“ต่างประเทศและเศรษฐกิจต้องไปคู่กัน แล้วเสริมด้วยดิจิทัล ถ้าเราไม่เสริมตรงนี้ เรายังคงต้องอยู่ในโหมดอนาล็อก”
หมายเหตุ : นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ‘ข่าวสด’ ถึงการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโต และแนวนโยบาย ด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย
ต้องเข้าใจว่ามุมเศรษฐกิจเปลี่ยนไปเยอะ ไม่ใช่เฉพาะมุมเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มุมต่างประเทศและมุมภูมิรัฐศาสตร์ ที่เปลี่ยนไปในทุกด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งกระทบกันเป็นลูกชิ่งเหมือนโลกาภิวัตน์ ที่มีปัญหาคือเมื่อเกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งก็กระทบมายังประเทศไทยด้วย
หากเราจะทำนโยบายเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องเข้าใจให้ครบ ทั้งด้านการต่างประเทศ ที่ไม่ได้หมายความถึงการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่รวมถึงการค้าระหว่างประเทศและเรื่องดิจิทัลเทคโนโลยีด้วย หากเราตามตรงนี้ไม่ทันก็จะตกขบวนรอบ 2
เวลานี้เรื่องการต่างประเทศถือว่าเรายังไปได้แต่คาดหวังว่าเราจะไปได้ดีกว่านี้ หากอยากเป็นที่รู้จักของต่างประเทศ อยากให้คนมาลงทุนในประเทศเยอะๆ อยากให้เขามองประเทศเราไปในมุมมองที่ดีขึ้นว่าเราเป็นประชาธิปไตย มีกระบวนการยุติธรรมที่คุ้มครองคนมาลงทุนในประเทศได้
นอกจากนั้น ต้องชี้ให้เห็นว่าในอนาคต ประเทศไทยจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปในทิศทางไหน ฉะนั้น เรื่องการต่างประเทศ เศรษฐกิจและดิจิทัล จะเป็น 3 เรื่องที่เข้ามาพัวพันกัน หากไม่พัฒนาทั้ง 3 ส่วนนี้ จะทำให้เราเดินช้า
แต่เราอยากเดินเร็วเพราะทรัพยากรมีจำกัด การแข่งขันสูง สถานการณ์โลกก็ไม่ค่อยราบรื่น กฎระเบียบต่างๆ ที่เคยใช้ช่วงก่อนโควิด-19 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น สหรัฐที่แข่งขันกับจีน แต่ก่อนเคยเป็นการค้าแบบเสรี ตอนนี้เสรีบ้างไม่เสรีบ้าง อาจเริ่มใช้การป้องกันสินค้านำเข้า การตั้งกำแพงภาษี สิ่งเหล่านี้เราต้องวางแนวทางให้ชัดเจนว่าจะไปอย่างไร
ทั้งสหรัฐกับจีน ป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับเรา เรามีความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศมายาวนาน ฉะนั้น ต้องรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ให้แข็งแรงเหมือนเดิม เราต้องเข้าใจว่าปัญหาของสหรัฐกับจีนคืออะไร และเราอยู่ตรงไหน ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับปัญหาของเขา
วันนี้เราต้องการทำให้เศรษฐกิจเติบโต ทำให้คนไทยมีงานทำมากขึ้น ให้คนมีหนี้ลดน้อยลง ให้มีการลงทุนในประเทศมากขึ้นเพื่อจะได้เก็บภาษีมาพัฒนาประเทศ
เป้าหมายของเราคือทำเศรษฐกิจให้โต และลดภาระหนี้สินของภาคครัวเรือน ลดภาระหนี้สินของประเทศลงให้ได้ หากเราไม่สนใจเรื่องการต่างประเทศเลย เม็ดเงินจากข้างนอกก็จะไม่เข้ามา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
● มีมุมมองอย่างไรที่หลายฝ่ายบอกว่าไทยต้องให้ความสำคัญกับจีโอโพลิติกส์ หรือภูมิรัฐศาสตร์
เราต้องเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในโลก เราต้องติดตามข่าวทุกวัน หากเป็นไปได้ 24 ชั่วโมงเลย รัฐบาลควรมีทีมที่คอยติดตาม ดูแลความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา และมาปรับตัวเราเองให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ตลอดเวลา เราจะมานิ่งเฉยไม่ได้
ยกตัวอย่างวันนี้เราวางยุทธศาสตร์ 20 ปีเป็นอะไรที่แข็งตัวมาก เราต้องพร้อมปรับตัว เป็นเรื่องที่เราต้องยืดหยุ่นตลอดเวลา และพร้อมปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ตลอดเวลา หากเรายัง ไม่ปรับตัวก็อาจจะทำให้เราต้องเสียโอกาส
● หากพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาทำหน้าที่รัฐบาล วางลำดับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้อย่างไร
เวลานี้เราเป็น 1 ใน 10 ของอาเซียน ต้องให้ความสำคัญกับอาเซียน รวมถึงประเทศมหาอำนาจว่าเขามีความสัมพันธ์กับเราระดับไหน อย่างไร ตรงไหนที่ยังไม่ดีพอก็กระชับความสัมพันธ์ให้แข็งแรงขึ้น
เช่น ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง คือกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ Gulf Cooperation Council หรือกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาก มีวงเงินลงทุนที่สูง แต่ที่ผ่านมา เขาไปลงทุนในกลุ่มประเทศตะวันตกมากกว่า เพราะเขามั่นใจว่า หากเขาลงทุนแล้วเงินเขาไม่หาย
เวลานี้โลกเปลี่ยนมามุ่งทางเอเชียมากขึ้นประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็มองว่าภูมิภาคของเรามีความสำคัญ ดังนั้น เขาจะเริ่มมาเซอร์เวย์ดูแล้วว่าหากเขาจะย้ายมาลงทุนในภูมิภาคนี้ หรือในไทย มีความปลอดภัยแค่ไหน หากปลอดภัยและให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่าเงินของเขา การลงทุนของเขาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ไม่ได้ถูกใครกลั่นแกล้ง เชื่อว่าใครๆ ก็อยากมาอยู่เมืองไทยกันหมด
● ในฐานะอดีตผู้แทนการค้า มองการดำเนินการด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างไร
เราต้องดูผลงานเป็นหลัก การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเราต่ำมาก แม้เศรษฐกิจของประเทศอื่นเขาก็ต่ำแต่ของเราก็ไม่ควรต่ำสุด อย่างน้อยในกลุ่มอาเซียนเราควรมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่านี้ แต่ที่ผ่านมามันไม่เป็นเช่นนั้น
ส่วนเรื่องการต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะมุ่งให้ความสำคัญกับการต่างประเทศขนาดไหน ซึ่งพรรคเพื่อไทย เล็งเห็นความสำคัญเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สมัยไทยรักไทย เวลานี้เรามุ่งทำให้คนในประเทศมีรายได้ดีขึ้น ทำให้คนมีโอกาสมีงานทำมากขึ้น นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งการต่างประเทศจะเป็นตัวคู่ขนาน หากเราละเลยเรื่องนี้การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจก็จะหายไป
● คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจที่ตั้งขึ้นมา มีการขับเคลื่อนหรือดำเนินการอย่างไรบ้าง
แม้จะไม่ได้แถลงข่าวแต่เขาทำไปเยอะ การประชุมหรือหารือกันในเรื่องนโยบายเราทำเป็นประจำ บางครั้งไม่ต้องเข้าพรรค แต่เราประชุมผ่านระบบซูม เศรษฐกิจสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันก็ต่างกัน ขณะนี้เทคโนโลยีเข้ามาแล้ว สามารถประชุมออนไลน์ได้ จะไป มุมไหนของโลก การจะทำข้อตกลงอะไรก็ไม่ควรใช้เวลานานแล้ว
สมัยพรรคไทยรักไทยเราทำ FTA สำเร็จไปหลายประเทศแล้ว แต่เวลานี้ที่อยากเปิดแต่ยังไม่ได้เปิดคือ EU ซึ่งตั้งท่าจะเปิดมานานแล้วแต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าไปไหน แต่เชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลต้องเร่งผลักดันเรื่องนี้อย่างน้อย 1 ปี ก็ควรจะเสร็จแล้ว
● ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการเศรษฐกิจพรรค มีข้อเสนอแนะนำไปสู่การจัดทำนโยบายอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
พรรคเห็นว่าผมมีความรู้เรื่องการค้าระหว่างประเทศดี อยากให้เข้ามาดูเรื่อง FTA ซึ่งมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ หลายประเทศที่เจริญแล้ว เช่น เวียดนาม สหรัฐ อียู ญี่ปุ่น เป็นต้น ทำกันหลาย FTA แล้ว เราจะก้าวไปสู่ข้อตกลงสมัยใหม่ได้อย่างไร ซึ่งมีเรื่องของ Digital Economy Partnership Agreement (DEPA) ซึ่งน่าสนใจมาก เป็นข้อตกลงที่เริ่มจากสิงคโปร์ ชิลี และนิวซีแลนด์ ซึ่งจีน แคนาดา และเกาหลีใต้กำลังจะขอเข้าร่วม
ข้อตกลงนี้จะเป็นข้อตกลงที่ก้าวหน้าและทันสมัยขึ้น แต่มันอาจมีปัญหาในเชิงว่ามีคนไม่เห็นด้วยบางเรื่อง เช่น Competition Policy การป้องกันการผูกขาด เรามีกฎหมายเรื่องการแข่งขันแต่เราไม่มีนโยบาย ดังนั้น เรื่องการค้าระหว่างประเทศ หากเรามีนโยบายนี้ก็จะช่วยให้เอสเอ็มอีมีโอกาสเกิดได้ มีความเท่าเทียมในการแข่งขันกับบริษัทใหญ่ในการเข้าสู่ตลาดโลกผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ
วันนี้เราต้องตั้งคำถามว่าทำไมเวียดนามถึงทำข้อตกลงกับหลายๆ ประเทศ ทั้งที่เขาก็เป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนกัน ที่เราพูดกันว่าเวียดนามไปเร็วกว่าเรา ก็ผู้บริหารไม่ทำเรื่องพวกนี้แล้วจะมานั่งบ่นกันทำไม รู้อยู่แล้วว่าคุณต้องทำอะไร แต่คุณไม่ทำ
นอกจากนี้ มีเรื่องเกี่ยวกับไซเบอร์ ซึ่งกังวลว่าใครจะมาล้วงตับ ล้วงบัญชีเรา ประเทศพวกนี้ก้าวหน้ากว่าเราเยอะมาก เขามีระบบป้องกัน ฉะนั้น จะมีระบบประสานงานกันในเชิงข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทำให้เราสามารถขยับเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้ดีขึ้น มีส่วนดึงคนเข้ามาลงทุนในประเทศด้วยว่ามาตรฐานดิจิทัลของเรา ระดับโลกแล้ว
อย่างน้อยต้องเทียบเท่ากับสิงค์โปร์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกว่ามีความทันสมัย ก้าวหน้า ดังนั้น หากไทยอยากก้าวออกจากอนาล็อก ผมก็จะแนะนำว่าควรเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว นี่คือ เรื่องที่ผมพูดกับคณะกรรมการ
● การตั้งเป้าหมายแลนด์สไลด์ 310 เสียง มองว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน
การตั้งเป้าหมายเป็นความปรารถนาของทุกพรรคที่อยากชนะการเลือกตั้ง อย่างน้อยทุกพรรคต้องประเมินว่าคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง หรือได้คะแนนเสียงเป็นส่วนใหญ่จากคะแนนทั้งหมด
คำว่าแลนด์สไลด์นั้น เข้าใจว่ากติกาที่เป็นอยู่มันทำให้พรรคที่แม้ได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะตั้งรัฐบาลได้หรือเปล่า ซึ่งในอดีตถ้าเป็นพรรคที่มีเสียงส่วนใหญ่แม้ไม่เกินครึ่ง แต่เมื่อ ไปรวมกับพรรคอื่นแล้วเกินครึ่งก็จัดตั้งรัฐบาลได้
แต่ครั้งนี้จะแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะต้องอาศัยเสียงของ 250 ส.ว. ซึ่งก็ยังอ่านใจ ส.ว.ไม่ออก เพราะส.ว.ก็ได้รับการแต่งตั้งจาก 3 ป. ฉะนั้นเราจำเป็นต้องได้แลนด์สไลด์เพื่อให้มั่นใจว่า เราสามารถเข้ามาเป็นรัฐบาล แก้ปัญหาของประเทศที่มันมีอยู่ เยอะแยะไปหมดในเวลานี้
● คะแนนความนิยมจากทุกโพลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มีโอกาสสร้างปรากฏการณ์ เหมือนพรรคไทยรักไทยสมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ได้ 377 เสียงหรือไม่
ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าเขายังมีความมั่นใจต่อพรรคมากน้อยขนาดไหน เขายังมีความเชื่อว่าเมื่อเราเข้ามาแล้ว จะช่วยทำให้สิ่งที่เขาเป็นกังวล เป็นทุกข์อยู่นั้นเบาลงหรือหายไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ขณะนี้หนี้ ครัวเรือนสูงถึงกว่า 90% แล้ว ซึ่งถือว่าสูงมากส่งผลให้เกิดความเครียด ตามมาด้วยเรื่องของการทวงหนี้ มีการทุบตีทำร้าย กลายเป็นปัญหาสังคมขนาดใหญ่ที่ต้องแก้อีก
● มองทางออกอย่างไรหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแล้วไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
เมื่อตั้งไม่ได้ก็คือตั้งไม่ได้ คงไม่มีทางออกอื่น เพียงแต่วันนี้เราอยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ฉะนั้นหากทุกคนเล่นตามกติกา ไม่ออกนอกลู่นอกทาง เชื่อว่าไม่มีปัญหา แต่เมื่อไม่เล่นตามกติกาก็จะนำมาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอีก บ้านเมืองไม่สงบ เศรษฐกิจเราก็จะตกต่ำแล้วดาวน์ลงไปเรื่อยๆ
● ที่ น.ส.แพทองธาร ปราศรัยว่าปีหน้าค่าแรงขั้นต่ำอาจปรับขึ้นได้ทันที มองว่าเป็นไปได้หรือไม่เพราะหนี้ประเทศยังสูงอยู่
ถ้าเรามีความเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างน้อย 5% เรื่องค่าแรงขั้นต่ำถือเป็นเรื่องเล็กแล้ว วันนี้เมื่อไปดูตัวเลขประกันสังคม คนที่ได้อัตราค่าแรงขั้นต่ำมีอยู่ไม่ถึง 4 ล้านคน คนพวกนี้เราจะต้องเพิ่มเงินให้เขาไปถึง 600 บาท
ดังนั้น หากเราทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างน้อย 5% พรรคเชื่อว่าเราสามารถทำได้อย่างที่เราประกาศไว้ หากเราอยากทำให้เศรษฐกิจโต 5% เราต้องทำให้เซกเตอร์ไหนโตบ้าง แล้วแต่ละ เซ็กเตอร์ต้องโตกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เศรษฐกิจโตถึง 5% ในภาพรวม ซึ่งตรงนี้เรามีตัวเลขหมดแล้ว ไม่ใช่การนั่งเทียน มีการคำนวณและศึกษาไว้หมดแล้ว เช่น การลงทุนของภาครัฐต้อง กี่เปอร์เซ็นต์ การบริโภคกี่เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละส่วนต้องทำให้ จีดีพีโตกี่เปอร์เซ็นต์
ผมอาสาเข้ามาช่วยงานพรรค ผมอยู่ตรงนี้มานาน อยากเห็นพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ผมไม่ติดใจเรื่องตำแหน่ง แล้วแต่พรรคจะพิจารณาว่าเราเหมาะสมตรงไหน หากเห็นว่าไม่เหมาะสม เราก็ช่วยงานเขาอยู่ดี
ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจ การต่างประเทศและดิจิทัลถือเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนอาจมองว่าเรื่องเศรษฐกิจภายในเป็นรื่องต้องทำก่อน แต่สำหรับผมไม่ใช่ ผมมองว่าการต่างประเทศและเศรษฐกิจต้องไปคู่กัน แล้วเสริมด้วยดิจิทัล ถ้าเราไม่เสริมตรงนี้ เรายังคงต้องอยู่ในโหมดอนาล็อก