พิธา’ ชวดนายกฯ รอบแรก ได้ 13 ส.ว.หนุน แต่ได้แค่ 324 เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ลั่นไม่ยอมแพ้-ไม่ถอยแก้มาตรา 112 ลุ้นโหวตรอบสอง 19 ก.ค. เร่งวางยุทธศาสตร์โหวตหนุน อภิปรายก่อนโหวตเดือด ส.ส.ขั้วเดิม-ส.ว.รุมฟาด ‘พิธา-ก้าวไกล’ จ้องโละ ม.112 ซัดมีคุณสมบัติต้องห้ามเหตุถือหุ้นสื่อ เตือนใครขืนลงมติหนุนอาจถูกดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่ขัดรธน. ด้าน ‘พิธา’ เหน็บรัฐสภาจะมีศาลเตี้ยไม่ได้ ก้าวไกลแห่โต้มีเจตนา ล้มสถาบัน แต่หวังยุติการนำสถาบันมาเป็นประเด็นการเมือง ส่วนม็อบเชียร์จ่อถกยกระดับชุมนุม กกต.สวนก้าวไกลปมยื่นศาลรธน.เชือด คดีหุ้น ยันทำตามกฎหมาย-ไม่ได้เร่งรัด

โหวตนายกฯ-เสนอ‘พิธา’คนเดียว

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 ก.ค. ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เป็นประธานแจ้งเวลาอภิปรายผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ วุฒิสภา 2 ชั่วโมง ส.ส.ทั้ง 18 พรรค 4 ชั่วโมง โดยให้อภิปรายเป็นรายพรรค แบ่งเป็น 8 พรรคที่จัดตั้งรัฐบาล 2 ชั่วโมง การอภิปรายควรยุติลงก่อนเวลา 17.00 น. แต่หากไม่มีอะไรมากน่าจะจบก่อนเวลา 17.00 น.

สำหรับจำนวนสมาชิกรัฐสภามี 749 เสียง เนื่องจากมีส.ว.ลาออก 1 คนเมื่อวันที่ 12 ก.ค. คือ น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร จำนวนเสียงโหวตนายกฯ ต้องได้กึ่งหนึ่ง คือ 375 เสียง

เวลา 10.00 น. เข้าสู่การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ โดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นนายกฯ โดยมีเสียงรับรองครบและไม่มีพรรคอื่นเสนอชื่อแข่ง

‘ธาดา’ฟาดเดือดจ้องโละม.112

เวลา 10.10 น. เปิดให้สมาชิกอภิปราย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายเริ่มจากการอ่านแถลงการณ์จุดยืนพรรคที่ประกาศไว้เมื่อ 17 พ.ค.2566 ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 หัวหน้า 7 พรรคที่ร่วมตั้งรัฐบาลก็แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย เป็นเหตุให้บันทึกความเข้าใจร่วมกันของ 8 พรรคไม่มีเรื่องดังกล่าว แต่นายพิธาเป็นคนเดียว ที่ยืนยันจะแก้ไข โดยให้ส.ส.พรรคก้าวไกลเสนอร่างกฎหมายเอง ขอถาม 7 พรรคจะว่าอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้

“คนไทยไม่ได้มีแค่ 14 ล้านคน ท่านต้องเป็นนายกฯ ของคนทุกคน ของประเทศ อย่าหลงระเริงกับ 14 ล้านเสียงเพราะไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ตัวชี้ขาด พรรคท่านเคยเสนอให้ยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ไม่ให้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงอีกต่อไป ผมกับพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อท่านจะปกป้องสถาบันในเมื่อจะลด การคุ้มครอง ลดโทษ ไม่เอาผิด ไม่ลงโทษผู้ละเมิด วันนี้ถ้าท่านพูด มาคำเดียวว่าจะไม่ยุ่งมาตรา 112 พรรคภูมิใจไทยจะลงให้ พวกท่าน มีส่วนจะลดปมความขัดแย้งเอาใส่กระเป๋าไว้ไม่ได้หรือ ทำไมไม่ถอยสักนิด อย่าไปจุดชนวนถ้าทำจะวุ่นวาย ซึ่งจะเป็นภารกิจของผม และพรรคที่ต้องให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่คู่สังคมไทยไปตลอด” นายชาดากล่าว

‘ประพันธ์’ชี้มีคุณสมบัติต้องห้าม

จากนั้น นายประพันธ์ คูณมี ส.ว. อภิปรายว่า การเสนอชื่อนายพิธา เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ขัดมาตรา 159 วันนี้อยู่ในโหมดการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 บทเฉพาะกาล แต่การเสนอชื่อนายกฯ ก็อยู่ในบทมาตรา 159 บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 160(6) ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งมาตรา 98(3) ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน แต่นายพิธามีปัญหาเรื่องคุณสมบัติขัดทั้ง 2 มาตรา การเสนอชื่อนายพิธาขัดต่อข้อบังคับที่ 136 จะเสนอชื่อบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ได้

คุณสมบัติของนายพิธาปรากฏชัดเจนเมื่อ 12 ก.ค. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาสมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธา เรื่องนี้เป็นความเห็นที่ยุติโดยกกต. แต่ในชั้นพิจารณาจของสภาต้องพิจารณาว่าการที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายพิธานั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายและขัดข้อบังคับหรือไม่ อาจมีหลายคนเห็นแย้งว่ายังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญจะถือเป็นบุคคลที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติไม่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาล เพราะปัญหาเรื่องคุณสมบัติส.ส. ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับคนที่จะมาเป็นนายกฯ เป็นเรื่องที่วิญญูชนหรือคนทั่วไปวินิจฉัยได้ กฎหมายจึงเขียนไว้ในมาตรา 151 พ.ร.ป. เลือกตั้งส.ส.ว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วและจงใจไปสมัครส.ส.จึงเป็นความผิด

ส่วนกรณีกฎหมายให้ศาลวินิจฉัยนั้น เป็นเรื่องที่กกต.เห็นว่า สมาชิกภาพของท่านสิ้นสุดแล้วแต่ท่านไม่ยอมรับ ไม่รู้ตัว จนต้องให้สมาชิกเข้าชื่อแล้วยื่นต่อศาลเท่านั้น การเสนอชื่อบุคคลดังกล่าว สภาไม่อาจรับไว้พิจารณาและโหวตหรือลงคะแนนเสียงให้ หากสภาเห็นชอบหรือลงมติต่อไปย่อมขัดกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากเรายังดึงดันจะยังลงมติจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม อาจถูกดำเนินคดีตามมาตรา 231(1) คือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เหตุนี้ตนจึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ

‘ทิม’เหน็บสภามีศาลเตี้ยไม่ได้

เวลา 11.00 น. นายพิธา ใช้สิทธิพาดพิงว่า กรณีนายชาดา ติติงบุคลิก และภาวะผู้นำนั้นตนกำลังพัฒนาอยู่ พยายามฟังมากกว่าพูด และรักษาคำพูดเหมือนสโลแกนพรรคภูมิใจไทยเป๊ะว่าพูดแล้วทำ ผู้นำที่ดีต้องมีความอดทน อดกลั้น รับฟังข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ ส่วนมาตรา 112 ที่ไม่ได้อยู่ในเอ็มโอยู 8 พรรคนั้น การแก้ไขกฎหมายอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อเรายื่นเสนอไม่มีใครผูกขาด คือหน้าที่ของสภาในการแก้ไขข้อขัดแย้ง ตนไม่เห็นด้วยอย่างแรงที่บอกว่าใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เอาปืนไปยิง ไม่แน่ใจว่าคนที่สูญเสีย ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน 99 ศพที่ราชประสงค์ ย้อนหลังไปถึง 6 ตุลาฯ 14 ตุลาฯ ยังไม่รู้ว่าวัฒนธรรมรับผิดรับชอบ เขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย

ส่วนกรณีนายประพันธ์พาดพิง ขอยืนยันตนยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการและด้วยความชอบธรรม ตนยังไม่รู้เลยว่าข้อกล่าวหาคืออะไร สงสัยประเด็นไหน แล้วหลักการที่บอกว่าสมมติฐานไว้ว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน มันมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ตนยังไม่มีโอกาสชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว

“คราวที่แล้วปี 2562 ก็มีเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้กระทบการเลือกนายกฯ มีคนบอกว่ารัฐบาลเสียงข้างมากรวมเสียงได้มากที่สุด 249 เสียง ก็เป็นตามนั้นไม่มีแตกแถว ดังนั้นไม่ต้องกังวลที่บอกว่า ม.6 ขึ้นมหาวิทยาลัย เรื่องของวิญญูชน ผมรัดกุมมาตลอด ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับคุณสมบัติ สอบถามป.ป.ช.ทุกครั้ง เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบยังดีกว่าบางคนที่ไม่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช.หรือกกต.” นายพิธาชี้แจง

แจง 3 ปม-สัญญาไทยคือรัฐเดี่ยว

นายพิธาชี้แจงกรณีถูกพาดพิงใน 3 ประเด็น คือ 1.เรื่องการ ต่างประเทศ ซึ่งเราต้องรีบเลือกนายกฯ เพราะเดือนก.ย.นี้ จะมีการประชุมสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ ตนต้องการเป็นผู้นำไปบอกทุกคนบอกโลก ว่าไทยพร้อมแล้วที่จะกลับมามีบทบาทที่ดี ในมุมมองทางการต่างประเทศ วันนี้น่ากังวลที่มีการพูดถึงทหารยิงประชาชนโดยพาดพิงประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเป็นตนจะระมัดระวังคำพูด ที่จะพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับเรา เศรษฐกิจเราขับเคลื่อนได้ด้วยพวกเขา นี่เป็นสิ่งที่นายกฯ ต้องทำ ต้องหาจุดสมดุล และต้องรู้ หลักการว่าเราจะเป็นหนึ่งในสมาชิกของโลกอย่างไร รู้ว่าต้องเงียบเมื่อไหร่ ดังนั้น ขอให้สมาชิกสบายใจได้ว่าการแถลงนโยบายต่อสหประชาชาติครั้งแรกของตนจะเป็นประโยชน์ของคนในชาติ

2.เรื่องการแบ่งแยกดินแดน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ติดกับประเทศมาเลเซียจึงเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วย ซึ่งมีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเสพติด และน้ำมันเถื่อน ตนขอให้คำยืนยันว่ารัฐไทยภายใต้การนำของนายพิธา ประเทศไทยจะเป็นรัฐเดี่ยวที่ก้าวหน้า จะลดความมั่นคงทางทหาร แต่จะเพิ่มความมั่งคั่งทางอาหาร และใช้สภา เป็นพื้นที่พูดคุยปกป้องการแบ่งแยกดินแดนให้ดีที่สุด ซึ่งส.ส.ทั้ง 13 เขต และประธานสภา มีคุณวุฒิเรื่องแบบนี้เราจะทำงานร่วมกันโดยใช้สภาสร้างความสบายใจ พร้อมสนับสนุนพหุวัฒนธรรม สนับสนุนทุกศาสนา ทำให้รัฐไทยก้าวหน้านี่คือคำมั่นสัญญาของตน 3.เรื่องที่เกี่ยวกับ ยาเสพติด และน้ำมันเถื่อน คิดว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลได้ยืนยันชัดเจนในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำรวจ และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย การบริหารจัดการกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาในการนำยาเสพติดเข้ามา ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นเรื่องที่ทั้ง 8 พรรค ที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลใส่ใจปัญหาเหล่านี้อย่างแน่นอน

‘ชัยธวัช’ปัดก.ก.จ้องล้มสถาบัน

ต่อมานายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เจตนาที่เราเสนอให้แก้มาตรา 112 เป็นแนวคิดที่อยู่บนฐานความคิดว่าสถาบันหลักของชาติจะดำรงได้ด้วยความยินยอมของประชาชน ไม่มีสถาบันใดที่จะดำรงอยู่ได้ด้วยความกดปราบ มีการกล่าวว่าการเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ จะเป็นการล้มล้างสถาบัน ประมุขต้องอยู่เหนือการเมือง อันตรายมากที่ต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้ เข้ามาพัวพัน เราพยายามเสนอว่าต้องช่วยกันนำสถาบันออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ส่วนที่ระบุว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นการเสนอยกเว้น ความผิด ยกเว้นบทลงโทษฐานหมิ่นประมาทสถาบันนั้น ขอชี้แจงว่าในปี 2478 เคยมีการปรับปรุงกฎหมายอาญา รศ.127 เรื่องนี้มาแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย อยากเชิญชวนสมาชิก ลงมติให้นายพิธา เป็นนายกฯ เพื่อคืนความปกติให้แก่รัฐสภาไทย

นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อภิปรายว่า ตนขอได้หรือไม่ ไม่แก้มาตรา 112 เพราะมีเรื่องอื่น อีกหลายเรื่องให้แก้ไข เพราะการแก้ไขมาตรา 112 มีแต่จะสร้าง ความแตกแยก ที่บอกว่า 14 ล้านเสียงพร้อมลงถนน อีก 20 ล้านเสียง ก็พร้อมยอมตายถวายชีวิตเพื่อปกป้องสถาบันเช่นกัน คนลงถนนบ้านเมือง จะอยู่อย่างไร มีแต่พังพินาศ ชัยชนะบนซากปรักหักพังชอบกันหรือ

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคารพกติกาและสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 ขอเรียกร้องไปยัง ส.ว. เป็นบทกลอนว่า “ขอสัญญาจะเลือกพิธา ขอ ส.ว. ยกมือสนับสนุน ประชาชนเขาเลือกมานั้นเป็นคุณ พิธาจะทำงาน แทนคุณประเทศเอย”

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) อภิปรายว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึงการแก้มาตรา 112 ตนอยู่ ในสภา ชุดที่ 25 ยังไม่เคยเห็นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภา และในเอ็มโอยูของพรรคร่วมทั้ง 23 ข้อก็ไม่มีเรื่องนี้ วันนี้ปัญหา ของประเทศเกิดจากคนไม่ยอมรับคน เราจึงใช้มุมมองเชิงความรู้สึก เชิงอำนาจนิยม จึงขอวิงวอน ส.ว.ที่มีอำนาจเลือกนายกฯ ซึ่งเหลืออำนาจเพียง 10 เดือน ขอให้พิจารณาตามหลักจริยธรรม

‘คำนูณ-ปชป.’จุดยืนชัดเจน

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. อภิปรายว่า ตนรับไม่ได้ เพราะตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นละเมิดต่อรัฐ ต่อความมั่นคง โดยเฉพาะการลดโทษอย่างมีเงื่อนไขต่อบุคคลที่ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายสถาบัน พระมหากษัตริย์ เช่น จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 3 แสนบาท และมีบทยกเว้น โทษที่ถือว่าไม่ต้องรับโทษ รวมทั้งมีข้อเสนอเรื่องการแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกล ไม่จำกัดแค่สถานะที่องค์พระมหากษัตริย์จะละเมิดไม่ได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การใส่ร้าย การวิจารณ์ไม่เป็นธรรมบนโซเชี่ยลมีเดีย

สังคมใหม่ที่ท่านกำลังจะสร้างขึ้น คิดดีแล้วหรือไม่ เพราะจะกระทบ ต่อการเคารพของสถาบันที่บุคคลอื่นจะละเมิดมิได้ เสมือนเป็นการ แก้รัฐธรรมนูญบทคุ้มครองในฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ รวมถึงนิรโทษกรรมจำเลยและผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ทั้งหมด เนื่องจาก ร่างที่เสนอต่อสภา ไม่มีบทเฉพาะให้มีผลบังคับใช้ทันทีนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน จะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ขอถามว่าวันนี้ประเทศไทยเจอวิกฤตเรื่องนี้หรือเรื่องอะไร ท่านเคยคิดทบทวนว่าถ้าท่านได้เป็นนายกฯ สิ่งแรกที่ท่านแก้ไขปัญหากับประเทศชาตินี้คือเรื่องอะไร เคยทราบหรือไม่ว่าวันนี้พี่น้องประชาชนต้องเจอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำไมไม่คิดแก้ไข คิดแต่จะไปลดทอนกฎหมายกับบุคคลที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อชาติ และสถาบัน อย่างนั้นหรือไม่ นี่หรือคนที่จะประกาศว่า จะก้าวสู่นายกฯ คนที่ 30 ใครก็ตามที่คิดจาบจ้วงสถาบัน ตนและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 25 คนจะออกไปต่อสู้และต่อต้าน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ถึงที่สุด

‘เสรี’สับยุยง-ปชช.ก้มกราบ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า คนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศหรือเข้าไปบริหารประเทศ จะต้องมีพฤติกรรมไม่ทำการใดๆ ที่จะดูหมิ่น ไม่ปกป้องเชิดชูสถาบัน เราเห็นสถานการณ์นอกสภา มีการทำผิดต่อกฎหมาย มีการสร้างสิทธิเสรีภาพให้พี่น้องประชาชนในทางที่ผิด มีการเสนอแนวคิดต่างๆ ให้มีการกระทำที่ละเมิดจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันมากมาย จนท่านต้องออกมาบอกว่าจะแก้ไขมาตรา 112 เพราะมีคนถูกดำเนินคดีมากมาย อ้างว่าช่วยคนที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งมาจากการที่ท่านไปสนับสนุนให้เยาวชน ประชาชนทั้งหลายทำแต่สิ่ง ที่ละเมิดสถาบัน และท่านยังใช้ตำแหน่งไปประกันตัว แทนที่จะไปลดปัญหาแต่กลับเป็นการส่งเสริมเพียงเพราะต้องการได้มวลชน เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ตนหรือส.ว.ไปสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ก็จะผิดวิสัย

หลังการลงมติไปแล้วหากท่านได้เสียงสนับสนุนจากประชาชน จนกระทั่งทำหน้าที่นายกฯ ได้ ตนก็ยินดีด้วย แต่หากเสียงไม่ถึง ท่านต้องไม่แสดงการกระทำอะไรที่เป็นการปลุกปั่นม็อบ เมื่อท่านไปลง พื้นที่มีคนเรียกท่านว่านายกฯ คนที่ 30 ตนก็เห็นว่าเป็นความต้องการของประชาชน แต่ไม่อยากเห็นภาพที่ประชาชนก้มกราบท่าน ทำให้คิดว่าประชาชนอยากกราบท่านจริงหรือสร้างภาพ หรือจ้างคนมา ซึ่งไม่สมควรที่จะทำให้เกิดภาพเหล่านี้ขึ้น จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้นายพิธา และพรรคก้าวไกลบริหารประเทศ

‘พิธา’สวนกลับ-ถอน‘ศาลเตี้ย’

เวลา 14.05 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ได้แจ้ง ให้นายพิธาทราบว่ามีผู้ประท้วงที่นายพิธาพูดถึงศาลเตี้ยในรัฐสภา ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่ถอดคำพูดแล้ว นายพิธาจะพูดอย่างนี้ไม่ได้ ขอให้ถอนคำพูด โดยนายพิธา ชี้แจงว่า ตรงตามคำพูดว่าจะมีศาลเตี้ยในรัฐสภา ไม่ได้ ซึ่งน่าจะเห็นตรงกันทั้งๆที่กระบวนการวินิจฉัยยังไม่สิ้นสุด ตนเห็นว่าตรงนี้ไม่มีประเด็น อะไรที่มาประท้วงกัน แต่ตนเป็นผู้นำที่รุกได้ ถอยเป็น ถ้ายังติดใจอยู่ตนก็ขอถอนคำว่าศาลเตี้ย

นายพิธากล่าวว่า ส่วนที่นายเสรีอภิปรายว่า เวลาตนลงพื้นที่แล้วมีประชาชนมากราบเท้า คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนั้น ตนก็คิดว่า ไม่เหมาะสม และตนได้พยายามจะกราบเท้าประชาชนกลับ เพราะคิดว่าเป็นประชาชนเท่ากัน ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนี้ซึ่งได้รับคำอธิบายว่าเป็นการบนให้ตนเป็นนายกฯ ตนจึงอธิบายว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ และเห็นด้วยว่าไม่ควรจะให้ใครมากราบเท้าใครใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ได้เป็นที่นายเสรีพูดเกี่ยวกับการยุยง และสนับสนุนเด็กนั้น เยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ยุยงปลุกปั่นไม่ได้ เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า คนรุ่นเรา ถ้าสมมติยุยงปลุกปั่นได้ด้วยข้อมูล ด้วยการชักจูง ตนว่า ค่านิยม 12 ประการที่เคยมีมาคงจะทำให้เขารู้สึกแบบนั้นได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ส่วนที่บอกว่าสนับสนุน เอาตำแแหน่ง ส.ส.ไปประกันตัวเยาวชน ต้องบอกว่าสิทธิ ในการประกันตัว สิทธิในการเข้าถึงทนาย เป็นส่วนสำคัญในระบบยุติธรรม ไม่ว่าพี่น้องที่โดนคดีทวงคืนผืนป่า โดนฟ้องไล่ที่ หรือคดีอะไรก็แล้วแต่ ส.ส.พรรคก้าวไกล มีหน้าที่ ที่จะทำให้เกิดเสรีภาพในการแสดงออกและเข้าถึงทนาย และสิทธิในการที่จะสันนิษฐานว่า บริสุทธิ์ไว้ก่อนถ้ายังไม่มีการพิพากษาถึงที่สุด

‘สมชาย’ฟันธงไม่เหมาะนายกฯ

หลังจากนั้น นายสมชาย แสวงการ ส.ว. อภิปรายว่า การโหวตเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเลือกประธานาธิบดี หรือการเลือกนายกฯ โดยตรง เหมือนที่กลุ่มบุคคล ที่เป็นกองทัพอวตารแก้วสามประการพยายามกดทับบูลลี่ ว่านี่คือเสียงข้างมากประชาชนเลือกแล้ว ต้องบังคับให้ส.ว.เลือกด้วย ตนพิจารณาเลือกนายกฯ จากความซื่อสัตย์สุจริต มีความรอบรู้ มีวิสัยทัศน์ และสร้างแรงบันดาลใจได้หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือความมั่นคง ของชาติ ตั้งแต่ขอบเขตของรัฐ การปกครอง องค์รัฏฐาธิปัตย์ และหลักนิติธรรม ตนไม่สบายใจการรณรงค์ของคนบางกลุ่ม ที่ยังโหยหาอดีตโดยไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ต์ที่แท้จริง ตนอยากบอกว่าอย่าโหยหาอดีตอีกเลย

“ต้องเลิกอ้างเสียงข้างมาก 14 ล้านเสียง แล้วบังคับคนทั้งประเทศว่าต้องเห็นด้วย แบบนั้นผิดหลักประชาธิปไตยแต่เป็นเผด็จการ เรากำลังเข้าสู่การเมืองที่เราอยากเห็นประชาธิปไตย รุ่นใหม่ เราอยากเห็นความสงบ วันนี้เราเดินเข้าสู่ครรลองประชาธิปไตยแล้ว อย่าใช้สังคมกดทับ อย่าใช้ประชาธิปไตยแบบฟุ่มเฟือย หรือเลือกพวกข้าเท่านั้นที่ถูก เลือกพวกเอ็งผิด ถ้าเลือกทางเดินแบบสุดโต่ง สร้างลัทธิสุดโต่งครอบงำเยาวชน ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา พิจารณาแล้วเห็นว่านายพิธา ยังไม่เหมาะสมเป็นนายกฯ” นายสมชายกล่าว

‘ไอติม’กาง 3 ข้อต้องแก้ 112

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงประเด็นที่มีการพาดพิงพรรคก้าวไกลว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนเข้ามารับผิดชอบจัดทำเรื่องการสื่อสารรณรงค์นโยบาย ในมุมมองของพรรคก้าวไกลความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับประชาชนจะดีขึ้นได้จำเป็น ต้องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อรักษาสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนกับการคุ้มครองประมุข จากฐานหมิ่นประมาท ซึ่งจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ต้องพูดถึง 3 ปัญหาคือ

1.เรื่องขอบเขตการบังคับใช้ มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีโทษ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่มีหลายกรณีที่ถูกตัดสินตามมาตรา 112 ที่ดูด้วยสามัญสำนึกไม่น่า จะเข้าข่าย พรรคก้าวไกลจึงเสนอว่าจำเป็น ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เขียนขอบเขต การบังคับใช้ให้มีความชัดเจนขึ้น โดยแยกแยะการแสดงออกโดยสุจริต ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ในระบอบประชาธิปไตย กับการ หมิ่นประมาทอาฆามาดร้าย ซึ่งเป็นฐานความผิด ทางกฎหมาย

2.ปรับอัตราโทษในมาตรา 112 ให้ได้สัดส่วน มากขึ้นจากฐานความผิด เชื่อว่าทุกคนคิดเหมือนตนว่าการกำหนดโทษสูงถึงจำคุก 3-15 ปี เท่ากับการฆ่าคนโดยไม่เจตนานั้นเป็นโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และ 3.การจำกัดสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ ปัจจุบันการเปิดให้ประชาชน ทุกคนมีสิทธิในการร้องทุกข์นั้นเป็นการ เปิดช่องให้กฎหมายดังกล่าวที่มีเจตนาคุ้มครอง ประมุข กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ทั้งหมดล้วนไม่ส่ง ผลดีต่อสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการเสนอแก้ไขมาตรา 112 พรรคก้าวไกลไม่มีเจตนาในการล้มล้างการปกครองและเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับหลักสากลของการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

‘วิทยา’จวกขืนใจสภา

นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า มาถึงเวลานี้ ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่อยากให้แตะมาตรา 112 อีก 10 พรรคที่เตรียมเป็นฝ่ายค้านก็ไม่อยากให้แตะ พรรคที่เตรียมเป็นรัฐบาลมีเพียงพรรคเดียวที่อยากแตะ จึงเกิดนิยามของความไม่ปกติทางการเมือง การเมืองผ่านมา 80 กว่าปีในระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง การปฏิวัติ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เรามานั่งถกเถียงและติดใจกันอยู่แค่เรื่องเดียว คนที่อ้างได้ 14 ล้านเสียง น้อยกว่าเสียงคนทั้งสภารวมกัน กลับจะข่มขืนสภาให้คล้อยตามตัวเอง นี่คือความไม่ปกติ ดังนั้นขอให้ท่านทบทวนเสียใหม่

เรื่องนี้ไม่ได้หนักใจเฉพาะส.ว.หรือฝ่ายค้าน แม้แต่พรรคที่ไปร่วมรัฐบาลก็หนักใจ ตกลงกันแล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่ยังไปเม้มว่าขอทำส่วนตัว แล้วจะอยู่กันปกติได้อย่างไร อ้างความ ไม่ปกติขณะที่ตัวเองไม่ปกติ มาข่มขืนคนอื่นให้คล้อยตามตัวเอง คิดว่าเป็นตรรกะที่อธิบายยาก อีกก้าวเดียวจะถึงตำแหน่งนายกฯ นายพิธา ก็รู้ว่าติดเรื่องอะไร สภารู้ สังคมก็รู้ มีนโยบาย 300 กว่าข้อที่เขียนไว้ ติดใจข้อเดียว คิดว่าทุกคน ก็ติดใจข้อนี้ข้อเดียวเหมือนกัน ดังนั้นจะจบได้ อยากเป็นนายกฯ แค่อีกก้าวเดียว ตัดสินใจเสีย ออกจากหมากคนคนเดียวก็ไปได้

‘โรม’ย้ำหน.ก้าวไกลยังบริสุทธิ์

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายกรณีหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ว่า ประการที่แรก กระบวนการที่กำลัง ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุดลง เรายังยึดหลักสันนิษฐานว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ดังนั้น ณ เวลานี้นายพิธา ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ และสามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ประกอบมาตรา 88 ได้

ประการที่สอง ในปี 2562 ตอนที่จะมีการเลือกนายกฯ ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีการลงมติเรื่องนี้ได้ตามปกติ ทั้งที่ในเวลานั้นนายธนาธร ถูกศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่เมื่อมาดูในเวลานี้นายพิธายังไม่ได้ถูกสั่งอะไรเลย จึงถือว่านายพิธามีสิทธิโดยชอบธรรม

ตนจึงยืนยันว่าเรื่องที่ถูกหยิบยกมาทั้งหมดในกรณีหุ้นไอทีวีไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ ในการพิจารณาได้ว่านายพิธาไม่สามารถดำรงนายกฯได้ และที่มีการพูดถึงการกระทำของเรา ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นการล้มล้าง เรียนตามตรงว่าการล้มล้างที่ตนเคยเห็นมามีกรณีเดียวคือ การรัฐประหาร

‘พิธา’เสนอตัวเป็นฉันทามติใหม่

เวลา 15.40 น. นายพิธา ชี้แจงตอนท้ายว่า ยังมีความคลางแคลงใจในตัวตน จุดยืนเกี่ยวกับ สถาบันเป้าหมายทั้งสภาเหมือนกันเพียงแต่ วิธีในการประเมิน และวิธีการเข้าถึงเป้าหมาย ต่างกัน ในมุมมองของตนที่จะทำให้เป้าหมายที่เห็นตรงกันคือการธำรงไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ ให้อยู่คู่กับประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไม่อนุญาตให้ใครใช้สถาบัน โจมตีทางการเมือง ถ้าไม่มีใครชูคำขวัญจะสู้เพื่อในหลวงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ไม่มีการอิงแอบ สถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ไม่มีใครเอาเรื่องการล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมือง ให้คนเกลียดชังกัน ถ้าเราไม่ใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างกัน ความขัดแย้งในสังคมคงไม่ถึงจุดนี้

ถึงเวลาแล้วที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่อย่างมีวุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการ ยุติการนำสถาบันมาเป็นประเด็นการเมือง หากุศโลบายที่จะรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีของสถาบันกับประชาชนท่ามกลางยุคสมัย ที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชสถานะ พระราชอำนาจให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ตนอยากเสนอตัวเองเป็นฉันทามติใหม่สำหรับความปกติใหม่ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

“นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกผม ไม่ใช่การเลือกพรรค แต่เป็นการให้โอกาสประเทศ คืนความปกติให้การเมืองไทยให้สามารถจะบอกว่าฉันทามติของคนทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้วคือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา ที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ อย่าให้ความคลางแคลงใจใดที่ท่านมีต่อผมมาขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อ ตามเสียงและเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้ การตัดสินใจของท่านสะท้อนความหวัง ของประชาชน และความหวังของตัวท่านเอง อย่าให้สะท้อนในความกลัว” นายพิธากล่าว

ลงมติแห้วนายกฯ-ได้ 324 เสียง

เวลา 15.51 น. หลังสมาชิกแสดงความ คิดเห็นเสร็จสิ้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นำเข้าสู่การลงมติว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบให้นายพิธา เป็นนายกฯ เมื่อตรวจสอบองค์ประชุม มีผู้แสดงตนจำนวน 676 คน ครบองค์ประชุม และตั้ง คณะกรรมการตรวจนับคะแนน 6 คน จากนั้นเป็นการขานชื่อเรียงตามตัวอักษร ผลปรากฏว่า เห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 199 เสียง

ทำให้นายพิธาได้รับคะแนนเห็นชอบ ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งคือ 375 เสียงของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา จึงถือว่ามติที่ประชุมไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายพิธา เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมมาตรา 272 วรรค 1

จากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ สั่งปิดประชุมในเวลา 18.25 น. ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ รอบสอง 19 ก.ค.นี้

ส่วนประชุมรัฐสภาวันที่ 19 ก.ค.คาดว่า จะเลื่อนส.ว.ขึ้นมาแทนคนที่ลาออก จะทำให้มีส.ว.ครบ 250 คน บวกกับ 500 ส.ส. รวม 750 คน เสียงกึ่งหนึ่งคือ 376 เท่ากับยังขาดเสียงส.ว.อีก 52 คน นายพิธาจึงได้เป็นนายกฯ

เปิดชื่อ 13 ส.ว.หนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของส.ส.มีผู้ร่วมลงชื่อเข้าประชุม 499 คนจากจำนวนทั้งสิ้น 500 คน ที่ลาประชุมคือ นายศักดิ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากป่วยนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล สำหรับ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล มี 312 เสียง โหวตเห็นชอบครบ 311 เสียง ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์งดออกเสียง เพื่อทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ด้านพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ส่วนใหญ่ลงมติไปในทางไม่เห็นชอบนายพิธาเป็นนายกฯ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า ลงมติงดออกเสียง ส่วนพรรคเล็กก็ลงมติแตกต่างกัน อาทิ พรรคใหม่ พรรคครูไทย เพื่อประชาชน ลงมติงดออกเสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคท้องที่ไทย ลงมติไม่เห็นชอบ ส่วนนายนพดล มาตรศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ลงมติเห็นชอบ เมื่อการลงมติเสร็จสิ้น ประธานรัฐสภาได้เปิดโอกาสให้สมาชิกที่ยังไม่ได้ลงมติ ได้ลงมติ นายพดลจึงขอเปลี่ยนมติจากเห็นชอบ เป็นงดออกเสียง

ส่วนส.ว.ลาประชุมทั้งหมด 33 คน ทำให้เหลือส.ว.ที่เข้าร่วมประชุม 216 คน แต่ในการลงมติโหวตนายกฯ มีส.ว.ที่ขานชื่อลงมติเพียง 206 คน แสดงว่า มีส.ว.อีก 10 คน ที่ไม่ได้ลาประชุม แต่ไม่ร่วมลงมติใดๆ ทั้งสิ้นในการโหวตนายกฯ โดยส.ว.ที่เห็นชอบนายพิธา เป็นนายกฯ มี 13 คน ได้แก่ 1.นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 2.พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา 3.นายเฉลา คงมาลัย 4.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 5.พล.ต.ท. ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง 6.นายพิศาล มาณวพัฒน์ 7.นายพีระศักดิ์ พอจิต 8.นายมณเทียร บุญตัน 9.นายวันชัย สอนศิริ 10.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 11.นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ 12.นพ.อำพล จินดาวัฒนะ 13.นางประภาศรี สุฉันทบุตร

มีส.ว.บางส่วนที่เคยระบุจะลงคะแนนสนับสนุนนายพิธา แต่กลับไม่ปรากฏ ผลการลงคะแนนใด อาทิ น.ส.ภัทรา วรามิตร นายประมาณ สว่างญาติ นายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ นางประยูร เหล่าสายเชื้อ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ขณะที่นายรณวริทธ์ ปริยฉัตรตระกูล นายทรงเดช เสมอคำ ที่เคยระบุว่า จะลงมติให้แต่กลับงดออกเสียง

จับตา 19 ก.ค.เสนอแข่ง-ไร้ก.ก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.20 น. หลังส.ว.บางส่วน ที่ลงมติแล้ว ต่างทยอยออกจากสภาทันที โดยหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ด้วยการใช้ทางออกด้านถนนสามเสน ฝั่งวุฒิสภา ที่ได้ปิดถนนตั้งแต่ ช่วงเช้า ก่อนถึงบริเวณแยกเกียกกาย เมื่อรถ ได้ออกมาจากที่จอดรถแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ คอยอำนวยความสะดวก โดยมีการขานรหัสของส.ว.แต่ละคน และเมื่อรถออกมาครบ 4 คัน จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำ แล้วจึงเปิดประตูรัฐสภา นำออกไปทีละชุด คาดว่าใช้เส้นทางผ่านกองพัน ทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) ซึ่งไปทะลุออกซอยวัดใหม่ทองเสน เพื่อเข้าสู่ถนนทหาร โดยไม่ต้องผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาติดตามสถานการณ์การโหวตนายกฯ

ส.ว.คนแรกที่ออกจากรัฐสภาผ่านทางนี้ คือนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ซึ่งช่วงเช้าก่อนประชุมสภา นายกิตติศักดิ์ให้สัมภาษณ์กรณีหากนายพิธาไม่ผ่านจะมีความวุ่นวายหรือไม่ว่า ขอให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ถ้ากลัวและไม่กล้าตัดสินใจ ตนก็ไม่มาเป็นส.ว. กลับไปเลี้ยงหลานดีกว่า “ขอให้จับตาวันที่ 19 ก.ค.สนุกสนาน เลือดท่วมจอแน่นอน ขอให้คอยดู ที่ผมพูด คือละครนะ แล้วไม่ห่วงว่าจะต้องขึ้นเรือหนีอีก วันนี้ผมเตรียมรองเท้าผ้าใบมาแล้วเดี๋ยวจะถอดเครื่องแบบหนีไปกับสื่อ เชื่อว่าวันที่ 19 ก.ค.ทุกอย่างจะจบ ได้ว่าที่นายกฯ ส่วนใคร จะเป็นพระเอกวันนั้น มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเพศที่สาม แต่จะถูกใจประชาชนหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ในวันที่ 19 ก.ค.เชื่อว่าจะมีการเสนอชื่อแข่งนายกฯ แน่นอน โดยสมการรัฐบาลใหม่จะไม่มี พรรคก้าวไกล”

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ ถึงข่าวสัญญาณจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้งดออกเสียงว่า ยืนยันว่าไม่มี ให้ดูตามที่สมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.อ.ประวิตร ไม่ได้สั่งจริงๆ ใช่หรือไม่ พ.ต.ต.ยงยุทธกล่าวว่า “ใครจะมาสั่งคนอย่างยงยุทธได้ แต่กับคนอื่นผมไม่รู้” เมื่อถามถึงการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งต่อไป พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าวว่า ดูสถานการณ์หน้างาน

‘พิธา’ลั่นไม่ยอมแพ้-ไม่ถอย 112

นายพิธาให้สัมภาษณ์หลังประชุมรัฐสภาว่า ผลมติที่เกิดขึ้นเรายอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้ ยอมรับว่า คะแนนยังไม่ถึง 376 เสียง และต้องยอมรับว่ามีการกดดันภายในสภากันเยอะ รวมถึงมีผู้ที่ไม่เข้าร่วมการประชุมกว่า 40 คน ผลที่ออกมา จึงไม่ตรงตามที่เราคาดการณ์ไว้ ย้ำว่าเราไม่ยอมแพ้และจะใช้เวลาที่เหลืออยู่วางยุทธศาสตร์ รวบรวมเสียงในการโหวตครั้งต่อไป ส่วนจะเป็น เมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับประธานสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรค ก้าวไกลยังจะจับมือกันต่อใช่หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ผลโหวตที่ออกมาเป็นอย่างนั้นเรายังทำงานร่วมกันได้ เรายังทำงานด้วยความเชื่อใจ ซึ่งกันและกัน และพรรคก้าวไกลกับพรรค เพื่อไทยจะจับมือกัน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ต่อข้อถามต่อว่าการโหวตนายกฯ รอบสองพรรคก้าวไกลจะยอมถอยเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ยังเหมือนเดิม เราสัญญากับประชาชนไว้อย่างไรก็จะทำ อย่างนั้น ซึ่งวันนี้เป็นนิมิตหมายที่ได้มีโอกาสอธิบายในสภาว่าสิ่งที่เรานำเสนอจะเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ส.ว.และส.ส. ที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน เราได้มีโอกาสชี้แจงเยอะ รวมถึงสมาชิกพรรคก้าวไกลหลายคนช่วยกันชี้แจงด้วย ต่อไปนี้จะมุ่งหน้าไปสู่การลงมติโหวตเลือกนายกฯครั้งที่สอง

วางยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงใหม่

ต่อข้อถามว่าเสียงส.ว.ครั้งนี้ได้เพียง 13 เสียง ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ นายพิธากล่าวว่า คงต้องวางยุทธศาสตร์ในการรวบรวมเสียงใหม่ และจะเริ่มลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งส.ว.บางท่านไปต่างประเทศ บางท่าน ติดภารกิจ หรือบางท่านออกจากห้องประชุมไป แต่ที่ตนพูดได้ในวันนี้คือยังไม่ยอมแพ้ และจะพยายามหายุทธศาสตร์ในการรวบรวมเสียงให้ได้มากที่สุด ขอบคุณส.ว.ทั้ง 13 ท่าน ที่ได้ลงมติตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน รวมถึงจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยว่า เพราะเหตุผลอะไรที่ส.ว.หลายคนไม่เข้าร่วมประชุม และไม่ได้มีโอกาสโหวตตามที่คิดไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การโหวตครั้งที่สอง หากผล ออกมาเป็นแบบวันนี้ยังจะไปต่อหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ขอวางแผนรอบที่สองให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยว่ากันอีกที ต่อข้อถามว่าเตรียมใจที่จะกลับไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า เราเตรียมใจและเตรียมแผนสำหรับการโหวตครั้งที่สอง ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้ก้าวไกลได้เสียงครบคือถอยเรื่องมาตรา 112 นายพิธากล่าวว่า สิ่งนั้นเป็นการอุปมาอุปไมยอาจไม่ใช่เรื่องจริง เราอาจจะได้เสียงเพิ่มโดยที่ไม่ต้องไปเกี่ยวข้อง กับเงื่อนไขนั้น ขอเวลาทำความเข้าใจกับสิ่ง ที่เกิดขึ้นเสียก่อน เมื่อถามว่าการโหวตรอบแรก ยังแพ้ รอบสองจะสามารถรวบรวมเสียงได้หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ก็แล้วแต่ที่จะมอง แต่ตนคิดว่ายังมีเวลา

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อทราบผลการโหวตวันนี้ ตนและนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค ได้เดินไปให้กำลังใจนายพิธารวมถึง ส.ส.พรรคก้าวไกลส่วนหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยคงต้องหารือกันภายในถึงแนวทางการดำเนินงานต่างๆ เพื่อนำไปหารือกับพรรคก้าวไกล คงต้องรอให้พรรคก้าวไกลเป็นคนนัดหมาย ขณะนี้จึงยังไม่สามารถตอบแนวทางอะไรได้

สภารปภ.เข้ม-ปิดถนน

สำหรับบรรยากาศบริเวณข้างรัฐสภา เมื่อเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ปิดการจราจรบริเวณถนนสามเสนตั้งแต่แยกเกียกกายจนถึงแยกบางกระบือ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยข้างรัฐสภา ฝั่งวัดแก้วฟ้าจุฬามณี มีการนำตู้คอนเทนเนอร์ปิดเป็นแนวยาวพร้อมนำผ้าใบมาคลุมไว้ และปิดประกาศว่า “พื้นที่จะชุมนุมไม่ได้” ตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 วรรคท้าย บริเวณสะพานลอยมีการ นำลวดหีบเพลงและสังกะสีปิดไว้ ยังมีรถจีโน่ฉีดน้ำแรงดันสูง 2 คัน รถฉีดน้ำ 2 คัน รถขยาย เสียง 1 คัน จอดอยู่บริเวณอาคารรัฐสภา

เวลา 09.30 น. มีเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมอุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด และสุนัขตำรวจ 2 ตัว เดินตรวจบริเวณรอบรัฐสภาฝั่งถนนทหาร

ขณะที่ภายในพื้นที่กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) ศูนย์รวมประชาชน ปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศปปส. อ่านแถลงการณ์เรื่อง สอบจริยธรรม ส.ว. สมรู้ร่วมคิดกระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กรเรื่องการล้มล้างการปกครอง โดยระบุว่า อยากบอก ส.ว.อย่ายกมือโหวตให้ผู้จะมาเป็นผู้นำประเทศที่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ให้มาแก้มาตรา 112 พวกเรา ไม่ยอมอยู่แล้ว นี่คือสัญญาณเตือนไปยังส.ว. ถ้าท่านโหวตให้เท่ากับท่านเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันด้วย จากนั้นนายอานนท์ยื่นหนังสือ ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อส่งต่อส.ว.

พบมวลชน – ส.ส.พรรคก้าวไกลออกมาพบกลุ่มมวลชนที่ชุมนุมด้านนอกรัฐสภา เฝ้าติดตามผลโหวตนายกฯ หลังที่ประชุมไม่เห็นชอบ ขณะที่นายพิธา แคนดิเดตนายกฯ ประกาศยอมรับผลการลงมติ แต่ไม่ยอมแพ้ เตรียมวางยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงโหวตรอบ 2 เมื่อวันที่ 13 ก.ค.

ม็อบเชียร์เต็มหน้าสภา

ส่วนฝั่งศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร (เกียกกาย) ที่ กทม.จัดที่ให้กลุ่มผู้ชุมนุม จัดกิจกรรม มีร้านค้าตั้งจำนวนมาก มีประชาชนทยอยเข้าร่วม กทม.นำเต็นท์ สภานำเครื่องขยายเสียงมาติดตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกผู้เข้าร่วมฟังการโหวตนายกฯ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมให้กำลังใจนายพิธา จัดตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ภายในศูนย์ราชการฯ (เกียกกาย) แม้ผู้อำนวยการเขตดุสิตจะแจ้งว่าตามที่ได้มีการขอใช้สถานที่ในการชุมนุมทางการเมืองนั้น ทางผู้ว่าฯ กทม. ได้อนุญาตให้ทำกิจกรรมได้เฉพาะบนพื้นถนนเท่านั้น แต่พื้นที่ของศูนย์ราชการฯ (เกียกกาย) เป็นเขตนอกเหนือพื้นที่ในการขออนุญาต

จากนั้น น.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มาในพื้นที่ศูนย์ราชการฯ (เกียกกาย) กล่าวว่า ตนมาประสานงานในฐานะทีมงานการเมืองของรองประธานสภาคนที่ 1 และรองประธานสภา คนที่ 2 เมื่อสักครู่มีความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย ตอนนี้เราได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ทั้งหมด รวมถึง สนามที่ใช้เป็นเวทีใหญ่ด้วย ซึ่งสามารถจุคนได้ 4,000 คน

เวลา 16.00 น. กลุ่มนักกิจกรรมทาง การเมือง และแนวร่วมฯ สนับสนุนพรรค ก้าวไกล ราว 500 คน อาทิ กลุ่มด้อมส้ม ร่วมกับ We Volunteer, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, 14 ขุนพลคนของราษฎร III, กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ, ฟันเฟืองประชาธิปไตย อาชีวะปกป้องประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย, iLaw, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, สหภาพแพทย์ ผู้ปฏิบัติงาน, เคร์อข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, กลุ่มขุนแผนแสนสะท้าน กลุ่ม People ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร จัดกิจกรรม “รวมพลวันโหวตนายก ปกป้องประชาธิปไตย” จัดกิจกรรม respect my vote พร้อมติดตามการโหวตในสภาที่ถ่ายทอดสดผ่านจอมอนิเตอร์ แอลอีดี บริเวณเวที เมื่อส.ว.และส.ส.โหวต “เห็นชอบ” ทางมวลชนจะปรบมือโห่ร้องดีใจ แต่ถ้า “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” จะส่งเสียงโห่เป็นระยะๆ และเมื่อทราบ ผลโหวตว่านายพิธาไม่ได้รับการเห็นชอบ เป็นนายกฯ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการหารือเพื่อยกระดับการชุมนุมต่อไป

เวลา 18.30 น. กลุ่มนักกิจกรรมทางการเมือง และแนวร่วมฯ สนับสนุนพรรคก้าวไกล น.ส.อาทิตยา พรพรม ขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี ส.ว.ที่ไม่ฟังเสียงมติของประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นการทำลายความมั่นคง และระบอบประชาธิปไตย ส.ว.จึงถือเป็นภัยคุกคามของประเทศเช่นเดียวกัน และในอนาคต มองว่าสภาไทยควรกลับมาเป็นสภาเดี่ยว เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เห็นได้ว่าสภาคู่สร้างความวิกฤตให้กับประเทศชาติ

กกต.โต้ก้าวไกลปมคดีหุ้น

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกเอกสารข่าวชี้แจง กรณีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่ กกต.ได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกรณีสมาชิกภาพ ของนายพิธา มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน เมื่อวันที่ 12 ก.ค.นั้น

ขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ตามมาตรา 82 วรรคสี่ บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…มีเหตุ สิ้นสุดลง…ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย…” การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย กกต.ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กล่าวคือ มาตรา 82 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. เป็นผู้ใช้อำนาจโดยตรง สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้

กรณีดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับ การเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือมิได้เป็นไปโดยชอบ ด้วยกฎหมาย ที่จะต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 43 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และ ข้อ 54 ของระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 มาใช้บังคับแต่อย่างใด

ยันทำตามกม.-ไม่ได้เร่งส่งศาล

เมื่อปรากฏว่า สมาชิกภาพของ ส.ส. คนหนึ่ง คนใด มีเหตุสิ้นสุดลง กกต.จะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือให้ส.ส. ผู้มีเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพนั้น มารับทราบข้อกล่าวหา หรือให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาทั้งสิ้น เพราะบุคคล ดังกล่าวสามารถใช้สิทธิของตนเองไปชี้แจงข้อเท็จจริง และเสนอพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี ตามบทบัญญัติของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้วางแนวทางในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2562 เรื่องพิจารณาที่ 10/2562 ลงวันที่ 20 พ.ย.2562

ส่วนข้อกล่าวอ้างว่า กกต.เร่งรัดพิจารณา และดำเนินการอย่างเร่งรีบไม่ละเอียดรอบคอบนั้น ขอชี้แจงว่าการดำเนินการ ของกกต. เป็นเพียงกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีเหตุ สิ้นสุดสมาชิกภาพ ขอยืนยันว่ากกต.ไม่ได้ดำเนินการอย่างเร่งรีบ หรือเร่งรัดที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้ กกต.ได้ใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ดังนั้น การส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เป็นกระบวนการที่ กกต. ปฏิบัติตามมาตรา 82 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกประการ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน