พท.ซัดตู่-เบี้ยวแก้รธน.
ปชป.หนุนโหวตวาระ3
เพื่อไทยโวย ‘วิษณุ’ ส่งสัญญาณโหวตคว่ำร่างแก้รธน. วาระ 3 ย้อนคำ ‘บิ๊กตู่’ โกหกกลางสภาเบี้ยวแก้รธน. กระทุ้งพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ‘ภูมิธรรม’ ประกาศลุยต่อรณรงค์โหวตยกเลิกฉบับ 60 ปชป.ยันโหวตให้ผ่านวาระ 3 แน่ แต่ถอนตัวหรือไม่ เป็นคนละเรื่อง ‘วันชัย’ เชื่อร่างแก้ไขแท้งแน่ แนะปิดสวิตช์ส.ว. เปิดรู หายใจ ป้องกันระเบิดทางการเมือง ‘เทพไท’ ยื่นร้องกกต. ยุบพลังประชารัฐ อ้างส.ส.-กก.บห.พรรคแถลงข่าวใส่ร้าย กรณีเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช
พท.ซัดวิษณุส่งสัญญาณคว่ำรธน.
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. เพื่อไทย ในฐานะกมธ.พิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับเพิ่มเติม กล่าวถึงการให้ความเห็นเกี่ยวกับการโหวตในญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ว่า ชัดเจนว่าความตั้งใจจริงของรัฐบาลไม่ต้องการแก้ไขตั้งแต่ต้น เพราะในส่วน ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา ชัดเจนว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายนี้ การออกมาของนายวิษณุ จึงเป็น การพยายามตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการเป็นปัจจัยหลัก ไม่ได้ยึดในแนวทางกฎหมาย เป็นไปตามทฤษฎีสมคบคิดเพื่อปกป้องอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม มากกว่า ปกป้องประโยชน์ของประชาชน
ตู่โกหกกลางสภา-จี้พรรคร่วมถอนตัว
การออกมาของนายวิษณุจึงเป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลโดยตรงไปยังเครือข่ายของ คณะยึดอำนาจ ให้คว่ำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชนที่โกหกประชาชนมาโดยตลอด แม้ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์จะพูดกลางสภา เมื่อครั้งการแถลงแนวนโยบายแห่งรัฐว่าจะเร่งศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นการโกหกประชาชนกลางสภา เช่นกัน
ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล คงต้องถามว่า ยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ของพรรคก่อน เข้าร่วมรัฐบาล ว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการตั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมครั้งนั้นเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ดูดี เพราะหากยังคงร่วมรัฐบาลก็เท่ากับว่าพรรคร่วมรัฐบาลยึดติดกับตำแหน่งทางการเมือง และพร้อมหักหลังประชาชน หากยังอยู่ร่วมรัฐบาลก็เท่ากับพร้อมร่วมโกหกประชาชน และยึดติดเก้าอี้เสนาบดีมากกว่า ผลประโยชน์ของประชาชน
ชัดเจนรัฐบาลไม่จริงใจ
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลฯ เพื่อไทย โฆษกกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เผยว่า กรณีนายวิษณุให้ความเห็นให้สมาชิกรัฐสภาลงมติคว่ำญัตติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ชัดเจน ว่าเป็นการส่งสัญญาณมาจากรัฐบาลโดยตรง เพราะไม่มีความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น ที่นายวิษณุกลัวจะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าผิดขั้นตอนและขัดรัฐธรรมนูญ เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนความกลัว เพราะหากคิดแบบนั้นประเทศก็ไม่ต้องคิดที่จะแก้ไขอะไร ทั้งๆ ที่นายวิษณุทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนเต็มไปหมด แต่เมื่อรัฐบาล ได้ประโยชน์ก็ไม่ต้องการแก้ แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศกลางสภาว่ารัฐบาลสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นนโยบาย ถึงวันนี้หากเป็นไปตามที่นายวิษณุพูด ก็เท่ากับว่ารัฐบาลไม่จริงใจตั้งแต่ต้น การพูดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็พูดเพื่อให้ตัวเองดูดีและให้ผ่านไป สุดท้ายขอให้ประชาชนตัดสินใจ ดูว่าใครเป็นคนร้าย ใครเป็นโจรในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ยันต้องเดินหน้าโหวตวาระ 3
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วย ต่อให้อธิบายเหตุและผลอย่างไรก็ไม่รับฟัง ส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเก่าๆ ที่ได้รับประโยชน์จากอำนาจเผด็จการมาตลอด ในขณะที่กลุ่ม ที่อยากแก้ไขมีแนวร่วมเพิ่มขึ้นทั้งจากแวดวงนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นประเทศดีขึ้น
ในการโหวตวาระ 3 ต้องเดินหน้าต่อไปเพราะผ่านขั้นตอนรัฐสภามาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้โหวตวาระ 3 ดังนั้นรัฐสภาจำเป็นต้องเดินหน้า ส่วนที่จะคว่ำหรือไม่คว่ำก็ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนตัดสินใจ แม้ส.ส. ทั้งสภาโหวตผ่านแต่หากส.ว.ไม่เอาด้วย ญัตตินี้ ตกเช่นกัน การไปเริ่มใหม่ก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะผู้มีอำนาจไม่อยากให้แก้
จับตาพรรคไหนหลอกปชช.
นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันว่ารัฐสภามีอำนาจโหวตวาระ 3 เป็นไปตามญัตติ เพราะญัตติที่เรายื่นในรัฐสภา เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 เราถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจ ของรัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยการโหวตวาระ 3 ที่ยังค้างอยู่ ในกระบวนการดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของรัฐสภา ไม่ควรมีใครขัดขวางให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น ต้นตอของปัญหาประเทศต้องหยุดชะงัก หรือยื้อเวลาออกไป
ขอเรียกร้องให้ประชาชนจับตาดูพรรค ที่เสนอนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญตอน หาเสียงเลือกตั้งว่าจะมีท่าทีอย่างไร ในเมื่อประเด็นนี้ถูกจัดให้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการร่วมรัฐบาลของบางพรรค ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ นำเสนอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญ เร่งด่วนของรัฐบาล ดังนั้นถ้าพรรคร่วมรัฐบาลไม่ยอมยกมือโหวตผ่านวาระ 3 ย่อมเป็นการพิสูจน์ถึงความจริงใจของรัฐบาล ที่สะท้อน ให้เห็นความไม่จริงใจ ความหลอกลวงประชาชน อย่างชัดเจนที่กระทำมาโดยต่อเนื่อง
รณรงค์โหวตยกเลิกฉบับ 60
จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เสียก่อน เมื่อถึงลำดับต่อไปเราจะเสนอให้ดำเนินการผลักดันต่อ โดยรณรงค์โหวตเพื่อพิจารณาให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 และให้ประชาชนใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยผ่านประชามติ เราถือว่าคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ คือการยืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ดังนั้นประชาชนสามารถมีสิทธิแก้ไขหรือเสนอทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยปราศจาก การสกัดกั้นหรือขัดขวางใดๆ
การเมืองดีต้องมาจากรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหา อยู่บนหลักการประชาธิปไตย ซึ่งให้คุณค่า กับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ เราต้องไม่ยินยอมให้กลุ่มผู้มีอำนาจที่ใช้เสื้อคลุม ประชาธิปไตย อ้างรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้คุณค่าต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สนใจ ต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ถ่วงเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยืดเวลาครองอำนาจของกลุ่มตนให้ยาวนานได้อีกต่อไป
ปชป.ลั่นมีวุฒิภาวะ-ไม่ต้องจี้
นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวกรณีฝ่ายค้านจี้ให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล หากรัฐธรมนูญไม่ได้รับการแก้ไขว่า ที่จริงเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขหลักที่ ปชป.พูดคุยตั้งแต่การเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้น พรรคต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันให้มีการแก้ไข และที่ปชป.เรียกร้องให้มีการแก้ไข ไม่ได้เรียกร้องเพื่อประโยชน์ของปชป.เอง แต่เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ที่ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล แต่เรื่องอื่นก็ยังมีความจำเป็นต่อแนวทางการแก้ปัญหาของบ้านเมืองอยู่
เชื่อในเจตนาดีของทุกฝ่ายที่ยังเคารพ ข้อตกลงที่จะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วิธีการแก้ไขอาจมีหลายวิธีก็ต้องมาคุยกัน และทั้งหมดก็ต้องมาดูว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีหลักอย่างไร แต่ไม่ใช่เบี่ยงเบนประเด็นคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งยังสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ และผู้ใหญ่ในพรรคก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าคนที่พรรคส่ง ไปเป็นกมธ.พิจารณาเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น และเบื้องต้นเราไม่รับรัฐธรรมนูญ 2560 อยู่แล้ว เพราะยังมีข้อบกพร่อง แต่ปัญหาคือต้องดูว่าเรื่องใดเป็นเรื่องหลัก เรื่องใดเป็นเรื่องรอง
“ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องมาจี้ เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร และจะมาพูดล่วงหน้าไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ ประชาธิปัตย์เรามีวุฒิภาวะไม่ต้อง มีใครมาจี้ มาบอก ถึงเวลาตัดสินใจเอง ซึ่งก็เคย ทำมาแล้ว” นายนิพนธ์กล่าว
อ้างคนละเรื่องกับแก้รธน.
ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกปชป. กล่าวว่า ต้องแยกประเด็นกัน การจะถอนตัวหรือไม่เป็นคนละส่วนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้การโหวตวาระ 3 ยังไม่ทราบขั้นตอนจะไปถึงไหน และพรรคยืนยันมีเจตนาตั้งแต่เริ่มต้นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชา ธิปไตยมากขึ้น หากที่ประชุมจะลงมติวาระ 3 วันที่ 17-18 มี.ค. เราต้องลงมติให้ผ่าน แต่วันที่ 17-18 มี.ค. ต้องดูในที่ประชุมอีกครั้งจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบาง
หากมีการลงมติเรายืนยันผลักดันให้แก้ไข โดยไม่มีความกังวลว่าจะมีใครไปร้องดำเนินคดี เพราะเป็นการใช้สิทธิสมาชิกรัฐสภา จึงไม่อยาก ให้ฝ่ายค้านมองการแก้รัฐรรมนูญเป็นเรื่องอื่น หากมองเป็นเรื่องการเมืองก็ไม่สมเหตุสมผล เมื่อถามว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านวาระ3 ปชป.ควรดำเนินการอย่างไร นายราเมศกล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรค ที่มีสิทธิ์จะตัดสินใจทำสิ่งใดบ้าง แต่ขอให้ผ่านวาระ3 ไปก่อน อย่าสมมติ ปัญหาอนาคตเพื่อเอาคำตอบปัจจุบัน
ไพบูลย์ยันไม่ให้ผ่านวาระ 3
นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนของนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ในตุลาการเสียงข้างมาก 8 ราย มีส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยส่วนตนที่ระบุ รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ไม่อาจใช้อำนาจนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือโอนอำนาจการแก้ไขไปให้องค์กรอื่นเป็นผู้กระทำการแทน โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง อาจแต่งตั้ง กมธ.หรือ ส.ส.ร.ก็ได้ แต่มิใช่มอบอำนาจให้ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เด็ดขาดจากรัฐสภา เพราะที่มา ส.ส.ร.แม้เป็นอย่างเดียวกับการได้มาซึ่ง ส.ส.แต่ ส.ส.ร.ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐสภา เมื่อมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรงมาทำหน้าที่เดียวกันอีก
จากคำวินิจฉัยส่วนตนนี้ชี้ชัดเจนว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระ 2 รอลงมติวาระที่ 3 ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ บัญญัติให้รัฐสภามอบอำนาจให้ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำเนินการอย่างเป็นอิสระเด็ดขาดจากรัฐสภา จึงเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อคำวินิจฉัย ส่วนตนของนายทวีเกียรติ ตนจึงไม่สามารถโหวตเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่รอพิจารณา วาระ 3 ที่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้
สว.ชัวร์รธน.แท้ง-ร่างใหม่ก็ยาก
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ว่า ตนมองข้ามช็อตไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปนี้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก และยากมากถึงขั้นแก้ไม่ได้ เพราะจากคำวินิจฉัยถ้าจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเริ่มดำเนินการ ครั้งที่ 2 ผ่านวาระ 3 แล้ว และครั้งสุดท้ายหลังจากที่ทำรัฐธรรมนูญ เสร็จ แค่คิดก็คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งงบประมาณและสถานการณ์ที่จะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง ว่าจะโกลาหล อลหม่านขนาดไหน และบอกได้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างท่ออยู่นั้น ก็คงจะแท้งแน่นอน
ไปๆ มาๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่คงไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่เหลือนี้ ประกอบกับสถานการณ์ของพรรคการเมืองที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันก็ไม่เอื้อ ต่อการที่จะแก้ไข การแก้ทั้งฉบับจะเกิด โดยการผลักดัน เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และประชาชน บางคนบอกว่าให้แก้รายมาตราจะง่ายและเร็วกว่า พวกนี้โลกสวย เท่าที่ปรากฏรายมาตราที่สำคัญๆ ที่จะขอแก้ แต่ละพรรคก็ยังเห็น ไม่ตรงกัน เช่น เลือกตั้งบัตรใบเดียว บัตรสองใบ ตัดอำนาจส.ว. หรือแก้ไขกระบวนการทำกฎหมายปฏิรูป แต่ละเรื่องต้องเป็นการเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายค้านด้วยกันเอง พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ส.ว.และรัฐบาล แล้วจะเป็นไปในทางเดียวกันได้หรือไม่ แค่จะเริ่มต้นก็ไม่มีทางที่จะทำได้ ในที่สุดคงจะ เลิกๆ กันไปจนกว่าจะสิ้นวาระของทุกฝ่าย
แนะเปิดรูระบาย-ปิดสวิตช์ส.ว.
ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ก็คงจะอึดอัดอึมครึม แล้วไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาปะทุหรือเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุที่คาดไม่ถึงจะเกิดขึ้น ตนว่าผู้มีอำนาจควรชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และเป็นการลดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เช่น เรื่องตัดอำนาจส.ว. โหวตนายกฯ อย่างนี้ เชื่อว่าจะได้ใจจากทุกฝ่ายและได้คะแนนเต็มๆ นำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ ลดความตึงเครียดไปได้บ้าง มีรูระบายให้หายใจ ป้องกัน ระเบิดทางการเมือง
วิปวุฒิถกท่าทีก่อนโหวตวาระ 3
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.ให้สัมภาษณ์ กรณีนายวิษณุ ระบุทางออกให้งดออกเสียง ในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 3 ว่า คงต้อง รอหารือกันก่อน ซึ่งจะประชุมวิปวุฒิสภาวันที่ 15 มี.ค. ตอนนี้มีคนออกมาพูดหลายแง่มุม ยังไม่รู้ว่าจะมีการโหวตหรือไม่ ส.ว.ต้องรอหารือและดูแนวทางที่ดีที่สุด ขอให้รอศาลรัฐธรรมนูญส่งคำวินิจฉัยกลางที่จะระบุเหตุผล มากกว่านี้ออกมาก่อน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือยังไม่ควรโหตวาระ 3 พอคำวินิจฉัยกลางมาค่อยดูว่าฝ่ายกฎหมายของสภาจะตีความได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ หากมีการโหวตวาระที่ 3 แล้วมีคนร้องต่อป.ป.ช. เอาผิด ส.ส. กับ ส.ว.ที่ร่วมโหวตคว่ำ พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องคิดว่าจะโหวตหรือไม่โหวต และในวันที่ 17 มี.ค.นี้ ที่จะเปิดสมัยวิสามัญต้องคุยกัน คิดว่าต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลขึ้นมาแล้วอาจได้ข้อสรุปว่ายังไม่ลงมติให้เลื่อน ไปก่อน เพื่อรอคำวินิจฉัยกลางดีที่สุด จากนั้นค่อยมาดูคำว่า “ก่อน” เพราะเป็นคำที่ทำให้คนตีความกันยาก ประเด็นที่ว่าจะโหวตหรือไม่ยังเป็นประเด็นที่ไกลเกินจะพูดถึง วันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ยังมีกฎหมายที่ค้างอยู่อีกหลายฉบับก็ต้องใช้เวลาไปวันกว่าอยู่แล้ว
อ้างคำวินิจฉัยไม่ให้อำนาจสสร.
เมื่อถามถึงกระแสข่าว ส.ว.จะคว่ำวาระที่ 3 เพราะกลัวส.ส.ร.แตะหมวด 1 หมวด 2 พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ส.ว.ไม่ได้ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้าสภาเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ร่างฝ่ายรัฐบาลเขียนว่าไม่ให้แก้หมวด 1 หมวด 2 ส.ว.ไม่ใช่คนริเริ่ม เรื่องนี้อยู่ในร่างแก้ไขที่จะเข้าสภาโหวตในวาระ 3 นี้ด้วย ในส่วนของฝ่ายค้านไม่ได้กำหนดเรื่องนี้
เมื่อถามย้ำถึงกระแสข่าวที่ส.ว.ไม่เอาส.ส.ร. เหมือนส่งสัญญาณกลัวการเปลี่ยนแปลง พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ส.ว.มี 250 คน ก็คงมี 2 หรือ 3 คนที่คิดแบบนั้น แต่ตอนโหวตให้มี ส.ส.ร. 200 คน ในที่ประชุมกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ส.ว.ส่วนใหญ่ก็โหวตเห็นด้วย แต่ตอนนี้ประเด็นอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของสภา หลังจากทำประชามติแล้ว ไปยกอำนาจนี้ให้กับคนอื่นไม่ได้ คือคำวินิจฉัย 1 คน ใน 9 คน สภาต้องสร้างกรรมการขึ้นมายกร่างเอง ประเด็นก็อยู่ตรงนี้
เทพไทยื่นกกต.ยุบพปชร.
เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช แถลงว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนไปยื่น กกต.ให้พิจารณาการกระทำผิดของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จากกรณีการเลือกตั้งซ่อมสส.ส.ขต 3 นครศรีฯ และมีสมาชิก พปชร.กลุ่มหนึ่ง นำโดย นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีฯ นายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง รองหัวหน้า พปชร. ร่วมแถลงข่าวกล่าวหาว่าการเลือกตั้งเขต 3 นครศรีฯ ไม่ใช่การเลือกตั้งซ่อม เพราะส.ส.คนเดิมถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากทุจริตการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะส่งผู้สมัครแข่งขัน และถ้าเป็น พปชร. คงไม่ส่งผู้สมัคร รวมทั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา พปชร.ได้คะแนน เป็นอันดับสอง จึงเป็นความชอบธรรมที่จะส่งผู้สมัคร เพราะถ้าไม่มีการทุจริตการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเกิดขึ้น พปชร.ก็ได้เป็นส.ส.ไปแล้ว และจะทำให้ได้ส.ส.นครศรีฯ 4 ต่อ 4 เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนโครงการคนละครึ่ง
นอกจากนั้น ยังมีการแถลงเปิดตัว นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ วันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น มีสมาชิก พปชร.หลายคนร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งนายสายัณห์ และนายนิพันธ์ และการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 24 มี.ค. 2562 ปชป.ไม่ได้ทุจริตการเลือกตั้ง ดังนั้น การแถลงข่าวของสมาชิก พปชร.ที่เป็นเท็จ มีผลต่อคะแนนนิยมของ ปชป.และนายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ การแถลงข่าวถือว่านายนิพันธ์ ซึ่งเป็น กก.บห.พรรครับรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ท้วงติงหรือทัดทาน ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 22 กำหนดไว้หาก กก.บห.พรรครับรู้การกระทำแล้ว ไม่ทัดทาน ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค
โต้ขี้แพ้ชวนตี
ตนจึงต้องการให้ กกต.พิจารณาดำเนินการต่อผู้กระทำผิด คือ นายสายัณห์ นายนิพันธ์ และนายอาญาสิทธิ์ ที่ร่วมกันใส่ร้ายพรรคอื่น เพราะมีโทษถึงยุบพรรค และขอให้กกต.พิจารณาการกระทำความผิดของสมาชิกและ กก.บห.พปชร.ว่าเข้าข่ายความผิดถึงขั้นยุบพรรค หรือไม่ เรื่องนี้ไม่น่าจะใช้เวลานาน เพราะทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพียง กกต.ขอสื่อมวลชนที่เสนอข่าวถอดเทปก็จะทราบความจริง ยืนยันว่าการยื่น กกต.ครั้งนี้ไม่ใช่เกิดจากอารมณ์ค้าง ที่น้องชายแพ้เลือกตั้ง เพราะการการะทำของสมาชิก พปชร.เกิดก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง หากยื่นร้องก่อนการเลือกตั้งก็จะเกิดข้อครหาว่าทำลายคะแนนเสียงของคู่แข่ง และถ้าจะยื่นหลังเลือกตั้งก็จะเกิดข้อครหาอีกว่า ขัดขวางไม่ให้รับรองผลการเลือกตั้ง จึงมายื่นหลังจากที่นายอาณาสิทธิ์ ได้รับรองจากกกต.แล้ว จึงไม่ใช่การกระทำที่ขี้แพ้ชวนตี แต่ต้องการทำให้ความจริงปรากฏ
เมื่อถามว่าการที่ยื่นร้องยุบพปชร.จะทำให้กระทบต่อการร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายเทพไทกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะเป็นการกระทำของสมาชิกพรรค และการเลือกตั้งก็คนละเรื่อง กับการร่วมรัฐบาล ตนสามารถร้องต่อกกต.ได้ ตนยึดคำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้า พปชร. ที่พูดว่าประชาธิปไตยไม่เกี่ยวกับมารยาททางการเมือง จึงยื่นต่อกกต.เพื่อให้เกิดความชัดเจน ซึ่งฝ่ายกฎหมายของพรรคทราบแล้ว