น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการเคลื่อนไหวจากพรรคก้าวไกล ที่ออกมาเคลื่อนไหวหลังการโหวต นายกฯ วันที่ 13 ก.ค.ไม่สำเร็จ

ด้วยการประกาศสู้ต่อใน 2 สมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าเสนอชื่ออีกครั้งในการประชุมรัฐสภา 19 ก.ค.นี้

กับอีกสมรภูมิหนึ่ง ก็คือการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. ตัดอำนาจการเลือกนายกฯ ของส.ว.ออกไป

พร้อมประกาศหากต่อสู้ใน 2 สมรภูมิไม่สำเร็จก็พร้อมจะเปิดทาง ให้เพื่อไทย ในฐานะพรรคอันดับ 2 ได้จัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวครั้งนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากฝ่ายพรรคร่วมด้วยกันเอง

ระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงส.ว.อย่างน้อย 84 เสียง แถมยังต้องใช้เวลาพิจารณาอีกนานพอสมควร ทำให้บ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะวิกฤต ไม่สามารถทนรอคอยได้อีกต่อไป

พร้อมส่งสัญญาณถึงก้าวไกลว่าอย่าเอาวาระของนายพิธา และพรรคก้าวไกลเป็นตัวตั้ง อยู่เหนือประโยชน์ของบ้านเมือง

ทั้งที่จริงๆ แล้วหากผู้ที่วิเคราะห์การเมืองได้ในระดับหนึ่ง ก็พอมองออกว่านี่คือการย้อนศรกลับส.ว.นั่นเอง

เปิดโอกาสส.ว. ที่อ้างว่าอยากปิดสวิตช์ตัวเอง ด้วยการโหวตงดออกเสียง 159 คน และโดดการประชุม 43 คน ได้แสดงออกด้วยการร่วมโหวต

แน่นอนว่าในที่สุดแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ทำให้สังคมได้เห็นว่าวาทกรรม ปิดสวิตช์ส.ว.ด้วยตัวเองนั้น เป็นเพียงแค่คำลวง ที่ใช้เป็นข้ออ้างเท่านั้น

การเสนอดังกล่าวจึงเป็นกลไกทางการเมือง ที่ปอกลอกความไม่ปกติของการเมืองไทยที่เกิดขึ้นอยู่ใน ทุกวันนี้

ให้เห็นได้ชัดเจน และตระหนักได้ว่าทำไมถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

น่าสนใจว่าการเคลื่อนไหวนี้ นอกจากให้เห็นธาตุแท้ของกลุ่มอำนาจเก่า ก็ยังได้เห็นความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วนายพิธา อาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ พรรคก้าวไกล อาจต้องกลายไปเป็นฝ่ายค้าน

แต่สังคมจะต้องจดจำความพิกลพิการของระบอบการเมืองนี้อย่างชัดเจน

และความพยายามฝืนมติประชาชน ล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย

ส่วนจะผลักดันไปสู่จุดไหน คงต้องรอดูกัน!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน