พปชร.เย้ย-เพื่อไทยแฉกลับ
แผนยื้อผ่านพรบ.ประชามติ

พปชร.เย้ยฝ่ายค้าน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ต้องใช้เวลาหลายปี แค่ขั้นตอนเสนอญัตติก็ต้องรอ พ.ร.บ.ประชามติ ประกาศใช้ก่อน แนะแก้แบบรายมาตราดีกว่า เพื่อไทย-ส.ว. ซัดกันนัว ปมยื้อกฎหมายประชามติเพื่อไทยชี้เกมดึงเวลาแก้รัฐธรรมนูญ ส.ว.ซัดกลับฝ่ายค้าน เป็นต้นเหตุทำสภาหวิดล่ม ไม่รักษาองค์ประชุมเอง แต่เปิดแถลงโวยวายทำตัวเป็นเด็กแว้น ขู่ยื่นสอบส.ส.กดบัตรแทนกัน ฝ่ายค้านจี้ ‘บิ๊กตู่’ ลาออก รับผิดชอบปล่อยโควิดลาม ระลอก 3 เพื่อไทยงดประชุมใหญ่ ผวาเชื้อระบาด ปชป.ฉะส.ส.ขอฉีดวัคซีนก่อน

ไพบูลย์เย้ยฝ่ายค้าน-ร่างรธน.ใหม่

วันที่ 10 เม.ย. นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องทำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องรอ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประกาศใช้ก่อนช่วงเดือนมิ.ย. จากนั้นเสนอเรื่องเพื่อถามประชาชน ซึ่งต้องอาศัยมติเสียงข้างมากของรัฐสภาว่าจะให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

หากพรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเพื่อแก้ไขมาตรา 256 ไปที่ประธานรัฐสภา ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เท่าที่ตรวจดูหากมีการยื่นญัตติก็ไม่สามารถทำได้ เพราะฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาก็คงมีความเห็นว่าเป็นญัตติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถเสนอให้ประธานรัฐสภาบรรจุญัตติเข้าสู่การพิจารณาได้ และการทำประชามติก็คงทำได้เพียงถามประชาชนว่า จะให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่เท่านั้น โดยไม่สามารถถามว่าให้ตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่ เพราะเป็นคำถามที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 ที่ระบุว่า ไม่สามารถถามเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคล หรือคณะบุคคลได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีขั้นตอนและปัญหามาก ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาอีกนาน ไม่ต่ำกว่า 4-5 เดือน ส่วนตัวเชื่อว่าการขอทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะไม่สำเร็จเพราะไม่มีความจำเป็น ขอให้มาแก้ไขรายมาตราดีกว่า จะยื่นแก้ไขเป็นร้อยมาตราก็ทำได้ แต่จะผ่านหรือไม่ผ่านก็อยู่ที่สมาชิกรัฐสภา อย่างไรก็ตาม อนาคตการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะสำเร็จ แต่ก็อาจจะใช้เวลาอีกหลายปี แต่ในระยะ 2 ปีนี้ก็คงไม่ได้

พท.ซัดยื้อพรบ.ประชามติ

นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์กรณีนายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานรัฐสภา ชิงปิดประชุมเพื่อป้องกันสภาล่ม ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ออกเสียงประชา มติ ว่า เราไม่มั่นใจมาตลอดว่า พ.ร.บ.ประชามติจะผ่านได้โดยง่าย คิดมาตลอดว่าจะมีอุปสรรค แต่จะมาในรูปแบบใดเท่านั้นเอง พอดีมาเจอเรื่องโควิดทำให้จำนวน ส.ส.รัฐบาล และส.ว.หายไปจำนวนมาก และในวันประชุมดังกล่าวเมื่อรู้ว่ามีคนหายไปจำนวนมาก โดยจำนวน ส.ส.น้อยกว่าจำนวนส.ว. เราก็ผนึกกำลังกันเพื่อให้การพิจารณาลุล่วง ซึ่งฝ่ายค้านมากันมาก

ขณะที่ตอนต้นก็ต้องขอบคุณ ส.ว.ที่ปักหลักร่วม แต่ไม่ทราบว่าตอนท้ายเกิดอะไรขึ้น ส.ว.ไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุมดื้อๆ แถมขอให้นับองค์ประชุมอีก ซึ่งเท่าที่คุยกับนายชวน ก็เห็นว่าจะจบอยู่แล้วถ้าเดินหน้าพิจารณากันต่อ ดังนั้นการที่สภาล่มจะโทษ ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ได้ เพราะเราอยู่กันครบ การที่ส.ส.รัฐบาลไม่อยู่ก็พอมีเหตุผล แต่ส.ว.ที่จู่ๆ หายไป เราไม่เข้าใจจริงๆ ทางเดียวที่ฝ่ายค้านทำได้คือ อดทนรอให้มีการเปิดประชุมสมัยสามัญ แล้วพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้กันต่อ เพราะถึงเวลานั้นการ ขัดขวางหรือล้มการพิจารณาก็น่าจะทำไม่ได้อีก แม้จะช้าแต่ก็ดีกว่าไม่เสร็จ

“มองว่าเพื่อยื้อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลยต้องยื้อร่าง พ.ร.บ.ประชามติ โดยเฉพาะยื้อการแก้รัฐธรรมนูญตาม มาตรา 256 ที่ต้องทำประชา มติก่อน รัฐบาลและ ส.ว.รู้แล้วว่าฝ่ายค้านจะยื่นแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 อีกครั้ง ดังนั้น เราต้องเตรียมการและเดินหน้าสร้างความรับรู้ให้กับสังคม และสังคมจะช่วยเตือนสติ ส.ว.ให้เรา” นายสุทินกล่าว

ส.ว.ซัดฝ่ายค้านเด็กแว้น

นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวกรณีฝ่ายค้านระบุ ส.ว.เป็นต้นเหตุทำให้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติ หวิดล่ม ว่า คนที่เป็นต้นเหตุให้เลื่อนคือฝ่ายค้าน ไม่ใช่ส.ว. เพราะตลอดการประชุม 7-8 เม.ย. ส.ว.อยู่ช่วยรักษาองค์ประชุมและลงมติรายมาตรา ตั้งแต่ 180-190 คน คิดเป็น 70-80 กว่าเปอร์เซ็นต์มาตลอด แต่ฝ่ายค้านอยู่ช่วยรักษาองค์ประชุมแค่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ และพบความผิดปกติมาตราท้ายๆ องค์ประชุมร่อแร่ มีผู้แสดงตนแค่ 370 -375 เสียง เกินองค์ประชุม 366 เสียง ไม่ถึง 10 คน แต่ตอนกดบัตรลงคะแนนพุ่งไปเป็นเกือบ 400 เสียง เป็นเช่นนี้หลายมาตราติดๆ มีคะแนนเขย่งเพิ่มขึ้นมา 25-30 เสียง ตนเตือนกลางที่ประชุมเป็นห่วงจะมีการเสียบบัตรแทนกัน อาจเป็นต้นเหตุให้ร่างกฎหมายเป็นโมฆะ เมื่อตักเตือนคะแนนเขย่งจึงหายไป เสียงตอนแสดงองค์ประชุมกับลงมติโหวตจึงกลับมาไล่เลี่ยกัน ตนกำลังตรวจสอบคะแนนเขย่งเหล่านี้ว่าเป็นใครบ้าง

เมื่อคะแนนเขย่งหายไปองค์ประชุมจึงกลับมาหมิ่นเหม่ จนนายชวน ต้องสั่งพักประชุม เรียกตัวแทนวิป 3 ฝ่ายมาหารือกัน ทุกฝ่ายบอกว่าพร้อมประชุมต่อแต่ให้อำนาจประธานรัฐสภาตัดสินใจ ถ้าเห็นว่าองค์ประชุมร่อแร่เมื่อเปิดประชุมอีกครั้งก็มีทีท่าไปไม่รอด ทำให้นายชวนสั่งเลื่อนประชุมออกไป ฝ่ายค้านควรสำรวจความผิดพลาดตนเองที่สมาชิกไม่อยู่ร่วมโหวต แทนที่จะสำนึกผิดที่ประมาทเลินล่อไม่ร่วมโหวตแต่แรกๆ กลับแถลงข่าวกราดเกรี้ยวโจมตีด่าส.ว.อย่างเสียหาย ควรทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ทำตัวเป็นเด็กแว้นคอยชี้หน้าโทษคนอื่นอย่างเดียว

ฮึ่มเอาผิดกดบัตรแทนกัน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า ยืนยันว่า ส.ว.อยู่ร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชา มติ แสดงตนเป็นองค์ประชุมและการลงมติรายมาตรา แต่ฝ่ายค้านไม่อยู่ในห้องประชุม ถึงขั้นที่ส.ว.บางคนเสนอให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ เพราะรู้กันดีว่าฝ่ายใดไม่อยู่ และอาจมีการกดบัตรลงคะแนนแทนกันด้วย เรื่องนี้ส.ว.กำลังตรวจสอบอยู่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ กำลังตรวจสอบรายชื่อตอนแสดงตนเป็นองค์ประชุมกับตอนลงคะแนนรายมาตราว่า มีความผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ากดบัตรแทนกันจริงจะดำเนินการเอาผิดต่อไป เป็นธรรมชาติของฝ่ายค้านที่โวยวายเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่ทำไว้

พท.งดประชุมใหญ่พรรค

น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษก พท. กล่าวกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลัสเตอร์ทองหล่อ ซึ่งมีศูนย์กลางการแพร่ระบาดในเขต กทม. และมีความเสี่ยงที่จะแพร่กระจายไปสู่ต่างจังหวัด พรรคเห็นว่าการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 ในวันที่ 20 เม.ย. เวลา 09.00 น. ที่ทำการพรรค อาคารโอเอไอทาวเวอร์ ชั้น 7 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อให้ สอดรับมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด การประชุมซึ่งมีคนจํานวนมากมารวมตัวกันจึงมีความเสี่ยงมีการแพร่ระบาดของโรคได้ อีกทั้งหลายจังหวัดประกาศมาตรการควบคุม ทำให้สมาชิกพรรคที่จะเข้าร่วมประชุมอาจไม่สะดวกเดินทางเข้าร่วมประชุมได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท.จึงได้ลงนามขอแจ้งยกเลิกการจัดประชุมใหญ่สามัญประจําปี 2564 ออกไปก่อน

จี้ตู่รับผิดชอบ-โควิดรอบ 3

เวลา 10.00 น. ที่ทำการ พท. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และนายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี แถลงถึงการระบาดของโควิด-19 รอบ 3 ว่า โทษใครไม่ได้นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพราะสวมหมวก ผอ.ศบค. ต้องรับผิดชอบ โดยวันที่ 22 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปอีก 1 เดือนจนถึง 31 มี.ค. การระบาดรอบ 3 เกิดขึ้นประมาณวันที่ 27-28 มี.ค. ซึ่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินยังบังคับอยู่ และ ศบค.ชุดใหญ่ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินถึง 31 พ.ค. ขณะที่การระบาดเกิดขึ้นกับหลายกลุ่ม ทั้งนักการเมือง เอกอัคร ราชทูตญี่ปุ่น อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ดารา นักร้อง นักแสดง นางแบบ พริตตี้ กลุ่มตำรวจที่เข้าไปดูแลสถานบันเทิง ขณะที่สถานบันเทิงเปิดถึงตีสี่ตีห้า แล้วจะมีการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปเพื่ออะไร ประชาชนที่ไม่ได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงกลับต้องมาติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้ มีผลกับปฏิทินการเปิดประเทศ เพราะรัฐบาลเตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว เข้ามาช่วง เม.ย.-มิ.ย.ต้องกักตัว 7 วัน ช่วง ก.ค.-ก.ย.ไม่ต้องกักตัว และจะเริ่มเปิดจริงจังวันที่ 1 ม.ค.65 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีการวางแผน ไม่รอบคอบระมัดระวังตามมาตรา 164 คุมการระบาดภายในประเทศไม่ได้ วัคซีนแอสตรา เซเนกาและซิโนแวค เพิ่งเข้ามา 3.5 แสนโดส ขณะที่เรากำลังจะเปิดประเทศถือว่าล้มเหลว ส่วนที่ให้องค์การเภสัชนำเข้าวัคซีนให้เอกชน 10 ล้านโดส ทำไมก่อนหน้านี้ไม่ทำ แล้วต้องมีขั้นตอนรับรองจาก อย.ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เท่ากับว่า ศบค.ไม่ได้บริหารจัดการอะไรเลย สิ้นเปลืองงบฯในส่วนเบี้ยประชุมเปล่าๆ

ให้ลาออกจากนายกฯ

“พล.อ.ประยุทธ์บอกอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พูดเหมือนไม่รับผิดชอบอะไรเลย เอาชีวิตประชาชนไปเดิมพันได้อย่างไร และวัคซีนได้คุณภาพหรือไม่เพราะคนที่ฉีดยังติดโควิด ท่านด่ากราดไม่ให้คนอื่นเที่ยว แล้วตัวเองรับผิดชอบอะไรกับสิ่งที่ผิดพลาด ขอเรียกร้องให้รับผิดชอบด้วยการลาออก” นายยุทธพงศ์กล่าว

นายยุทธพงศ์กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ห่วงประชาชน ล่าสุดวันที่ 7 เม.ย. มัวแต่ห่วงเรื่องเจรจาต่อขยายสัญญาสายสีเขียวกับบีทีเอส ขอฝากไปถึงนายกฯ และเลขาธิการครม.ว่า ส.ส.พท. 75 ได้ยื่นเรื่องผ่านประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรม นูญมาตรา 170(5) ประกอบมาตรา 184(2) และมาตรา 186 หรือไม่ กรณีการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปอีก 40 ปี ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 10 ปี โดยพล.อ.ประยุทธ์ ลงนามหลังพ้นจากหัวหน้า คสช. แต่กลับใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งคสช.ที่ 3/2562 เมื่อเดือนเม.ย.62 ซึ่งหลีกเลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน ปล่อยให้มีการผูกขาดตัดตอน หากศาลตัดสินว่าผิดจริง พล.อ. ประยุทธ์ต้องกระเด็นออกจากเก้าอี้นายกฯ

ยื่นปปช.สอบนายกฯ-ณัฏฐพล

นายยุทธพงศ์กล่าวกรณีการแก้คุณสมบัติ เพื่อแต่งตั้งพวกพ้องเข้ารับตำแหน่งโดยมิชอบ ว่า วันที่ 19 เม.ย. 10.00 น. ตนจะไป ป.ป.ช.ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.อ.ประยุทธ์ ข้อหาเป็นหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดิน เป็นผู้บังคับบัญชา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่บริหารราชการล้มเหลว ไร้จิตสำนึก ปล่อยให้มีการทุจริต ส่วนนายณัฏฐพล ในข้อหาไม่มีความซื่อสัตย์ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไร้สำนึก ฉ้อฉล แต่งตั้งคนสนิทและพวกพ้องเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ

ก้าวไกลจี้ปล่อยวัคซีนเสรี

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ว่า ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากการระบาดระลอกที่ 3 ที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ คือวิบากของการไม่กระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนและจัดฉีดล่าช้า รัฐบาลต้องยอมรับความผิดของตนเองได้แล้ว ไม่ใช่ออกมาโต้ ออกมาเถียง ถ้าเถียงแบบนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ระบบสาธารณสุขจะล้มเหลว เศรษฐกิจประเทศจะพังหนักกว่าเดิม ที่รัฐบาลออกมาโต้เถียงทั้งกรณีเอกชนไม่สามารถซื้อวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ทราบกันดีว่าเอกชนรายใดต้องการสั่งซื้อต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลก่อน รัฐบาลควรมีกระบวนการในการรับรองเอกชน หรือไม่ก็ไปจัดซื้อวัคซีนยี่ห้ออื่นมาจำหน่ายต่อให้เอกชน ไม่ใช่ใส่เกียร์ว่าง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นสุญญากาศ ทำงานตามระบบธุรการราชการแบบไม่มีเป้าหมาย แล้วก็อ้างไม่ได้ปิดกั้น

ที่สุดวันที่ 9 เม.ย. รัฐบาลสารภาพเชิงพฤติกรรม โดยนายกฯ มอบหมายให้ตั้งคณะทำงานจัดหาวัคซีนทางเลือก 10 ล้านโดส โดยมีสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาร่วมทำงานด้วย ตั้งเป้าให้มีความชัดเจนภายใน 1 เดือน แม้รัฐบาลไม่ได้พูดสารภาพผิดออกมาเป็นคำพูด แต่การตัดสินใจวันนี้ เท่ากับยอมรับความบกพร่องโดยปริยาย ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ต้องเปิดใจให้กว้างกว่านี้ได้แล้ว ไม่ใช่หัวรั้นใจแคบ และบังคับให้ข้าราชการออกมาเถียงแถท่ามกลางระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่พังทลายลงไปเรื่อยๆ อยากบอกพล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ชีวิตและปากท้องประชาชน 67 ล้านคนที่สำคัญกว่าหน้าตาของพวกคุณมาก เอาเวลาที่จะเถียงมารับฟัง ยอมรับในความบกพร่องแล้วเร่งแก้ไขจะดีกว่า

ปชป.ฉะสส.ขอฉีดวัคซีน

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด นักการเมือง ส.ส.ไม่ควรเรียกร้องให้ฉีดให้ตนก่อน ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญแต่ระบบการจัดการของสาธารณสุขมีขั้นตอน มีแผนงาน การออกมาเอะอะโวยวายไม่เกิดประโยชน์จะทำให้ยิ่งดูแย่ในสายตาประชาชน ซึ่งรัฐสภากำลังดำเนินการเป็นไปตามระบบ ทุกคนควรคิดถึงประชาชนโดยภาพรวม จะทำอย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด การคิดถึงประโยชน์ของตนมาก่อนประชาชน จะถูกตราหน้าได้ว่าเป็นตัวแทนประชาชนแต่เห็นแก่ตัว

ขอให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ที่ทุ่มเท เสียสละอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ก่อน เพราะเป็นด่านหน้าที่ต้องรับความเสี่ยง และอยากให้ทุกคนร่วมมือกันด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ไม่รวมกลุ่ม ไม่สังสรรค์ ออกจากบ้านเมื่อจำเป็น เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ได้ก็จะเป็นพลังให้เราก้าวข้ามไปได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดเรื่องเดิมว่าคนนี้ทำได้ ทำไมคนนี้ทำแบบนั้นได้ ที่เกิดแบบนี้เพราะใคร หากคิดแบบนั้นแล้วทำแบบเขาด้วย สุดท้ายที่เสียหายที่สุดคือส่วนรวม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน