วิเคราะห์จุดบอด‘สิงโตคำราม’หลังฟอร์มตกฮวบ

สดจากสนามแข่ง

พัฒนาการด้านผลงานของ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา นับตั้งแต่ที่แกเร็ธ เซาธ์เกต เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมตั้งแต่ปี 2016

โดยในยุคของเซาธ์เกตนั้น เจ้าตัว พาอังกฤษคว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2018 ต่อด้วยอันดับ 3 ฟุตบอลยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2018-19 และรองแชมป์ยูโร 2020 พร้อมเป็นการปลดล็อกช่วงเวลาอันยาวนานที่ “สิงโตคำราม” ไม่สามารถเข้าถึงรอบ ตัดเชือกทัวร์นาเมนต์สำคัญได้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่ดูมีแววสดใสของอังกฤษก็เริ่มเกิดเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้น หลังจากในเดือนมิถุนายน ผ่านโปรแกรมเตะยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2022-23 ไปแล้ว 4 นัด ทีมยังไม่เจอชัยชนะเลย เก็บได้ แค่ 2 คะแนน จมบ๊วยกลุ่ม 3 ของลีกเอ

ที่แย่ไปกว่านั้น ในบรรดา 4 นัดดังกล่าว อังกฤษยังแพ้ต่อทีมที่ชื่อชั้นเป็นรองกว่าอย่าง “แม็กยาร์” ฮังการี แบบไปกลับ โดยนัดเยือนแพ้ 0-1 ส่วนนัดเหย้าหนักยิ่งกว่า ถูกขยี้คารัง 0-4 เลยทีเดียว ส่วนที่เหลือเสมอเยอรมนี 1-1 (เยือน) และเสมออิตาลี 0-0 (เหย้า)

ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอังกฤษยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพราะจะมีผลต่อการลุยฟุตบอลโลก 2022 ในช่วงปลายปีนี้ด้วย ซึ่งสำนักข่าวดังอย่างสกายสปอร์ตส์วิเคราะห์ไว้ดังนี้

เริ่มจากความกล้าหาญ สกายสปอร์ตส์ชี้ว่าอังกฤษยุคเซาธ์เกตเล่นกันแบบรัดกุมเกินไป ขณะที่กุนซือรายนี้เองก็แสดงให้เห็นหลายครั้งว่าตัดสินใจช้าเกินไป หรือไม่ค่อยกล้าเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง

อังกฤษยุคนี้เต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอดที่ล้วนแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม, กระปรี้กระเปร่า และมีความสามารถด้านเกมรุก ทีมน่าจะผลิตสกอร์ได้มากกว่านี้ถ้าจัดสรรทรัพยากรผู้เล่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหมายความ ว่า “สิงโตคำราม” ควรจะเล่นได้ตื่นตาตื่นใจ และสร้างความหวาดหวั่นให้เหล่าคู่แข่งมากกว่าที่เป็นอยู่

ประการต่อมา ทีมต้องเอาจริงกับโปรแกรมเดือนกันยายน แม้เนชันส์ ลีก จะไม่ได้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญอะไรนัก แต่ผลงานที่ผ่านมาย่อมบั่นทอนสภาพจิตใจของเหล่านักเตะไม่มากก็น้อย

ตลอดทั้ง 4 นัดในเดือนมิถุนายน อาจจะอ้างได้ว่าเป็นการลองทีมของเซาธ์เกต หรืออ้างว่านักเตะเหนื่อยล้าจากฤดูกาลฟุตบอลสโมสรที่ยาวนาน แต่อีก 2 นัดที่เหลือในเดือนกันยายนทีมจะปล่อยให้ความย่ำแย่แบบนี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว

การไปเยือนอิตาลีและเปิดบ้านรับเยอรมนีจะเป็นบททดสอบที่ดีก่อนฟุตบอลโลก เซาธ์เกตควรจะจัดทีมที่ดีที่สุดลงสนาม และสั่งให้นักเตะเล่นเพื่อคว้าชัยชนะเท่านั้น เพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา

ปัจจัยอีกข้อที่สำคัญ ตำแหน่งแบ๊กซ้าย เซาธ์เกตควรใช้นักเตะ ที่เล่นตำแหน่งนี้โดยธรรมชาติจริงๆ หลังจากที่โปรแกรมเดือนมิถุนายน 4 นัดที่ผ่านมา คนที่ได้ลงตำแหน่งนี้เป็น เจมส์ จัสติน, คีแรน ทริปเปียร์ และรีซ เจมส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นแบ๊กขวา

ที่จริงเซาธ์เกตก็มีแบ๊กซ้ายในใจอย่าง ลุก ชอว์ และเบน ชิลเวลล์ แต่ทั้งคู่บาดเจ็บอยู่ กระนั้นอังกฤษยุคปัจจุบันก็มีผู้เล่นอย่าง แมตต์ ทาร์เก็ตต์, อารอน เครสส์เวลล์ หรือ ไทริก มิตเชลล์ ที่เล่นตำแหน่งนี้ ซึ่งทั้งหมดน่าได้รับโอกาสบ้าง

ประการสุดท้าย ตำแหน่งกองกลาง ย้อนไปรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ที่พบโครเอเชีย, รอบรองชนะเลิศเนชันส์ ลีก 2018-19 ที่พบเนเธอร์แลนด์ และรอบชิงชนะเลิศยูโร 2020 ที่พบอิตาลี อังกฤษถูกมองว่าด้อยกว่าคู่แข่ง ในพื้นที่นี้อย่างชัดเจนทั้งหมด

หรือแม้แต่เกมที่เพิ่งแพ้ฮังการียับเยิน ดูเหมือนว่าคัลวิน ฟิลลิปส์ จะถูกทิ้งให้เล่นแบบโดดเดี่ยว ส่วนคนที่ลงมาร่วมกันอย่างจูด เบลลิงแฮม และคอเนอร์ กัลลาเกอร์ แบ่งเบาภาระอะไรไม่ได้เลย

แม้จะยังมีตัวเลือกรายอื่น แต่สกายสปอร์ตส์วิเคราะห์ว่าเซาธ์เกตไม่สามารถทำงานกับทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ชัดเจนสุดคงเป็นจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญกับลิเวอร์พูล แต่ในทีมชาติ แล้วแข้งรายนี้เป็นได้เพียงตัวสำรอง

ปัจจุบันอังกฤษเป็นทีมวัยหนุ่มที่กำลังเติบโต แต่ฟุตบอลโลกที่ใกล้ถึงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทีม อย่างน้อยที่สุด “สิงโตคำราม” ต้องทำผลงานในทัวร์นาเมนต์นี้ให้ดี เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจสู่รายการอื่นในภาย ภาคหน้าต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน