‘ชวน’ส่งซิกสภา
อย่าหนีประชุม
‘วิษณุ’ ปัดตอบ ปมนักวิชาการชี้ช่องเอาผิดนายกฯ จัดการโควิดผิดพลาด ‘ชวน’ ย้ำสภาอย่าหนีปัญหาไวรัส ต้องทำงานพร้อมป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวด เพื่อไทยนัด 6 ก.ค.หารือลูกพรรค จะซักฟอกรัฐบาลแบบลงมติหรือไม่ลงมติ ก้าวไกลคาดต.ค.-พ.ย.ยื่นญัตติได้ นิด้าโพลระบุคนกทม.ส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจ เลือกใครนั่งผู้ว่าฯ แต่รองลงมาอยากได้ ‘ชัชชาติ-บิ๊กแป๊ะ-อัศวิน’
‘วิษณุ’ปัดตอบปมเอาผิดนายกฯ
เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐฒนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายมุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุถึงเวลาที่ศาลต้องสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย เอาผิดกับผู้บริหารสูงสุดของรัฐในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผิดพลาด จนเกิดความเสียหายจากเรื่องโควิด-19 ทางกฎหมายสามารถเอาผิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้หรือไม่ ว่า ตนอยู่ในรัฐบาล จึงไม่ขอออกความเห็น ถ้าท่านเห็นว่าอย่างไรก็ดำเนินการกันไป ถือเป็นความเห็นทางกฎหมาย
‘ชวน’ย้ำอย่าหนีปัญหาโควิด
ที่อาคารยิมเนเซียม ศูนย์กีฬา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 4 ของจ.ตรัง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าฯ ตรัง นพ.สินชัย รองเดช รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง และคณะ ได้ตรวจเยี่ยม พูดคุยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รวมทั้ง ผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ระหว่างรักษาตัว
นายชวนกล่าวว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลที่จัดสรรวัคซีนมาให้ ถึงแม้จะยังไม่ทั่วถึงก็ตาม เราต้องมีมาตรการป้องกันตัวเองที่จะช่วยลดภาระของบ้านเมืองได้ ต้องยอมรับว่าโรคนี้ยังคงอยู่กับเราอีกยาวนาน ถ้าเรากลัวและหนี เช่น หยุดงาน ไม่ทำงานไม่ประชุม เพื่อรอให้หมดไป มันอาจจะไม่หมดก็ได้ งานก็ไม่ได้ทำ เรื่องที่เกิดจากคนในสภา ซึ่งมีความหวังดี ตั้งแต่เดือนพ.ค.64 ที่มีการเปิดสมัยประชุม วันแรกมีการขอเลื่อนออกไปก่อน แต่บังเอิญว่าเราต้องอยู่กับมันให้ได้ ด้วยการที่ต้องเข้มงวดตัวเราเอง ก็ต้องประชุมต่อไป เราก็ยังทำงานได้ปกติ
“หากวันนั้นเราเลื่อนประชุม วันนี้มันก็ไม่ได้ลดลง ยังมีเพิ่มขึ้น ฉะนั้นต้องอยู่กับโรคนี้ด้วยความฉลาด ทำงานด้วยการป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวด ผมคิดว่าทุกหน่วยงานคงจะทำเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาการประชุมระดับย่อยๆ จะใช้ระบบซูมหมด ยกเว้นประชุมสภาใหญ่ ในวันที่ 5 ก.ค. ผมจะประชุมอยู่ที่ จ.ตรัง ส่วนกรรมการท่าน อื่นๆ ที่อยู่บ้านก็จะประชุมอยู่ที่บ้าน วิธีนี้จะทำให้งานไม่ค้าง และไม่ต้องไปหนีโรคที่กำลังติดเชื้ออยู่ในขณะนี้” นายชวนกล่าว
กมธ.งบฯ จ่อปรับแผน
นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ให้สัมภาษณ์ถึงเวลาในการประชุมร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงการปรับแผนการประชุม เนื่องจากต้องประเมินเวลาที่เหลือ กับ เวลาที่ใช้ แล้วมาขยายเวลาของกมธ.ให้ครอบคลุม เพื่อพิจารณาให้เสร็จภายในกำหนด ซึ่งการปรับเวลานั้นจะหารือกัน ในวันที่ 5 ก.ค. เวลา 13.00 น. ที่สภา
ยืนยันว่า การพิจารณาของกมธ. จะแล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด เพราะเมื่อกมธ.ได้รับมอบจากสภา ก็ต้องรีบดำเนินการให้เรียบร้อย และไปรายงานต่อสภาให้ทัน ภายในกำหนดเวลา 105 วัน โดยในชั้นกมธ.ต้องพิจารณาทั้งหมด 20 กระทรวง ตอนนี้เพิ่งพิจารณาถึงกระทรวงที่ 5 คือ กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ
วิป 4 ฝ่ายถกประชุมสภาหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 6 ก.ค. เวลา 10.00 น. นายชวน มอบหมายให้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา นัดประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 4 ฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภา และตัวแทนคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อหารือและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าประชุมสภาต่อหรือไม่ ทั้งสภา ผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หากยังจำเป็นต้องประชุมจะต้องมีความปลอดภัย เพื่อ ไม่ให้รัฐสภากลายเป็นคลัสเตอร์การแพร่ระบาดของโควิด-19
ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้ตรวจเช็กความพร้อมของห้องประชุมพระจันทรา ที่เป็นห้องประชุมส.ว. เพื่อเตรียมพร้อมประชุมวุฒิสภาในวันที่ 5 ก.ค.เพียงวันเดียว เนื่องจากมีร่างกฎหมายที่ต้องพิจารณาหลังสภาให้ความเห็นชอบแล้ว เช่น ร่างพ.ร.บ.จราจรทางบก, ประมวลรัษฎากร และร่างพ.ร.บ.หอการค้า ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่วุฒิสภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน
ปชป.กำชับส.ส.ยึดหน้าที่
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคได้กำชับส.ส.ให้เข้าร่วมประชุมสภา ซึ่งถือเป็นหน้าที่และภารกิจสำคัญของส.ส. ไม่อยากให้กังวลเรื่องโควิด-19 เพราะมั่นใจรัฐสภา ซึ่งปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. อย่างเคร่งครัด และทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับรัฐสภาในการปฏิบัติตนอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ต้องรอฟังผลการประชุมวิป 4 ฝ่าย ว่าจะตัดสินใจเดินหน้าประชุมสภาต่อ หรือไม่ ผลเป็นอย่างไรพรรคพร้อมปฏิบัติตามและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
พท.หารือส.ส.-ซักฟอกรัฐบาล
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การประชุมวิป 4 ฝ่ายในวันที่ 6 ก.ค. นอกเหนือจากการหารือในส่วนของการแนวทางการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาแล้ว ตนอยากให้มีการหารือเรื่องมาตรการดูแลและรักษาความปลอดภัยในส่วนของโควิด-19 ที่ต้องเข้มข้นมากกว่านี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิก เพราะหลังจากมี ส.ว.ติดเชื้อโควิด-19 ไปก่อนหน้านี้ เชื่อว่าสมาชิกหลายท่านเริ่มมีความกังวล ขณะที่พวกตนซึ่งเป็น ส.ส.ต้องไปพบเจอกับชาวบ้านในพื้นที่ต้องพบปะผู้คนมากกว่า ส.ว.ยิ่งต้องระมัดระวัง จึงอยากให้สภามีมาตรการป้องกันที่รัดกุมมากกว่านี้
นอกจากนี้ ในวันที่ 6 ก.ค. พรรคเพื่อไทยจะเรียกประชุม ส.ส.และสมาชิกพรรค เพื่อหารือถึงเรื่องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยจะสอบถามความเห็นของสมาชิกพรรค ว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบลงมติ หรือเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ส่วนตัวมองว่าสามารถยื่นอภิปรายได้ทั้งสองแบบ แต่หากจะยื่นแบบลงมติ ต้องมีประเด็นที่หลากหลายโดยเฉพาะเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมารองรับการอภิปราย ไม่ไว้วางใจครั้งนี้ด้วย เพื่อศึกษารายละเอียด หาข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทำเป็นระบบโดยมีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะวิปฝ่านค้าน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เมื่อพรรคหารือจนได้ข้อสรุปแล้ว คงจะได้มีการหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง
ก้าวไกลคาดต.ค.-พ.ย.ยื่นญัตติ
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า วิปฝ่ายค้านยังไม่มีการหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างเป็นทางการ แต่อาจจะหารือกันในระดับเลขาธิการพรรค ในส่วนของพรรคก้าวไกลได้เตรียมข้อมูลกันอยู่ เน้นหนักในเรื่อง งบประมาณ
“การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อาจจะยื่นเร็วกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมาที่การอภิปรายจะเกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยประชุมสภา โดยหลังจากร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 65 ผ่านวาระ 3 ในช่วงปลายเดือนก.ย. คาดว่าในเดือนต.ค. หรือเดือนพ.ย.จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายพิจารณ์กล่าว
หวั่นแอสตร้าฯส่งวัคซีนไม่ทัน
ที่อาคาร URMENA หัวหมาก กรุงเทพฯ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการบริหารจัดการวัคซีนและการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า การส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่มีกำหนดต้องส่งมอบในเดือน มิ.ย. ที่ 6,333,000 โดส จากข้อมูลที่ปรากฏในระบบติดตามตรวจสอบย้อนกลับโซ่ความเย็น ที่จัดทำขึ้นโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่ามีการส่งมอบเพียง 5,371,100 โดส เท่านั้น ยังขาดอีก 961,900 โดส
ที่น่ากังวลคือ ตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป แอสตร้าเซนเนก้า ไทยแลนด์ จะเริ่ม ส่งออกวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ โดย 1 ใน 3 ของกำลังการผลิต จะสำรองไว้ให้กับประเทศไทย นั่นหมายความว่าจากกำลัง การผลิต 180-200 ล้านโดสต่อปี หรือ 15-17 ล้านโดสต่อเดือน จะส่งมอบให้กับประเทศไทยเพียงแค่ 5-6 ล้านโดสต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งไม่ตรงตามแผนการจัดหาวัคซีน ที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ
จี้รัฐบาลเร่งจัดการ 5 ข้อ
นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอเรียกร้อง ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งดำเนินการ ตามที่ได้สั่งการไว้ ดังต่อไปนี้ 1.ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีน พ.ศ.2561 ในการบังคับให้ แอสตร้าเซนเนก้า ไทยแลนด์ ส่งมอบวัคซีนให้เป็นไปตามแผนการส่งมอบเดือนละ 10 ล้านโดส ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐบาลอุดหนุนให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ 600 ล้านบาท
2.ให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ในการพยายามอย่างสูงสุด เร็วที่สุด ในการจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตา และเชื้อกลายพันธุ์ต่างๆ จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการเซ็นสัญญาเพื่อจัดหาวัคซีน mRNA ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมเปิดสัญญาให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบ
3.ยุติการสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคจนกว่าจะมีผลการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ ที่ยืนยันในประสิทธิภาพ 4.เปิดเผยสัญญา และเงื่อนไขข้อตกลงการสั่งซื้อวัคซีน ที่รัฐบาลได้ทำไว้กับแอสตร้าเซนเนก้า ไทยแลนด์ และ ซิโนแวค ตลอดจนมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนทั้งหมด 5.ให้รัฐบาลเร่งจัดฉีดวัคซีนเสริมภูมิให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า 6.เร่งปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีน ให้เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูล MOPH IC ของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับปรับปรุงสูตรในการ กระจายวัคซีนใหม่
‘เจ๊หน่อย’เปิดภารกิจสุดท้าย
ที่ทำการพรรคไทยสร้างไทย (ชั่วคราว) ซอยลาดปลาเค้า กรุงเทพฯ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมแกนนำ อาทิ นายโภคิณ พลกุล นายพงศกร อรรณนพพร นายวัฒนา เมืองสุข นายต่อพงศ์ ไชยสาส์น น.ต.ศิธา ทิวารี และ สมาชิกพรรคเลือดใหม่ ร่วมแถลง “ไทยสร้างไทย เดินหน้าสร้างประเทศไทย” พร้อมทั้งประชุมผู้บริหารพรรค ตัวแทนสาขา ตัวแทนสมาชิกประจำเขต และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ กว่า 300 เขต ผ่านระบบ Zoom
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ทำงานการเมืองมาครบ 29 ปี ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นประเทศไทย เดินมาถึงจุดตกต่ำ และวิกฤตที่สุด ประชาชนทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส จากการทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพของอำนาจนิยมเผด็จการ จนทำให้วิกฤตโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ สาหัสขึ้นทุกวัน เราและลูกหลานเรา จะอยู่ในประเทศที่ผู้บริหารที่มีหลักคิดแบบอำนาจนิยมเผด็จการ บริหารประเทศตามยถากรรม โดยไม่ใส่ใจประชาชน และทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพต่อไปได้อย่างไร
ตนตั้งใจที่จะทำหน้าที่เป็น ‘เสาเข็ม’ ตั้ง ‘พรรคไทยสร้างไทย’ ให้เป็นสถาบันทางการเมืองของคนไทยทุกคน โดยมี นโยบายที่จะสร้างฐานรายได้ใหม่ให้คนไทย ‘บนศักยภาพของประเทศไทย ในบริบทของโลกใหม่’ และเยาวชนไทยต้องได้เป็น ‘พลเมืองของโลก’ ได้ เพื่อที่จะไปคว้าโอกาสของโลกยุคใหม่มาสร้างอนาคตให้ ตัวเอง
ชู 8 เป้าหมาย-กำจัดอำนาจนิยม
พรรคไทยสร้างไทย ยังมีเป้าหมายที่สำคัญ ดังนี้ 1.คนวัยทำงานต้องได้รับโอกาส บนศักยภาพสูงสุดของประเทศไทย 2.ประเทศ ไทยต้องเป็นศูนย์กลางผลิตอาหารปลอดภัยขายคนทั้งโลก 3.ประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ของคนทั่วโลก 4.ประเทศไทยต้องเป็นศูนย์บริการด้านสุขภาพและ Wellness ระดับโลก 5.ประเทศ ไทยต้องเป็น ศูนย์กลางการเดินทางและการขนส่งของโลก ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยกำลังศึกษา ‘โครงการคลองไทย’ อย่างจริงจัง
6.ประเทศไทยต้องเป็นสถานที่ ที่บริษัท Tech และ Startup จากทั่วโลกอยากมาตั้งบริษัท 7.ผู้สูงวัยต้องได้รับการดูแลให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีเงินพอที่จะเลี้ยงชีพ ด้วย ‘กองทุนบำนาญประชาชน’ สำหรับ ผู้ที่เกษียณจากการทำงาน โดยไม่มีรายได้และสวัสดิการอื่น จะได้รับการดูแลเดือนละ 3,000 บาท 8.ประชาชนทุกวัยมีรายได้ ดำรงชีพได้ ก็ควรต้องต่อเติม ต่อยอด ด้วยการออมผ่าน ‘สลากการออม’ หรือ ‘หวยบำเหน็จ’
“เราต้องนำพาประเทศให้ออกจากความเลวร้ายของ ‘รัฐราชการอำนาจนิยม’ ที่กดทับโอกาสของประชาชน และสร้างความ พังพินาศให้กับประเทศชาติ จึงต้องมีพรรคการเมืองที่สามารถเป็นทางออกของประเทศ ด้วยเหตุนี้ดิฉันและผู้ร่วมอุดมการณ์จึงได้ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทยขึ้น เพื่อหวังว่าจะเป็นทางออกของประเทศ”คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
โพลชี้‘ชัชชาติ-บิ๊กแป๊ะ’นำผู้ว่าฯกทม.
วันเดียวกัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ เรื่อง “อยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 4” สำรวจวันที่ 30 มิ.ย.-2 ก.ค.จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จำนวน 1,315 หน่วยตัวอย่าง
จากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 27.98 ระบุยังไม่ตัดสินใจจะเลือกบุคคลใดเป็นผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 26.16 ระบุนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 14.60 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือบิ๊กแป๊ะ ร้อยละ 9.58 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ร้อยละ 4.87 ระบุเป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 3.58 เป็นผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า หรือพรรคก้าวไกล ร้อยละ 3.04 น.ส.รสนา โตสิตระกูล ร้อยละ 1.60 เป็น ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 1.45 ระบุจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ร้อยละ 1.37 ระบุ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และ ร้อยละ 1.29 ระบุว่าเป็น นายสกลธี ภัททิยกุล และไปลงคะแนน ไม่เลือกใคร (โหวต โน) ในสัดส่วนที่เท่ากัน
เมื่อเทียบกับผลการสำรวจ ครั้งที่ 3 เดือนมิ.ย.64 พบว่า ผู้ที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ พล.ต.อ.อัศวิน ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย น.ส.รสนา ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สุชัชวีร์จะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และไปลงคะแนน ไม่เลือกใคร มีสัดส่วนลดลง ขณะที่ผู้ระบุว่านายชัชชาติ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าหรือพรรคก้าวไกล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
อยากให้แก้จราจร-สุขภาพ
ส่วนปัญหาที่อยากให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เร่งแก้ไขมากที่สุด ร้อยละ 40.76 ระบุปัญหาการจราจร ร้อยละ 36.88 ระบุปัญหาสุขภาพ/สาธารณสุข ร้อยละ 35.59 ระบุปัญหาค่าครองชีพ/ปากท้อง ร้อยละ 24.41 ระบุปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 18.25 ระบุปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละออง น้ำเสีย ร้อยละ 16.88 ระบุปัญหาถนน/ทางเท้า ชำรุด
ร้อยละ 16.12 ระบุปัญหาเรื่องขยะและความสะอาด ร้อยละ 13.16 ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม มิจฉาชีพ ร้อยละ 7.45 ปัญหาหาบเร่ แผงลอย และปัญหาการศึกษา ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 2.59 ปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชน ร้อยละ 1.67 ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ ปัญหาไฟริมทางไม่เพียงพอ ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะ ปัญหาคนเร่ร่อน ปัญหาหมาเเมวจรจัด และปัญหาการจัดสรร ที่อยู่อาศัยในเขตชุมชนแออัด และร้อยละ 0.68 ระบุว่า เฉยๆ