 ล็อตแรกก่อน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นเรา ก็ปรับแผนฉีดต่อไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นวัคซีนยี่ห้ออื่นที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นไปตามสิ่งที่นายธนาธรต้องการคือไม่ต้องการให้แทงม้าตัวเดียว ตนรับฟังทุกความคิดเห็นที่เข้ามาทางสาธารณะ ไม่ใช่ว่าอยู่คนละฟากกัน เป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านแล้ว จะไม่ฟังอะไรเลย สิ่งใดเป็นประโยชน์กับประชาชนก็นำมาใช้ ตนไม่ได้เป็นคนดื้อแพ่งหรือคิดถึงแต่ศักดิ์ศรี

“ผมมีความชัดเจนว่า แผนการฉีดวัคซีนวันนี้เป็นแบบนี้ แล้วก็ไม่รู้จะตอบคำถามผู้ตั้งคำถามอย่างไรว่า เราต้องฉีดวัคซีนถึงปี 2023 แล้วมันจะช้าหรือไม่ช้า ก็ต้องบอกว่าตอนนี้สิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบและทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้คือตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป จะต้องฉีดให้ได้ 5 ถึง 10 ล้านโดสจนครบ 61 ล้านโดส และระหว่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการซื้อเพิ่ม ฉีดเพิ่ม ก็ยังมีเวลาพิจารณาตัดสินใจตามสถานการณ์ไปเรื่อยๆ” นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นมีการถกเถียงกันในเรื่องของวัคซีน โดยนายอนุทินกล่าวว่า “ผมเข้ามาชี้แจง ไม่ได้มาต่อล้อต่อเถียงกับใคร สิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้เกิดขึ้นให้ได้คือตั้งแต่เดือนมิ.ย. ต้องฉีดให้ได้ 5 ล้านโดส จากนั้น ก.ค.เดือนละ 10 ล้านโดส จนครบ 62 ล้านโดส ซึ่งจะฉีดเพิ่ม ซื้อเพิ่มยังมีเวลาพิจารณา”

หลังจากนั้นนายอนุทินได้กดออกจากห้องไป ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า นายอนุทินตอบคำถามยังไม่เคลียร์เท่าใดนัก

โดยผู้ร่วมสนทนากล่าวบ่นว่า นายอนุทินออกไปแล้ว กำลังจะสอบถามเรื่องเฟกนิวส์ ที่ว่าสหรัฐรับรองวัคซีนแอสตราเซเนกา

‘อนุทิน’ยันไม่ได้โกหก

ต่อมานายอนุทินโพสต์ชี้แจงผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมรับฟังการสนทนาเรื่องวัคซีนใน คลับเฮาส์ การสนทนาจากหลายมุมมอง ทำให้ได้รับแง่คิดดีๆ เยอะ มีคำถามหลายคำถาม ที่ตอบ ชี้แจง เล่าถึงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข กว่าจะได้วัคซีนมา และวางแผนจะฉีดวัคซีนกันอย่างไร ให้เกิดความเข้าใจ กันได้พอสมควร บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ให้เกียรติต่อกัน และพยายามหลีกเลี่ยงประเด็น การเมืองซึ่งไม่เกี่ยวกับวัคซีน แม้จะมีบางคนจะโยงไปเรื่องการเมือง ผู้จัดการสนทนา ก็พยายามแนะนำตักเตือนให้เข้าประเด็นวัคซีน

นายอนุทินระบุต่อว่า บรรยากาศมาเสียตอนที่นายธนาธรเข้ามาแล้วก็เริ่มต้นสนทนาด้วยการกล่าวว่า “คุณอนุทิน ต้องพูดความจริง อย่าโกหกประชาชน” แล้วก็ยกแผนงาน การฉีดวัคซีนที่กรมควบคุมโรคเคยนำไปชี้แจง ต่อกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อพ.ย.ปีที่แล้วว่าประเทศไทยจะฉีดวัคซีนเสร็จสิ้นในปี 2566 มาเป็นหลักฐานว่า ที่เคยพูดว่าแอสตราเซเนกามีความพร้อม ที่จะส่งวัคซีนให้เรา และกระทรวงสาธารณสุขพร้อมจะฉีดวัคซีนให้คนไทยได้เสร็จภายในปี 2564 เป็นเรื่องที่โกหกประชาชน

“ผมไม่รู้ว่าคุณธนาธรได้ฟังการสนทนา มาก่อนหรือเปล่า จู่ๆจึงตั้งข้อกล่าวหาว่า ผมโกหกประชาชน เป็นข้อกล่าวหาที่ใหญ่มาก ผมจึงต้องสวนไปทันทีว่า ผมไม่มีทางโกหกประชาชน ผมต้องทำงานแล้วทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไป วันนี้ผมบอกได้เลยว่าทั้ง 60 ล้านโดสจะถูกฉีดภายในสิ้นปีนี้ โดยกรมควบคุมโรคไปศึกษาทุกอย่างหมดแล้ว ยืนยันว่าสามารถขยายกำลังฉีดวัคซีนแต่ละเดือน ได้ 5-10 ล้านโดส ฉะนั้นเราสั่ง 60 ล้านโดส เริ่มฉีดในเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป ก็จะจบในสิ้นปีนี้ และหากเราจะสั่งมาให้ประชาชนในปีหน้า ก็เป็นเรื่องของปีหน้า”

ชี้เป็นข้อมูลเก่า-ปรับแผนแล้ว

รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข เผยว่า ในกระทรวงสาธารณสุขไม่มีใครใช้แผนการฉีดวัคซีนที่นายธนาธรนำมากล่าวอ้างอีกแล้ว การทำงานเพื่อควบคุมโรค การบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ต้องปรับไปตามสถานการณ์ ถ้าไม่ติดตามข้อมูล ถ้ายึดถือข้อมูลเก่า ก็จะตาม สถานการณ์ไม่ทัน แผนงานการฉีดวัคซีนฉบับปัจจุบันที่กระทรวงสาธารณสุขทำและใช้เป็นแผนแม่บท คือตั้งแต่มิ.ย. เราจะฉีดวัคซีน ได้เดือนละ 10 ล้านโดส และคาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะฉีดวัคซีนได้ 60 ล้านโดส หรือ 30 ล้านคน ตามเป้าหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแถลงหลายครั้งแล้ว

ทั้งนี้การสนทนาในเวทีสาธารณะ ไม่ว่า จะต้องการผลทางการเมือง หรือสร้างความนิยมส่วนตัวก็ตาม ควรจะต้องเคารพทุกคนที่กำลังสนทนา และฟังการสนทนาด้วย และไม่ใช่จะกล่าวหาใคร ด้วยข้อมูลเก่า ข้อมูลเท็จ โดยไม่รับผิดชอบก็ได้ ส่วนตัวไม่อยากโต้เถียงกับใครให้บรรยากาศในห้องสนทนาต้องเสียไป จึงเลือกที่จะออกจากห้องสนทนาเพื่อไม่ให้หัวข้อสนทนาต้องเปลี่ยนเป็นวัคซีนการเมือง

“แม้จะเสียมารยาทที่ออกมาโดยไม่ได้ร่ำลา แต่ก็ดีกว่าเสียมารยาทที่ทำให้ผู้อื่นต้องทนฟังสิ่งที่เป็นความเท็จ และเสียโอกาสที่จะได้รับฟัง การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขอย่าง ต่อเนื่อง ผมยืนยันว่าผมไม่ได้โกหกประชาชน และไม่เคยใช้วัคซีนเป็นประเด็นการเมือง”

ธนาธรชี้สับสนไทม์ไลน์

ขณะที่นายธนาธรโพสต์ข้อความแสดงความเห็นระบุว่า “ผมไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินสับสนไทม์ไลน์เอง หรือตั้งใจบิดเบือนประเด็น มาบอกว่าผมโกหกประชาชน ทั้งที่ตัวเองกำลังโกหกคำโตอยู่ พอดีเมื่อคืนผมเห็นว่ามีห้องคลับเฮาส์ที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องวัคซีนโควิด เลยกดเข้าไปฟังโดยไม่ได้ตระหนัก แต่แรกว่ามีคุณอนุทินอยู่ในห้องด้วย และเมื่อผู้ดำเนินรายการเชิญให้ผมขึ้นพูด ผมก็ปฏิเสธและขอฟังคนอื่นพูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปก่อน เนื่องจากผมเองก็กำลังทานอาหารอยู่ด้วย

ผู้ดำเนินรายการจึงถามคุณอนุทินว่า ทำไมเราเลือกไลเซนส์ AstraZeneca ให้แก่ Siam Bioscience เป็นผู้ผลิต?” และ “ทำไมเราถึงต้องเลือกบริษัท Siam Bioscience ด้วย?” เมื่อผมฟังคำตอบของคุณอนุทินแล้ว ผมยังยืนยันว่า คุณอนุทินไม่ได้พูดความจริงกับประชาชน โดย

1.ประโยคที่ว่า AstraZeneca มีความพร้อมที่จะส่งมอบวัคซีนตามกำหนด หรือที่คุณอนุทิน พูดว่า “สอดคล้องกับเวลาที่เราต้องการ” นั้นมีปัญหาแน่ๆ เพราะเมื่อ 26 พ.ย. 2563 เอกสารกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ชี้แจงในชั้นกมธ. ยังบอกเองว่าจะมีไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนในประเทศไทยจนถึงปี 2566 หรืออีก 3 ปี หลังจากนี้จึงจะฉีดได้ประมาณ 50% ของประชากร หมายความว่าฉีด 50% ได้ภายในปลายปี 2566 หรืออีก 3 ปีหลังจากนี้ เรียกว่าตรงต่อเวลาที่เราต้องการหรือ?

คุณอนุทินยังมาโพสต์ตามหลังอีกว่า ผมโกหกประชาชนโดยใช้แผนไทม์ไลน์เก่า ตอนนี้ปรับใหม่แล้ว ปัญหาคือรัฐบาลเพิ่งประกาศแผนใหม่เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2564 (หรือเมื่อ 67 วันที่แล้วเอง) ให้ฉีดได้เพียง 50% ของประชากรภายในสิ้นปี 2564 แต่ประเด็นใหญ่คือแผนเดิมของรัฐบาล ที่บอกว่า AstraZeneca จะส่งมอบวัคซีนปี 2564 ได้แค่ 16 ล้านโดส และปี 2565 อีก 10 ล้านโดส แล้วจะบอกว่าตรงกับความต้องการเวลาส่งมอบ ซึ่งเพิ่งมาเปลี่ยนเป็นส่งมอบทั้ง 26 ล้านโดสภายในปีนี้ได้อย่างไร?!?

สรุปแล้ว ที่คุณอนุทินชี้แจงว่าตอนดีลกันเมื่อปีก่อน แล้วบอกว่าเขาจะส่งมอบวัคซีนให้ “สอดคล้องกับเวลาที่เราต้องการ” นี่คือไทม์ไลน์ไหนกันแน่ ไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินตั้งใจบิดเบือนประเด็นที่ผมคุย หรือคุณแอบสับสนเองหรือเปล่า? การปรับเปลี่ยนแผนทีหลังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ตอนเซ็นสัญญานี่ยังเป็นแผนเดิมคือฉีด 50% ภายในปลายปี 2566 (ซึ่งช้ามากๆ ประชาชนคนทำมาหากินเขารอไม่ได้แน่ๆ) แล้วค่อยมาปรับแผนทีหลัง แล้วจะมาบอกว่าผมโกหกได้อย่างไร? ก็ในเมื่อตอนดีลคุณดีลอยู่บนไทม์ไลน์นี้

2.คุณอนุทินบอกว่ารัฐบาลไทยไม่ได้เป็นคนเลือก Siam Bioscience แต่เพราะเราทำสัญญากับ AstraZeneca ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีน และคัดเลือก Siam Bioscience ให้เป็นผู้ผลิตในประเทศไทยเอง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นโรงงานที่มี ความพร้อมที่สุด ไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลไทย เราไม่ได้มีสัญญาอะไรกับ Siam Bioscience แต่จากร่องรอยเอกสารราชการทั้งหมด ที่มี บ่งชี้ไปว่ารัฐบาลไทยเริ่มกระบวนการให้การสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินไปช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทเอกชนแห่งนี้อย่างน้อย 6 ร้อยล้านบาท ตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 ก่อนที่จะมีการลงนาม 4 ฝ่ายใน Letter of Intent เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2563 เพื่อจัดหาวัคซีน AstraZeneca ให้แก่รัฐบาลเสียด้วย แล้วคุณอนุทินจะมาบอกว่าการตั้ง Siam Bioscience ให้เป็นผู้ผลิตในประเทศไทย เป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของ AstraZeneca ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร!?! สุดท้าย ผมยังยืนยันคำเดิม “คุณอนุทินโกหกประชาชนแบบนี้ไม่ได้ นะครับ”

ไทยฉีดวัคซีนแล้ว 4.4 หมื่น

วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า ผลการฉีดวัคซีนโควิดของซิโนแวคตั้งแต่ วันที่ 28 ก.พ.-12 มี.ค. ฉีดแล้ว 44,409 คน อาการไม่พึงประสงค์ที่รายงานส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ส่วนที่รุนแรงให้คณะกรรมการตรวจสอบแล้วยังไม่พบรายใดที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน การฉีดวัคซีนใน 13 จังหวัดภาพรวมถือว่าเร็วกว่าเป้าหมาย หลายจังหวัดฉีดครบแล้วใน 2 สัปดาห์กว่าๆ เหลือสมุทรสาครและกทม. ที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้น คาดว่าจะฉีดได้ตามเป้าหมายในสัปดาห์หน้า

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ส่วนการชะลอฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกาในหลายประเทศและไทย หลังยุโรปพบอาการลิ่มเลือดอุดตันหลังรับวัคซีน ขณะนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้นว่าอาการลิ่มเลือดอุดตันไม่น่าจะเกิดจากวัคซีน สธ.กำลังรวบรวมข้อมูลและดูข้อมูลทางการจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสรุปข้อมูลได้ในช่วงสัปดาห์หน้า หากไม่มีปัญหาอะไรก็จะเริ่มฉีดวัคซีนตามแผน ต่อไป

นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีมีบางคน นำข้อมูลที่บอกว่ากรมควบคุมโรคได้เสนอต่อกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อปลายปี 2563 ว่าจะมีการฉีดวัคซีนครบถ้วนในปี 2566 ขอชี้แจงว่าปลายปี 2563 เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่มีการนำวัคซีนมาใช้ การวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย ป้องกันโรคได้หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิเคราะห์ว่า กว่าวัคซีน จะมีใช้คงใช้เวลาอีกหลายปี จึงจัดทำแผนเตรียมการฉีดวัคซีนเป็นกรอบกว้างๆ ตามข้อมูล ที่มีในขณะนั้น แต่ต่อมา ครม.เห็นชอบและอนุมัติตามที่ สธ.ได้จองซื้อวัคซีนของแอสตราเซเนกา 26 ล้านโดส ทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2563 จึงได้ปรับแผนการฉีดวัคซีนใหม่

ยันฉีด 63 ล้านโดสเสร็จปีนี้

“จะเห็นว่าแม้แต่ในต้นมี.ค. 2564 การวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เสร็จ การใช้ขณะนี้เป็นการใช้ภายใต้ภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นการปรับแผนการฉีดวัคซีนจะต้องปรับเป็นระยะให้มีความสอดคล้อง เช่นเรามีการระบาดที่สมุทรสาคร ปทุมธานี กทม. และปริมณฑล จึงนำวัคซีนของซิโนแวคเข้ามา 2 ล้านโดสอย่างเร่งด่วน และซื้อวัคซีนจากแอสตราฯ เพิ่มอีก 35 ล้านโดส ดังนั้นจึงปรับแผนฉีดวัคซีนใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเร็วขึ้น คือฉีด 63 ล้านโดส เสร็จภายในปี 2564 ซึ่งแผนนี้ ผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครม.และ ศบค.มีการแถลงต่อประชาชนและสื่อมวลชน คิดว่า ส่วนใหญ่ก็ทราบดีอยู่แล้ว” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวว่า ผู้ที่ชอบอ้างว่าข้อมูลเก่านี้ว่าเราฉีดวัคซีนให้ประชาชนล่าช้า จึงไม่ตรง กับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ย้ำว่าการนำข้อมูลเก่าไม่ตรงข้อเท็จจริงมาเสนอประชาชน จะก่อให้เกิดความสับสนและทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก การต่อสู้กับเชื้อโรคที่ยากลำบากแล้วนั้นยังต้องมาต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่จริง ไม่ตรงกับสถานการณ์ ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการจงใจหรือไม่ แต่ส่งผลกับความเชื่อมั่นลดทอนความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้คนทำงานประสบความยากลำบากในการทำงานมากยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน