นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการแก้ไขปัญหาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวส่งผลต่อประมาณการผู้โดยสารลดลง ต้นทุนค่าใช้จ่ายทางการเงินของเอกชน คู่สัญญา หรือ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น การประมาณการรายได้ลดลง ความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนของโครงการได้รับผลกระทบ ทำให้ไม่มีรายได้เพียงพอชำระรายได้ขั้นต่ำของรัฐได้
ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาสรุปร่วมกันได้ดังนี้ การร่วมกันผลักดันการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายสำหรับการเดินทางในภูมิภาคเอเชีย 1.เอกชนเพิ่มการลงทุนจากเดิมประมาณ 4,500 ล้านบาทเป็นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ภาครัฐจะสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษี 5 ปี ทบทวนมาตรการสนับสนุน ทุกๆ 10 ปี และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ กรรมสิทธิ์ในงานพัฒนาเมืองการบินฯ ทั้งหมดจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ
2. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเพิศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ในฐานะคู่สัญญากับเอกชน จะพยายามหาแหล่งเงินกู้ภายใต้เงื่อนไขที่ดีต่อตลาดใกล้เคียงโครงการของรัฐ จนกว่าผลกระทบจากวิกฤตจะสิ้นสุด 3.ปรับปรุงการพัฒนาหลักเกณฑ์พัฒนางานหลักของการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาจากเดิมผู้โดยสารจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการพัฒนาสนามบินเป็น 4 ระยะแก้ไขสนามบินเป็น 6 ระยะเพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงไป
4.ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ของเอกชนคู่สัญญา คู่สัญญาตกลง ให้ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ของเอกชนคู่สัญญาในช่วงเวลาตามเงื่อนไข โดยจัดลำดับรายการ ที่เอกชนคู่สัญญาต้องชำระ และ 5.เลื่อนวันเริ่มนับระยะเวลาให้บริการและบำรุงรักษาโครงการ หากมีการก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ แต่ปริมาณผู้โดยสารมีไม่ถึง 5.6 ล้านคน/ปี ให้เลื่อนการเริ่มนับระยะเวลาปีที่ 1 ในปีที่มีปริมาณผู้โดยสารต่อปี จำนวน 5.6 ล้านคน