ปปช.แย้มไม่เปิด
บัญชีนายก-วิษณุ
เล็งยื่นศาลคดีทุจริตถอดถอน ‘บิ๊กตู่’เพื่อไทยฝ่ายค้านชี้ใช้อำนาจมิชอบลิดรอนสิทธิสื่อ-ประชาชน หลังถูกศาลแพ่งเบรกคำสั่ง‘คุมสื่อ-ตัดเน็ต’ เพื่อไทยยัน 16 ส.ค.ยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาล ล็อก‘ประยุทธ์’เป็นเป้าหลัก รองเลขาฯป.ป.ช.เผยกรรมการชุดใหญ่ เตรียมหารือมติกก.ข่าวสารราชการ ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ‘บิ๊กตู่-วิษณุ’ แย้มส่อขัดพ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 105 หากเปิดเผยอาจถูกฟ้องอาญา
ปปช.รอรับเรื่องบัญชี‘บิ๊กตู่-วิษณุ’
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหาราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย คณะ 3 ครั้งที่ 12/2564 ที่พิจารณาเรื่องบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายบริหารระดับสูง 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
โดยมีคำวินิจฉัยให้ป.ป.ช. เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของทั้ง 2 คน ตามหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 105 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ต้องจัดให้ผู้ร้องขอเข้าตรวจดูสำเนาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ แต่มิให้คัดถ่ายสำเนาเอกสาร โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว เดี๋ยวขอให้เรื่องเข้ามาก่อน”
จ่อนำเข้ากรรมการชุดใหญ่
ด้านนายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการป.ป.ช. ในฐานะโฆษกป.ป.ช. กล่าวว่า คาดว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมป.ป.ช.ว่าจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประยุทธ์ และนายวิษณุ หรือไม่ โดยต้องพิจารณาข้อกฎหมายที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ ขอให้ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินนั้น เป็นการยึดกฎหมายฉบับใด มีกฎหมายป.ป.ช.รองรับหรือไม่ ถ้าป.ป.ช.ไปเปิดเผยโดยไม่มีข้อกฎหมายใดรองรับ พล.อ.ประยุทธ์และนายวิษณุอาจฟ้องป.ป.ช.ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ว่าไม่มีอำนาจเปิดเผย แต่กลับนำไปเปิดเผย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารจะคุ้มครองและรับผิดชอบแทนป.ป.ช.อย่างไร
ที่ผ่านมาคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเคยมีคำสั่งให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเช่นกัน บางกรณีป.ป.ช.เปิดเผยให้ แต่บางกรณีก็ไม่เปิดเผย เพราะต้องดูว่าเป็นข้อมูลเปิดเผยได้หรือไม่ กรณีพล.อ.ประยุทธ์และนายวิษณุ ต้องพิจารณาว่าถ้าเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินตามมาตรา 102 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ที่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง พ้นตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี ก็ต้องเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบ
ส่อไม่เข้าข่ายต้องเปิดเผย
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 105 มีเงื่อนไขว่า กรณียื่นบัญชีทรัพย์สิน ถ้าผู้ยื่นพ้นจากตำแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ภายใน 1 เดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ แต่ไม่ห้ามหากผู้นั้นจะยื่นบัญชีทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐาน
“พล.อ.ประยุทธ์เคยพ้นจากตำแหน่งนายกฯ และเข้ารับตำแหน่งนายกฯ หลังเลือกตั้งในช่วงเวลา 1 เดือน จึงไม่เข้าข่ายต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินรอบใหม่ แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ยื่นมา จะถือเป็นการยื่นเพื่อข้อมูลหลักฐานตามมาตรา 105 ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ป.ป.ช.จะเก็บข้อมูลไว้เท่านั้น แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้” นายนิวัติไชยกล่าว
ส่วนการวิจารณ์ ป.ป.ช.ปกปิดข้อมูลทรัพย์สินช่วยนายกฯนั้น นายนิวัติไชยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองข้อกฎหมายแต่ละคน เรื่องนี้ต้องรอที่ประชุมป.ป.ช.พิจารณาว่าจะเห็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลเมื่อปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2557 และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท ส่วนนายวิษณุ ที่เข้า ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 116,847,346.51 บาท นับจนถึงปัจจุบันมากกว่า 7 ปีแล้ว ที่สาธารณชนไม่ได้รับทราบข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทั้งสองรัฐมนตรี
ฝ่ายค้านล็อกเป้าหลักซักฟอก
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการ เตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยจะประชุมสรุปแนวทางและการวางตัวผู้อภิปรายอีดครั้งในวันที่ 8 ส.ค. จากนั้นจะได้มีการประชุมร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันที่ 11 ส.ค. และจะสรุปรายละเอียดทั้งหมดก่อนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 16 ส.ค.
ในส่วนของรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีอยู่ประมาณ 2-5 คน ซึ่งต้องมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวหลัก ส่วนผู้อภิปรายของพรรคเพื่อไทยวางไว้ประมาณ 7-8 คนโดยจะให้เวลาอภิปรายอย่างเต็มที่ สำหรับการอภิปรายครั้งนี้เน้นหนักไปเรื่องการบริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาลที่ล้มเหลว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ไปจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน รวมทั้งการดำเนินโครงการที่ส่อว่ามีการทุจริต
‘สุทิน’เสนอชงศาลถอดนายกฯ
นายสุทินยังกล่าวถึงกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามพล.อ.ประยุทธ์ ใช้ข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 29 ให้อำนาจคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควบคุม-ตัดเน็ตสื่อออนไลน์และประชาชน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นว่า การที่ศาลแพ่งมี คำสั่งเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลได้ออกประกาศและปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นความผิดที่ชัดเจนชัดแจ้ง
ดังนั้น ตนในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านจะเสนอเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยและที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านในสัปดาห์หน้า เพื่อถอดถอน พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ โดยจะยื่นร้องต่อศาลคดีอาญาทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง เพราะถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว
ซัดเหิมเกริม-ลิดรอนสิทธิปชช.
นายสุทินกล่าวว่า เราจะให้เวลาพล.อ. ประยุทธ์และรัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายก่อน หากพล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบ เราก็จะดำเนินการยื่นถอดถอนทันที เพราะถ้าไม่ทำไม่หยุดยั้งจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์เหิมเกริม ใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายจนเป็นนิสัย
“ก่อนหน้านี้ออกมาพูดให้ชาวบ้านดูแลรักษาตัวเอง ทำให้ประชาชนต้องต่อสู้กับ โควิด-19 ด้วยการควักเงินส่วนตัวเพื่อซื้อวัคซีนเพื่อป้องกันโรค นี่ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์กระทำผิดรัฐธรรมนูญแล้ว พอมีคนทักท้วงท่านกลับออกคำสั่ง ออกข้อบังคับขึ้นมาปิดปากประชาชนอีก ท่านมีความละอายใจบ้างหรือไม่” นายสุทิน กล่าว
แนะอย่าวางใจ-อาจใช้กม.อื่น
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าปล่อยให้มีการใช้อำนาจที่เป็นการลิดรอนสิทธิ แทรกแซงสิทธิเสรีภาพของประชาชน เชื่อว่าประเทศไทยจะต้องถูกตั้งคำถามจากนานาอารยประเทศ หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้ประเทศ ไทยไม่ได้รับการยอมรับจากสายตาต่างประเทศ เป็นหลักฐานและใบเสร็จสำคัญว่ารัฐบาลพยายามใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพและแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
“ประชาชนวิตกกังวล ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล ที่พยายามปิดปากสื่อ ปิดปากประชาชน แม้จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ไม่อาจไว้วางใจได้ เพราะรัฐบาลอาจหาเครื่องมืออื่นมาลิดรอนสิทธิประชาชนได้อีก ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจับตาและเฝ้าระวัง เราจะได้เห็นรัฐบาลมีชุดความคิดปกปิดข้อมูล ดังนั้นใครกันแน่ที่ทำ เฟกนิวส์ ไม่สื่อสารความจริงกับประชาชน” นายอนุสรณ์กล่าว
ลั่นต้องสกัดสืบอำนาจอีก
นายอนุสรณ์กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 ว่า ขณะนี้ผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทุบสถิติทำนิวไฮทุกวัน และมีแนวโน้มไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลเลิกพูดได้แล้ว ประเทศไหนก็เจอปัญหานี้ รัฐบาลแก้ปัญหาได้ เพราะขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้ออันดับต้นๆ ของโลกและเอเชีย สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร และอยู่ในอันดับสุดท้ายดัชนีการฟื้นตัวจาก โควิด-19 พบการระบาดคลัสเตอร์ใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด หยุดเอาจำนวนคนหายป่วยมาไอโอ เพราะคนติดเชื้อมีโอกาสหาย แต่คนตายไม่มีโอกาสฟื้น
ชะตากรรมคนไทยแขวนอยู่บนเส้นด้าย ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตามยถากรรม คอยความหวังวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในไตรมาส 4 ก็ยังคาดหวังได้ยาก การล็อกดาวน์ของรัฐบาลอาจสูญเปล่า เจ็บแต่ไม่จบ เจ็บแล้วเจ็บอีก เจ็บ ไปเรื่อยๆ โดยที่รัฐบาลอยู่ในสภาวะล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ เวลาที่เหลือต้องมีการตรวจ คัดกรองเชิงรุกให้มากขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิต (ATK) ให้มากขึ้น เพื่อแยกคน แยกโรค ทำการรักษา ยุติการระบาดให้ได้เร็วที่สุด และต้องเยียวยาประชาชนให้ทั่วถึง
“พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก ต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้นำและคณะผู้บริหารโดยเร่งด่วน เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจของพวกไร้ความสามารถ ไม่ให้มีโอกาสกลับมาได้อีก ถึงจะหยุดวิกฤตได้” นายอนุสรณ์กล่าว
เย้ยมีแต่คนออกมาไล่
น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จำนวนของคนป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยทะลุแซงหน้าประเทศอื่น วันนี้พี่โทนี่ แม้ไม่ได้เป็นนายกฯ ยังต้องเวิร์กฟรอมดูไบเพราะห่วงใยคนไทย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในประเทศไทยที่กลับเวิร์ก ฟรอม โฮม ยามประชาชนทุกข์แสนสาหัสกลับไม่เห็นหน้า สรุปท่านยังเป็นนายกฯ อยู่ใช่ไหม นึกว่าเป็นสแตนดี้ไว้ถ่ายรูปตอนรับวัคซีนแค่นั้น ยุคของท่านช่างมืดมน
“เงินที่ท่านอ้างว่ามีการอนุมัติช่วยเหลือประชาชน มันเพียงพอกับความทุกข์ร้อนและทั่วถึงหรือไม่ เคยลงมาดูแล้วเอาหัวใจสัมผัสกับความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ ออกจากเวิร์ก ฟรอม โฮมมาเป็นเวิร์ก ฟรอม ฮาร์ตบ้าง แล้วท่านจะเข้าใจว่าทำไมสิบกว่าปีที่ผ่านมา คนจึงคิดถึงและไม่เคยลืมพี่โทนี่ ต่างจากท่านอยู่มาถึง 7 ปี คนกลับออกมาไล่” น.ส.ตรีชฎากล่าว
‘สุชาติ’ขอศบค.ปลดล็อก2กีฬา
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เปิดเผยว่า เนื่องจากได้รับเรื่องจากชมรมผู้ประกอบการสนามกีฬากลางแจ้ง โดยเฉพาะสมาคมผู้ประกอบการสนามเทนนิส และสนามกอล์ฟว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการยกระดับ และขยายพื้นที่ล็อกดาวน์ และปิดกิจการ/กิจกรรมของรัฐบาล ทำให้ภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ และพนักงานกว่าหมื่นครอบครัวเดือดร้อนจากการตกงานขาดรายได้ในการดำรงชีวิตและการเลี้ยงดูครอบครัว
ตนจึงได้มีหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. เมื่อวันที่ 5 ส.ค.เพื่อให้พิจารณาทบทวนการอนุญาตให้มีการผ่อนผันเปิดบริการสนามกีฬากลางแจ้งบางชนิดในช่วงสถาน การณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และมาตรการควบคุมพื้นที่ กิจกรรม/กิจการของ ศบค.ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยปีที่ 2 และมีผลกระทบจากการยกระดับ และขยายพื้นที่ล็อกดาวน์ที่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4 แสนล้านบาท
“หาก ศบค.พิจารณาทบทวนอนุญาตให้มีการเปิดสนามกีฬากลางแจ้งบางชนิด เช่น เทนนิส และกอล์ฟ เชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ และพนักงานของสนาม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ผ่อนคลายความเครียดอย่างปลอดภัย มีสุขภาพกาย และใจที่แข็งแรง เพื่อที่จะมีพลังรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการสนามเทนนิส สนามกอล์ฟ รวมไปถึงสนามกีฬากลางแจ้งต่างๆ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19” นายสุชาติกล่าว