ฝ่ายค้านยื่นวันนี้
ญัตติเชือด6รมต.
พท.ขู่งานนี้มันแน่
2 รมต.ยิ้มสู้ศึกซักฟอก ‘สุชาติ’ ดีใจจะได้โอกาสแถลงผลงานกระทรวงแรงงาน ‘ชัยวุฒิ’ มึนมีชื่อติดโผได้ไง แต่พร้อมแจงทุกเรื่อง ปชป.เย้ยไร้น้ำหนักเชือด ‘เฉลิมชัย’ คุยผลงานเข้าตาเกษตรกร ฝ่ายค้านได้ฤกษ์ยื่นญัตติซักฟอกวันนี้ ล็อกเป้าถล่ม ‘บิ๊กตู่-อนุทิน-ศักดิ์สยาม-เฉลิมชัย-สุชาติ-ชัยวุฒิ’ ด้าน ‘ยุทธพงศ์’ คุยงานนี้มันแน่ ‘บิ๊กตู่’ จี้ศูนย์ต้านเฟกนิวส์ประจำกระทรวงส่องโซเชี่ยลต่อเนื่อง พบบิดเบือน-ทำเสียหายให้ชี้แจงภายใน 24 ชั่วโมง และดำเนินคดีจริงจัง
‘บิ๊กตู่’จี้ศูนย์ต้านเฟกนิวส์ทำงานไว
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ติดตามข้อสั่งการที่ให้ทุกส่วนราชการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน หรือศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ประจำกระทรวง เพื่อชี้แจงข่าวสารที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทันท่วงที
ด้วยปัจจุบันยังพบการเผยแพร่ข่าวปลอม รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างแพร่หลาย นายกฯ จึงกำชับเพิ่มเติมให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของทุกกระทรวง ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะทางโซเชี่ยลมีเดียอย่าง ต่อเนื่อง หากพบเป็นข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน ไม่ตรงกับความเป็นจริง ขอให้ดำเนินการชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่างๆ ของกระทรวงหรือหน่วยงานภายใน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
การที่นายกฯ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานได้ชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วนั้น เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน และลดความสับสน ตื่นตระหนก วิตกกังวลแก่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีข่าวปลอมปรากฏในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ และดำเนินการชี้แจงด้วยข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป
“นายกฯ เห็นว่า การแก้ไขปัญหาข่าวปลอมต้องชี้แจงด้วยข้อมูลความจริงที่แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องทำอย่างรวดเร็วด้วย มิเช่นนั้น ประชาชนจะเข้าใจผิด คิดว่าข่าวปลอมเป็นเรื่องจริง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนดังนั้น ทุกหน่วยงานต้องหมั่นตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ถ้าพบการบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริง ให้เร่งชี้แจงโดยเร็ว และหากพบว่าสร้างความเสียหายต่อประชาชน ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง” น.ส.ไตรศุลีกล่าว
สภาจ่อถกร่างพ.ร.บ.งบวาระ 2-3
ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงถึงการเตรียมพร้อมประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค.ว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ได้ปรับลดงบประมาณ จากชั้นรับหลักการ 3.10 ล้านล้านบาท โดยมียอดปรับลดทุกกระทรวง 16,362 ล้านบาท โดยมีการแปรญัตติผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 รายการเดียวคืองบกลาง ซึ่งจะต้องใช้เพื่อเยียวยาช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนที่เกี่ยวกับโควิดเท่านั้น
สำหรับ ส.ส.ที่สงวนคำแปรญัตติมีทั้งสิ้น 167 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 71 คน พรรคก้าวไกล 29 คน พรรคประชาธิปัตย์ 22 คน พรรคพลังประชารัฐ 16 คน พรรคภูมิใจไทย 16 คน พรรคประชาชาติ 5 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 2 คน พรรคเสรีรวมไทย 2 คน พรรคพลังปวงชนไทย พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคเพื่อชาติและพรรคชาติพัฒนาอย่างละ 1 คน
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 ส.ค.ก่อนเปิดประชุมสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ตนจะขอใช้สิทธิหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงเรื่องที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ. งบประมาณ ได้รับรถเบนซ์หรู มูลค่า 5 ล้านกว่าบาทในระหว่างเป็นกมธ.ว่าได้ข้อเท็จจริงอย่างไร เพราะอาจเข้าข่ายผิด มาตรา 144 และทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 มีปัญหาได้
‘โจ้’บี้คลังแจงระเบียบเว้นอีบิดดิ้ง
นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้มีข่าวว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการทุจริตเนื่องจากไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นมาเกือบ 8 ปี โดยกระทรวงการคลังได้ออกหนังสือเป็นแนวทางปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ฉบับที่ 2 พ.ศ.2563 ที่ กค (กวจ) 0405/ว89 ยกเว้นการจัดซื้อแบบอีบิดดิ้ง ทำให้เกิดการฮั้วประมูล ทั่วประเทศ
โดยให้ผู้รับเหมาทั่วประเทศไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และในหนังสือยังระบุให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตามที่ สสว.ได้ขึ้นบัญชีไว้ โดยให้ใช้วิธีงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ดังนั้น อบจ. อบต. เทศบาล ไม่ต้องใช้วิธีอีบิดดิ้ง แต่ใช้วิธีเอาผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ก็เรียกเฉพาะผู้รับหมาที่อยู่ในพื้นที่ที่ตัวเองอยากได้มาเสนอราคา ส่วนผู้รับเหมาอื่นนอกพื้นที่ก็เสนอราคาไม่ได้ ไม่เกิดการแข่งขัน เกิดการล็อกสเป๊กทีโออาร์ ฮั้วประมูลไปหมด ทำให้เกิดเสาไฟกินรีหรือรถดับเพลิงคันละ 50 ล้านบาท ซึ่งท้องถิ่นทุจริตกันมโหฬาร ดังนั้นเมื่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เข้าสภา ตนจะถามกระทรวงการคลังว่าออกระเบียบแบบนี้มาทำไม ออกกฎหมายยกเว้นอีบิดดิ้ง เอื้อให้การทุจริตฮั้วประมูลไปทั่ว
เผย 6 รมต.โดนอภิปรายแน่
นายยุทธพงศ์กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 16 ส.ค. เวลา 09.30 น. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อนายชวน สำหรับข้อมูลของฝ่ายค้านนั้น หลักๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ขาดไม่ได้ทั้งเรื่องจัดซื้อเรือดำน้ำ จัดซื้อโดรนชายฝั่งของจีน ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข จะโดนเรื่องวัคซีนซิโนแวคที่ยังจัดซื้อไม่เลิก ทั้งที่มีบุคลากรด่านหน้าและประชาชนเสียชีวิตจากวัคซีนดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ยังคงสั่งซื้อซิโนแวคอีก 10.9 ล้านโดส มูลค่า 6,100 ล้านบาท และชุดตรวจเอทีเคที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ ซื้อแต่ของจีน ขณะที่ของยุโรปหรืออเมริกาที่ดีๆ ก็ไม่ซื้อ
ผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายยุทธพงศ์กล่าวว่ามีประมาณ 6 คน ซึ่งรายชื่อก็ตามที่สื่อเสนอไป คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 2.นายอนุทิน 3.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม 4.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ 5.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และ 6.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) งานนี้รับรองมันแน่ เพราะ มีความไม่โปร่งใสหลายเรื่อง นี่แค่หนังตัวอย่าง แสดงว่ารัฐบาลไม่กลัวเลยขนาดพรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้นถึงเวลาต้องไล่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์แล้ว
‘สุชาติ’ดีใจ-ร่วมศึกเคียงคู่นายกฯ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่า มองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความสวยงามของประชาธิปไตย และ นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรมว.แรงงานได้ทำงานตามนโยบายและคำสั่งของพล.อ. ประยุทธ์มาตลอด จึงต้องขอบคุณฝ่ายค้าน และดีใจที่มีชื่อตนในครั้งนี้ เพราะจะได้พูดชี้แจงและแถลงผลการทำงานในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมาว่ากระทรวงแรงงานทำงานตลอด และยังได้ร่วมสู้ศึกการอภิปรายเคียงข้างนายกฯ พร้อมช่วยชี้แจงเสริมนายกฯ ในส่วนที่ รับผิดชอบในโอกาสนี้ไปด้วย
“เรื่องการทำงานไม่น่าจะเป็นประเด็นหลักที่ทำให้มีชื่อถูกอภิปราย แต่น่าจะเป็นเรื่องบุคลิก ท่าทางโผงผาง เสียงดังมากกว่า เพราะหากจะยกเรื่องปิดแคมป์คนงาน ที่ผ่านมาในช่วงระบาดของโควิด-19 มาอภิปรายก็ดำเนินเป็นไปตามคำสั่งของศบค.รวมถึงการดูแลเยียวยาแรงงาน ก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ อยู่แล้ว” นายสุชาติกล่าว
‘ชัยวุฒิ’ลั่นพร้อมชี้แจงทุกเรื่อง
ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีมีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ต้องพร้อมอยู่แล้ว เพราะรัฐมนตรีที่เข้ามาทำหน้าที่ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรที่เราทำไป มีอะไรที่เราจะชี้แจงประชาชนหรือชี้แจงต่อส.ส.ได้ ซึ่งเท่าที่ดู คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ชี้แจงได้ทุกเรื่อง ชื่อตนมาได้อย่างไรยังไม่ทราบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการคอลเอาต์ของดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่อาจถูกพุ่งเป้าซักฟอกในครั้งนี้ นายชัยวุฒิย้อนถามว่าผิดกฎหมายตรงไหน ไม่ได้ทุจริตตรงไหนเลย ไม่เห็นมีอะไร ตนได้แค่เตือนเขาว่า อย่าคอลเอาต์ผิดกฎหมาย ส่วนจะมีการดำเนินคดีหรือไม่ อย่างไรนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ต้องเข้าใจว่ารัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนดำเนินคดีดารา ตนแค่เตือนว่าอย่ามาคอลเอาต์ ผิดกฎหมาย อย่ามาสร้างเฟกนิวส์
เมื่อถามว่าส่วนตัวคิดหวังไว้ลึกๆ ว่าจะไม่มีชื่อในศึกซักฟอกครั้งนี้ใช่หรือไม่นั้น นาย ชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่มีใครอยากให้มีชื่ออยู่แล้ว แต่หากมีก็พร้อมทำหน้าที่ในการชี้แจงและเชื่อว่าประชาชนและส.ส.จะเข้าใจสิ่งที่เราได้ทำมา
ปชป.เย้ยไร้น้ำหนักเชือด‘เฉลิมชัย’
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการปกติของการทำงานในระบบรัฐสภา ที่ฝ่ายบริหารต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีของพรรคพร้อมจะให้ตรวจสอบและเชื่อมั่นว่ารัฐมนตรีทุกคนทำงานโดยยึดประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นหลัก จึงไม่รู้สึกหวั่นไหวถ้ามีรายชื่อถูกอภิปรายและพร้อมชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้สภาและสาธารณชนรับทราบได้อย่างแน่นอน
ด้านนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีชื่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า พรรคประชาธิปัตย์เคารพในกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายค้าน แต่ที่มีข่าวว่ามีชื่อของนายเฉลิมชัยที่จะถูกอภิปรายในประเด็นราคาสินค้าเกษตรนั้น หากเป็นจริงตามข่าวก็จะทำให้น้ำหนักของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ลดไปมาก เพราะที่ผ่านมาผลงานของรมว.เกษตรฯ เป็นที่ประจักษ์และรับรู้ของประชาชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่
“การทำงานของรมว.เกษตรฯ ตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมามีผลเป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร ถ้ามีชื่อในการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจริงและเป็นประเด็นในเรื่องสินค้าราคาเกษตรจะทำให้ญัตติของฝ่ายค้านลดน้ำหนักลงไปมาก ซึ่งเราก็เคารพในการทำงาน แต่อยากให้ฝ่ายค้านดูในประเด็นไม่ไว้วางใจที่เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจริงๆไม่ใช่เป็นประเด็นทางการเมือง” นาย อัครเดชกล่าว
‘สุวัจน์’มั่นใจรมต.ผ่านด่านฉลุย
ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเวทีสำคัญที่รัฐบาลจะได้อธิบายชี้แจง และ น่าจะเป็นเวทีที่รัฐบาลจะได้ข้อมูลนำไปแก้ไขปัญหาประเทศ รัฐบาลต้องใจกว้างที่จะรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อมูลบางอย่างที่อาจจะผิดพลาด หรือไม่ทราบมาก่อนแล้วนำไปแก้ไข หรือมีข้อเสนอแนะดีๆ ว่าจะจัดการกับ โควิด-19 อย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คิดว่าเราสามารถใช้เวทีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นทางออกร่วมกันในการแสวงหา แนวทางที่สร้างสรรค์และนำมาสู่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโควิด-19
ผู้สื่อข่าวถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะถึงขั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือไม่ นายสุวัจน์กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลในการอภิปรายของฝ่ายค้าน หากเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและลึกลงไปถึงความบกพร่องที่ค่อนข้างชัดเจน ก็อาจจะมีผล โดยอาจมีการปรับครม.บ้าง แต่เท่าที่ติดตามในขณะนี้เห็นว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่นไม่มีปัญหาหรือมีความผิดปกติใดๆ ในเรื่องการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
เปิดร่างแก้รธน.ฉบับกรรมาธิการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐเป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา พิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป
กมธ.ได้แก้ไข 2 มาตรา ตามที่ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบในวาระ 1 คือ มาตรา 83 ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 100 คน โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบละหนึ่งใบ หรือบัตร 2 ใบ
มาตรา 91 ว่าด้วยการคำนวณสัดส่วน ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรค การเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น
โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรค การเมืองนั้น หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เพิ่มบทเฉพาะกาลเลือกตั้ง
นอกจากนี้ กมธ.ยังได้แก้ไขและยกเลิกมาตราอื่นๆ ด้วย ดังนี้ มาตรา 85 แก้ไขกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนที่ไม่เลือกใคร (โหวตโน) เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
มาตรา 86 ว่าด้วยการคำนวณจำนวนส.ส.ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และการแบ่งเขตเลือกตั้ง, มาตรา 92 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าคะแนนโหวตโน ให้กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น
กมธ.ให้ยกเลิกมาตรา 94 หากมีการเลือกตั้งซ่อมหลัง 1 ปีนับจากเลือกตั้งทั่วไป ไม่มีผลกระทบกับการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และยกเลิก วรรคสาม มาตรา 105 การคำนวณสัดส่วนคะแนนของพรรคการเมืองสำหรับส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้เป็นไปตามมาตรา 94
ขณะเดียวกัน กมธ.ยังเพิ่มบทเฉพาะกาลด้วยว่า ให้รัฐสภาดำเนินการตามมาตรา 132 เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.ป. ดังกล่าวให้แล้วเสร็จ และต้องมีการเลือกตั้งส.ส. ให้กกต.มีอำนาจประกาศกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งส.ส. ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อใช้บังคับกับการเลือกตั้งนั้นไปพลางก่อน