ประเดิมเดินสาย-ขอเสียงเพิ่มอนุทิน-ชทพ.ย้ำไม่เอาก้าวไกลชลน่านมี3แนว-ออกได้ทุกทาง27กค.โหวต‘เศรษฐา’ผ่านแน่
ก้าวไกลส่งไม้ต่อเพื่อไทยเป็นแกนนำ ตั้งรัฐบาล ‘ชลน่าน’นำ 8 พรรคร่วมแถลง วาง 3 แนวทางให้สิทธิ์เพื่อไทยหาเสียงสว.-ดึงพรรคอื่นเข้าร่วม ประเดิมจีบภูมิใจไทยเข้าคุย ‘อนุทิน’ วันนี้ ขอเสียงโหวตนายกฯ ‘ภูมิธรรม’ลั่น 27 ก.ค.ต้องได้รัฐบาล-‘เศรษฐา’นั่งนายกฯ ‘ชัยธวัช’ ยัน ‘มีเรา ไม่มีลุง’ ขณะที่ ‘เสรีพิศุทธ์’ แนะก้าวไกล เสียสละ พรรคขั้วเดิม ‘ภท.-พปชร.-รทสช.-ชทพ.’ ย้ำไม่สังฆกรรมกับก้าวไกล ‘สว.สมชาย’ขอเพื่อไทยแถลงความชัดเจน 10 ข้อ หากยังทำไม่ได้เสนอเลื่อนวันโหวตนายกฯ ออกไป ‘พิธา’เดินสายงานสุราก้าวหน้าระยองวันนี้ ‘วันนอร์’แจงดราม่า-เมินทัวร์ลง
ก.ก.แถลงส่งไม้พท.ตั้งรัฐบาล
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. เวลา 11.00 น. ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงว่า เป้าหมายสูงสุดในฐานะพรรคอันดับ 1 คือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้สำเร็จเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเดิม แต่ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ทุกอย่างชี้ชัดว่าทุกองคาพยพ ของฝ่ายอนุรักษนิยม การเมืองจารีต ทุนผูกขาด และสถาบันองค์กรต่างๆ ที่เป็นบริวารแวดล้อม ไม่ยอมให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเอาเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาบังหน้า อ้างความจงรักภักดีมาปะทะกับการเลือกตั้งของประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนไหวผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังตัดสิทธิ์ทางการเมืองของแกนนำพรรคและยุบพรรคก้าวไกลให้ได้
ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นว่าสว. ฝืนมติมหาชนไม่โหวตเลือกนายกฯ ตามเสียงส่วนใหญ่ ของสภาผู้แทนราษฎร และยังกล้าทำลาย หลักการตีความข้อบังคับของรัฐสภาให้ขัด ต่อรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนการล้มล้างการปกครอง หรือฉีกรัฐธรรมนูญผ่านกฎหมู่ เพียงเพื่อการต้องการขัดขวางไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ในการโหวตครั้งที่ 2 พรรคก้าวไกลไม่ยอมรับการตีความข้อบังคับดังกล่าว
ภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันทั้งองคาพยพของฝ่ายอนุรักษนิยมชุดนี้เราจำเป็นต้องขอโทษต่อพี่น้องประชาชน และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาไม่ยอมให้ว่า ก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การที่ นายพิธาไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ ไม่ได้หมายความว่าภารกิจการจัดตั้งรัฐบาลจะ ไม่สำเร็จ ด้วยเป้าหมายสูงสุดในฐานะพรรคอันดับหนึ่งยังคงอยู่ คือการตั้งรัฐบาลเพื่อ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเดิมให้สำเร็จ สิ่งสำคัญวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องให้นายพิธา เป็นนายกฯ แต่เป็นเรื่องประเทศไทยจะกลับสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่ หยุดการสืบทอดอำนาจได้หรือไม่
“เมื่อเป็นเช่นนี้พรรคก้าวไกลจะเปิดโอกาสประเทศไทย ให้พรรคอันดับสองคือพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพันธมิตร 8 พรรคร่วม ดังนั้นในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลจะเสนอแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยเป็น นายกฯ คนที่ 30 เช่นเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยเคยสนับสนุนพรรคก้าวไกล” นายชัยธวัชกล่าว
พร้อมเสนอแคนดิเดตในสภา
ผู้สื่อข่าวถามเงื่อนไขการแก้ไขมาตรา 112 จะทำให้พรรคร่วมไม่สามารถร่วมกับพรรคก้าวไกลต่อใช่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดคุยกับเพื่อไทย หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่บทบาทของเพื่อไทยเป็น หลักในการพูดคุยกันถึงแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหลังจากนี้ ต่อข้อถามว่าเพื่อไทยแจ้งหรือยังว่าจะเสนอชื่อแคนดิเดต นายกฯ คือนายเศรษฐา ทวีสิน นายชัยธวัชกล่าวว่า เมื่อ 20 ก.ค.ที่หารือเบื้องต้นยังไม่มีการสรุปชัดเจนว่าเป็นอย่างไร หลังจากนี้อยู่ที่พรรคเพื่อไทยว่าจะเสนอแคนดิเดตคนไหน ในการประชุมรัฐสภาครั้งหน้า
ต่อข้อถามว่าหากแคนดิเดตนายกฯ เป็นนายเศรษฐา พรรคก้าวไกลรับได้หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ใครก็ได้ โดยหลักการเราไม่ได้จำกัดเรื่องตัวบุคคล อย่างที่บอกว่า การประชุมรัฐสภาครั้งหน้าเพื่อเลือกนายกฯ พรรคก้าวไกล พร้อมส่งแคนดิเดตจากเพื่อไทยเป็นนายกฯ ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นใคร ขึ้นอยู่กับมติของพรรคเพื่อไทย เราต้องเคารพ
ส่วนการประกาศให้เพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเร็วหรือช้าไป หรือเป็นการถอยที่มาก เกินไปของพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่ จริงๆ เป็นไปตามที่นายพิธาแถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนจะประชุมรัฐสภา ครั้งสุดท้าย ผู้สื่อข่าวถามว่ายังยืนยันจับมือกับเพื่อไทยหรือไม่และเพื่อไทยรับปากหรือยัง นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังยืนยันตามแถลงว่าเจตจำนงของประชาชนผ่านการเลือกตั้งชัดเจน แม้ตอนนี้จะไม่สามารถผลักดัน นายพิธาเป็นนายกฯ สำเร็จ แต่ภารกิจสำคัญ ที่เหลืออยู่คือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามเจตจำนงของประชาชนที่หวังจะเห็นการยุติการสืบทอดอำนาจขั้วรัฐบาลเดิม
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่ามาตรา 112 จะเป็นอุปสรรคการโหวตนายกฯ เพราะสว. ยืนกรานหากก้าวไกลยังแก้ไข แม้จะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทยก็ไม่โหวตให้ พรรคก้าวไกลจะลดเพดานหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า คงต้องรอพูดคุยกับเพื่อไทยอีกที ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ยันจุดยืน‘มีลุงไม่มีเรา’
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเปิดโอกาสให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาล เอ็มโอยูที่เคยลงนามร่วมไว้ยังต้องดำเนินการต่อหรือไม่หรือฉีกได้ นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้ยังต้องรอ แต่ที่เราแถลงไปก่อนหน้าก็เปิดโอกาสให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคเดิมตามที่ทำเอ็มโอยู ร่วมกัน เช่นเดียวกับการดึงพรรคที่ 9, 10 ต้องพูดคุยกันใน 8 พรรคร่วม และจะเป็นพรรคไหนนั้น หน้าที่นี้ต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย
ต่อข้อถามว่ายังมีเงื่อนไขของ 2 ลุง ตามที่พรรคเคยประกาศหากมีลุงร่วมรัฐบาล เรา ไม่สามารถร่วมด้วย นายชัยธวัชกล่าวว่า เป็นจุดยืนที่ชัดเจนของก้าวไกล ชัดเจนโดย ไม่ต้องมีการพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าหาก มีลุง ก้าวไกลต้องถอยมาเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ชัดเจนว่าสิ่งที่เราสัญญาพูดคุยกับประชาน คงไม่เสียสัจจะเรื่องนี้ได้ ต้องรอดูก่อนอย่าเพิ่งรีบสรุป คิดว่าพรรคเพื่อไทยคงนำมาพูดคุยกับก้าวไกลหลังจากนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเพื่อไทยขอร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่ไม่มีพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พรรคก้าวไกลคิดอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า อย่าเพิ่งสรุปแทนพรรคเพื่อไทย มีข่าวออกมาเยอะ แต่การพูดคุยอย่างเป็นทางการยังไม่มีเกิดขึ้น
ต่อข้อถามว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเป็น ฝ่ายค้านหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เราพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อยุติขั้วอำนาจเดิมให้สำเร็จ เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดอย่างไร กับคำว่า “ก้าวไกลต้องเสียสละ” นายชัยธวัชกล่าวว่า เป็นคำถามที่ผิดฝาผิดตัว คนที่ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับหลักการพื้นฐานหลักการของประชาธิปไตยต่างหากที่ควรมีสำนึกว่าการกระทำเช่นนี้ จะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองในระยะยาว
พท.ลุยขอเสียงสส.-สว.หนุน
เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงข่าว
นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณพรรคก้าวไกลที่ส่งมอบภารกิจ ในการจัดตั้งรัฐบาลให้ ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลจาก 8 พรรคการเมืองเดิม ตามที่พรรคก้าวไกลได้แถลงต่อสื่อมวลชน ไปแล้ว เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะได้หารือ กับ 8 พรรคการเมืองเดิม เพื่อแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป
พรรคเพื่อไทยเห็นว่าภายใต้ข้อตกลงของ 8 พรรคการเมืองเดิม สามารถรวมเสียงได้ 312 เสียง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาไม่เห็นชอบ เนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวกับมาตรา 112 พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง เบื้องต้นจะขอเสียงสนับสนุนจาก สว.และพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด หากผลการดำเนินเป็นประการใด จะแจ้งให้ 8 พรรคการเมืองและสาธารณชนทราบต่อไปโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการหาเสียงเพิ่มจะพูดคุยกับพรรครัฐบาลเดิมหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้องหารือกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในการประชุมวันนี้ หลังจากนั้นจึงค่อยดำเนินการ ต่อข้อถามต่อว่าต้องทบทวน เอ็มโอยูที่ทำร่วมกับ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวจะอยู่ในการประชุมวันนี้ เพราะเป้าหมายอยู่ที่การเพิ่มเสียงให้ได้ 375 เสียง ฉะนั้นหนทางใดที่ต้องใช้เพื่อการเพิ่มเสียงได้ และไม่สอดคล้องกับเอ็มโอยูจะต้องมาหารือกัน
ต่อข้อถามว่าในการประชุมร่วมรัฐสภาโหวตนายกฯ วันที่ 27 ก.ค.จะเสนอชื่อ นายเศรษฐา เลยหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นกระบวนการที่พรรคเพื่อไทยต้องมา ดำเนินการภายในพรรค ส่วนหนึ่งคณะกรรมการ บริหารพรรค (กก.บห.) ได้มอบหมายให้ตน ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นผู้ดำเนินการแทน เรื่องนี้ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมพรรคในวันที่ 26 ก.ค. เวลา 17.00 น.
27 ก.ค.ส่ง‘เศรษฐา’นั่งนายกฯ
ด้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้จะหารือ ถือเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้เห็นปัญหาตรงกันว่าขณะนี้ที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้คืออะไร มีมาตรา 112 เป็นประเด็นหรือไม่ รวมทั้งจะได้ความเห็นจาก 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งสำคัญต้องมองว่ามีประเด็นปัญหาอะไรและต้องฝ่าปัญหาอย่างไร ยืนยันว่าเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อออกจากสภาพเดิมๆ เรารอมา 2 เดือนแล้ว จำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เป้าหมายคือต้องได้นายกฯ ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ให้ได้ หากยืนที่ 312 เสียงเหมือนเดิม เราไม่ขัดข้อง แต่ต้องบอกให้ชัดเจนว่าจะหาเสียงเพิ่มจากไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคก้าวไกลไม่มีท่าที ลดเพดานมาตรา 112 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องคุยตรงไปตรงมาว่าขณะนี้อะไรคือปัญหา แล้วจะมีหนทางแก้ไขอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องมาตรา 112 ต้องคุยกับพรรคก้าวไกลว่าตราบที่เราจะไปต่อและเป็นรัฐบาลให้ได้นั้น ปัจจัยเงื่อนไขที่เป็นปัญหากับพรรคไหน พรรคนั้นต้องเป็นคนตอบว่าจะคลี่คลายปัญหาอย่างไร ส่วนพรรคก้าวไกลจะไปต่อกับ 8 พรรค หรือไม่นั้น ไม่สามารถคาดการณ์ได้ อยู่ที่การหารือกัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปวันนี้
วันนี้โจทย์เปลี่ยน เราคงต้องทำหน้าที่ใหม่ เพราะคราวที่แล้วเราทำหน้าที่หาเสียงให้ พรรคก้าวไกลในฐานะแกนนำ แต่วันนี้ต้อง คุยใหม่ เราต้องเริ่มการพูดคุยอย่างเป็นทางการในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่าหากโหวตนายกฯ ชื่อนายเศรษฐา ไม่ผ่าน พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร ต่อ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เราตั้งใจจะทำให้ผ่าน จึงไม่มีคำว่าถ้า และต้องทำอย่างสุดความสามารถให้บรรลุ เราต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในวันที่ 27 ก.ค.นี้

เพื่อไทยนำ – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และแกนนำ 8 พรรคพันธมิตร แถลง 3 แนวทางจัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคก้าวไกลส่งไม้ต่อพรรคอันดับ 2 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยให้สิทธิ์ดึงสส.-สว.และพรรคการเมืองอื่นมาสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 21 ก.ค.
ถก 8 พรรค-‘ชลน่าน’เปิด 3 ทาง
เมื่อเวลา 15.00 น.ที่พรรคเพื่อไทย แกนนำ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล เข้าร่วมประชุม ภายหลังพรรคก้าวไกล ประกาศให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน โดยใช้เวลาหารือเกือบ 2 ชั่วโมง เสร็จแล้วร่วมกันแถลงข่าว
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรเป็นนายกฯ ในวันที่ 27 ก.ค. ที่ประชุมมีมติให้พรรคเพื่อไทยส่ง ผู้ซึ่งสมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีแคนดิเดต นายกฯ ของพรรรคโดยพรรคก้าวไกลจะเป็นผู้เสนอรายชื่อดังกล่าว เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่เรามุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะเป็นรัฐบาลในความ มุ่งมั่นของประชาชน
ส่วนวิธีการที่จะได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนนั้น 8 พรรคร่วม 312 เสียงจะดำเนินการ โดย 1.ขอเสียงจาก สว.ให้ได้ครบตามจำนวนที่ต้องเติมให้ถึง 375 เสียง ซึ่งคือ 63 เสียง ส่วนที่ สว.ตั้งเงื่อนไขกรณีมาตรา 112 เป็นสิ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องไปพูดคุย เช่น กรณี สว.ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการลดเงื่อนไขในมาตรา 112 พรรคเพื่อไทยจะรับเรื่องมาพูดคุยกับพรรคก้าวไกล 2.หากได้เสียง สว.ไม่พอ ที่ประชุมให้สิทธิพรรคเพื่อไทยไปพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นตามที่พรรคเห็นควร เพื่อให้ได้เสียงครบตามจำนวน เป็นไปตามเสรีภาพของพรรคเพื่อไทย และ 3.ส่วนแนวทางอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ที่ประชุมให้สิทธิพรรคเพื่อไทยเป็นผู้พิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องมีการลดเพดานมาตรา 112 หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ที่ประชุมได้ยกขึ้นมาหารือกับพรรคก้าวไกลโดยพรรคก้าวไกลได้ขอแนวทางลดเพดาน เลยมอบให้เพื่อไทยไปพูดคุยกับ ส.ว.ว่าจะลดเพดานในเรื่องอะไรบ้าง แล้วจะนำมาพิจารณากันภายในพรรค ต่อข้อถามถึงท่าทีจากพรรคภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ (พปชร.) และชาติไทยพัฒนา ที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้าเป็นแนวทางที่นอกเหนือจากมติ 8 พรรคร่วมรัฐบาลในวันนี้ที่ให้สิทธิพรรคเพื่อไทยในการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร
ถ้า 1-2 ไม่สำเร็จส่อสลายขั้ว
ต่อข้อถามว่าในวันที่ 27 ก.ค. จะเสนอ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า ต้องเสนอรายชื่อแคนดิเดต 1 คน ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ก.ค. เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แล้วที่ประชุมรัฐสภาไม่เห็นชอบ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ด้วยความกังวลนี้เราจึงต้องมีกระบวนการเพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนที่จะมีการเสนอชื่อ ในวันดังกล่าวว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนเกิน 375 เสียง แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าจะเสนอรายชื่อบุคคลใด
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยการันตีกับ ผู้สนับสนุนของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยว่าจะไม่หักหลังประชาชนตามที่ได้สัญญา ว่าจะไม่จับมือกับขั้วรัฐบาลเดิม นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สิ่งที่แถลงวันนี้คือสัญญาที่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่เรายึดมั่นใน 8 พรรคร่วมเป็นเบื้องต้นก่อน ส่วนมาตรการ อื่นๆ นอกจากการจับมือกับ 8 พรรคร่วม คือเราได้สิทธิไปดำเนินการในเรื่องต่างๆ เท่านั้นเอง นั่นคือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดและทำหลังจากที่กระบวนการทั้งหมดไม่เกิดขึ้น
ส่วนทุกทางเลือกจะมีพรรคก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า อยู่ในทางเลือกที่ 1 และ 2 ส่วนทางเลือกที่ 3 เป็นทางเลือกอื่นๆ ความหมายคือไม่ใช่ความร่วมมือของทั้ง 8 พรรคร่วม ซึ่งอาจจะไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ในสมการนี้หรือในการจับมือนี้ ซึ่งสิทธิตรงนี้พรรคเพื่อไทยได้สิทธิจาก 8 พรรคร่วม ให้ไปพิจารณาดำเนินการและนำมาปรึกษาหารือ เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรที่จะนำไปสู่การใช้ทางเลือกที่ 3 นพ.ชลน่าน กล่าวว่า 1-2 ไม่สำเร็จ ซึ่งการแนวทางที่ 1 และ 2 ช้าที่สุดคือวันที่ 25 ก.ค. เพราะวันที่ 26 ก.ค.ต้องมีการประชุมพรรคและประกาศความชัดเจนออกมา
‘ชัยธวัช’โยนพท.ปมลดเพดาน 112
ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการยกเรื่อง มาตรา 112 มาพิจารณา ในส่วนของพรรค ก้าวไกลต้องดูรายละเอียดว่าในฐานะที่พรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งรัฐบาล เราต้องให้เวลาพรรคเพื่อไทย ไปคุยกับสว. ว่ารูปแบบแบบไหนที่จะเรียกว่าเป็นการ ปลดล็อกความไม่สบายใจ และแนวทางที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้หลังจากที่ปลดล็อกแล้ว เป็นอย่างไร เพื่อที่จะให้พรรคก้าวไกลนำไปพิจารณากันในพรรค
เรายืนยันว่า เรื่องนี้เป็นแค่ข้ออ้าง แต่ เป้าหมายสูงสุดที่อยากเห็นตามเจตจำนง ของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ต้องการเห็นการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เราในฐานะที่ได้รับเสียงอันดับ 1 เราพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ส่วนเรื่องละเอียดโดยมารยาทตอนนี้ต้องมอบหมายบทบาทหลักให้พรรคเพื่อไทย ในการบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ และต้องไปพูดคุยกับสว. ว่าจะมีข้อเสนออะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคเพื่อไทยต่อสายฝั่งรัฐบาลเดิม จะคิดอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า พรรคก้าวไกลชัดเจนอยู่แล้ว มีลุงไม่มีเรา เพียงแต่ยังไม่มีการนำเรื่องนี้มาคุยกัน ต่อข้อถามว่า แสดงว่าหากมีการดึงพรรค 2 ลุงมาร่วม พรรคก้าวไกล จะไม่ร่วมใช่หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า “แน่นอนครับ แต่ต้องอธิบายว่าในที่ประชุมยังไม่ได้เอารายละเอียดมาคุยกัน หลังจากนี้พรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าภาพในการที่จะลองทำงานตามแนวทางต่างๆ ที่คุยกันไว้ แล้วเอารายละเอียดมาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้ยังไม่มีการเสนอเรื่องพรรคลุงใดๆ ทั้งสิ้น” เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าแนวทางที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย อาจไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย นายชัยธวัชกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย

ให้กำลังใจ – กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนภูเก็ต นำอาหารพื้นบ้านมอบให้นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เป็นกำลังใจให้พรรคอันดับ 1 หลังยอมถอยมอบหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลให้พรรคเพื่อไทย ที่พรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 21 ก.ค.
‘เสรีพิศุทธิ์’แนะก.ก.เสียสละ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย(สร.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคขั้วรัฐบาลเดิมและสว.กดดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112ว่า ทางฝั่งสว. จิ้มมาเลยว่าถ้ามีก้าวไกล จะไม่ร่วมด้วย แต่ตนเห็นว่าพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย อยู่ด้วยกันมาโดยตลอด การที่พรรคเพื่อไทย จะตัดเยื่อใยพรรค ก้าวไกลเลยก็ไม่ถูก ฉะนั้นพรรคเพื่อไทย จะต้องรักษาพรรคก้าวไกลเอาไว้ และพรรคก้าวไกลต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพื่อให้มี 151 เสียงไว้ จะได้ไม่หนักใจในการหาเสียงเพิ่ม เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องพรรคก้าวไกล ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร หากยังยืนยันในเรื่องดังกล่าวอยู่ เพื่อไทยก็ตั้งรัฐบาลไม่ผ่าน
“ตอนนี้เปรียบเสมือนยืนอยู่กลางทะเล เรือล่ม มีคนแก่ ผู้หญิง เด็ก เราจะต้องเอาคนหนุ่มขึ้นเรือก่อนเหรอ เราต้องให้เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ขึ้นก่อน เราก็ยอมเสี่ยงภัยไปก่อน เมื่อเรือลำที่สองมาเราค่อยไป ไม่ใช่ว่าไอ้หนุ่มกระโดดขึ้นเรือก่อน ปล่อยให้ที่เหลือผจญภัย ตอนนี้ต้องมีผู้เสียสละเพื่อให้ประชาธิปไตยไปได้ ถ้าไม่มีการเสียสละก็ไปไม่ได้”
ผู้สื่อข่าวถามว่า เด็กหนุ่มต้องเสียสละลงจากเรือ คือให้พรรคก้าวไกล ไปเป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ก็ไปคิดเอาเองว่าใครจะเสียสละ ถ้าตนเสียสละ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะมีแค่ 1 เสียง ต่อข้อถามว่าหากพรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคก้าวไกลต้องเสียสละใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์พยักหน้า กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย ต้องจัดการอยู่แล้ว แนวทางที่ 3 ไม่ใช่ตัดพรรคก้าวไกล ถ้าบอกว่าตัด พรรคเพื่อไทยจะขาดไป 151 เสียง ยังไงก็ไม่ตัด “เพียงแต่ไม่ต้องแสดงตน ถ้าแสดงตนมันก็ไม่เอา” เมื่อถามว่าพูดแบบนี้ไม่กลัวพรรคก้าวไกลโกรธหรือ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ กล่าว ไม่กลัวหรอก เราพูดความจริง และพูดด้วยความรัก
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลต้องไม่แตะมาตรา 112 ใช่หรือไม่ 8 พรรคถึงตะอยู่รอด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์กล่าวว่า ถึงจะบอกว่าไม่แตะ ก็มองว่าแตะอยู่แล้ว ภาพมันติดตาติดใจ ไปไม่ได้หรอก ส่วนภาพที่จะออกมาจะออกมาเป็นแนวทาง 3 คือให้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเองนั้น พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ กล่าวว่า ใช่ ไม่ใช่ต้องไม่มีก้าวไกล คือมี แต่ไม่ต้องไปโชว์
ประเดิมจีบภท.ร่วมรัฐบาล
นพ.ชลน่านให้สัมภาษณ์หลังการแถลงข่าวว่า หลังจากนี้จะเริ่มดำเนินการตามข้อ 1 และข้อ 2 คือการประสานขอคะแนนจากสว. และสส. เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย โดยในส่วนของสว. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้ประสานพูดคุย ในส่วนของสส. ตนและแกนนำพรรคจะประสานต่อสายแล้ว ไปพบพูดคุยกับพรรคการเมือง
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ค. เวลา 14.00 น. ตนพร้อมด้วยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค จะไปพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รองหัวหน้าพรรค และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ที่พรรคภูมิใจไทยเพื่อขอเสียงสนับสนุน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 27 ก.ค.นี้
‘หนู’ย้ำไม่ร่วมหอก้าวไกล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนที่ได้แถลงการณ์และพูดหลายครั้งแล้วว่า เราจะ ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112
“พูดให้ชัดเจนคือ พรรคก้าวไกล พรรคเดียวที่มีนโยบายเรื่องนี้ และไม่มีท่าทีที่จะลดระดับ มีแต่จะเพิ่มความแข็งกร้าวขึ้น ทั้งแกนนำพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า และผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล มีการผลักดันที่จะให้แก้ไขมาตรา 112 อย่างแข็งกร้าว ไม่รับฟังเสียงทักท้วง คำร้องขอของใครทั้งนั้น ทั้งๆ ที่รู้ อยู่แล้วว่าประเด็นนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ ดังนั้น ถ้าเราได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยให้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ ถ้ายังมีพรรคก้าวไกลอยู่เราเข้าร่วมไม่ได้” นายอนุทินกล่าว
รทสช.ไม่สังฆกรรม
ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมได้รับการสอบถามมาตลอดเวลาว่าแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติในการโหวตเลือกนายกฯ ต่อไปจะเป็นอย่างไร จึงขอเรียนเพื่อความชัดเจนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ 1.เราเห็นความสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาล แต่ความมั่นคงของชาติบ้านเมืองและสถาบันหลักทั้งสามของชาติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด 2.เรายึดมั่น ในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราจึงไม่เห็นชอบกับบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง เพราะเราไม่เชื่อว่าพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่บุคคลดังกล่าวสังกัดอยู่จะมีแนวทางเดียว กับเราอย่างแท้จริง
3.ในการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งต่อไปหากยังมีพรรคก้าวไกลร่วมเป็นรัฐบาลด้วย เราจะไม่เห็นชอบกับบุคคลใดจากพรรคใดก็ตามที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เพราะจากการดำเนินการทางการเมืองที่ผ่านมาของพรรคก้าวไกลทำให้เราไม่เชื่อว่าพรรคดังกล่าวจะเปลี่ยนแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคได้ 4.เราจะไม่ร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดก็ตามที่นำพรรคก้าวไกลมาร่วมเป็นรัฐบาลด้วยอย่างเด็ดขาด เพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาชัดเจน
พปชร.-ชทพ.ก็ปิดประตู
นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวในการ จัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่มีกระแสข่าวอาจทาบทามพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วม ว่า ในนามของพรรคพลังประชารัฐขอแสดงจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วมสนับสนุนการโหวต เลือก นายกฯ คนที่ 30 และร่วมจัดตั้งรัฐบาล หากยังมีพรรคก้าวไกล อยู่ในพรรคร่วมด้วย “พรรคพลังประชารัฐแถลงการณ์ประกาศจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเราไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 และจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายไผ่กล่าว
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากสถานการณ์ล่าสุดทราบว่า ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 27 ก.ค.นี้ จะมีการเสนอแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนายินดีสนับสนุน แต่มีเงื่อนไขว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ทำงานร่วมกับ พรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 เช่นพรรคก้าวไกลที่มีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะจุดยืน ของพรรคชาติไทยพัฒนาคือ ไม่แตะต้อง และไม่แก้ไขมาตรา 112
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางพรรคเพื่อไทยมีใครโทรศัพท์มาพูดคุยทาบทามเข้าร่วมรัฐบาล แล้วหรือยัง นายวราวุธกล่าวว่า ยังไม่มี เพียงแต่เราย้ำว่า หากไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 ชาติไทยพัฒนาก็ยินดีสนับสนุน
‘เฉลิมชัย’รับไม่ได้-แตะ 112
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีหากพรรคเพื่อไทยติดต่อมาให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่ยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ว่า ถ้าติดต่อมา จะแจ้งให้ทราบ แต่ตอนนี้ยังไม่มี ผู้สื่อข่าวถามว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ หากมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วยจะสนับสนุน หรือไม่ นายเฉลิมชัยกล่าวว่า เราพูดชัดไปแล้วว่า เราไม่ได้ปฏิเสธพรรคก้าวไกล แต่เราปฏิเสธแนวทางนโยบาย แนวความคิดเรื่องมาตรา 112 ฉะนั้น ตราบใดที่เรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ยังอยู่ในกระบวนการการดำเนินการของพรรคก้าวไกล เรารับไม่ได้ ซึ่งชัดเจน
ต่อข้อถามว่าแสดงว่าถ้าพรรคก้าวไกลลดเพดานเรื่องมาตรา 112 หรือพรรคเพื่อไทยไม่มีก้าวไกล ยินดีร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ไม่ใช่ การจะร่วมกับใครหรือไม่ร่วมกับใครนั้น อยู่ที่ความเชื่อมั่น แต่ตนบอกเลยว่ามีใครยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์บ้าง ถ้าเรามีความเชื่อมั่น เราก็ร่วม ถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่น ก็ไม่ร่วม ตนพูดตลอดเวลาว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้ ไม่เคยบอกว่าต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียว ดังนั้น ข่าวต่างๆ ที่ออกไป ขอให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ว่านี่คือคำพูดที่ออกจากปากของตน
ซัดเกมใต้ดินปล่อยเฟกนิวส์
ส่วนที่มีข่าวว่า 16 สส.พรรคประชาธิปัตย์จะไปซบพรรคภูมิใจไทย เพื่อร่วมตั้งรัฐบาล โดยมีการระบุในเพจของพรรคด้วย นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ไปเอาตัวคนที่ไปให้ข่าวมาที ช่วยบอกเขาหน่อย ตนอยากรู้ และในเพจพรรคก็ไม่มี จึงถือว่าเป็นข่าวเท็จ ตนไม่อยากเป็นจำเลย ของพรรคและสังคม อย่าพยายามเอาสิ่งที่ตนไม่ได้ทำมายัดเยียดให้ตน เพราะไม่ถูกต้อง วันนี้พรรคเราจะเดินไปข้างหน้า จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรับปรุง จึงไม่ควรมาเล่นเกมใต้ดินหรืออะไรทั้งหมด ซึ่งกระแสข่าวที่ เกิดขึ้นนั้น ตนไม่ทราบว่าเป็นการเล่นงานกันหรือไม่ เพราะตนบอกแล้วว่าไม่รับตำแหน่ง และไม่มีผลประโยชน์อะไรตรงนี้
“ขอให้ไปถามคนที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่ยอมพ้นจากชาตินี้ ส่วนผมไปแล้ว ไม่มีแล้ว ผมบอกชัดเจนว่าถ้าเขามาขอคำปรึกษา ผมพร้อมให้คำปรึกษา เพราะผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มาทั้งชีวิต คุณไม่มีสิทธิ์บังคับ ไม่ให้ผมเป็นสมาชิก ไม่มีสิทธิ์บังคับไม่ให้ผมไม่รักพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าเขาไม่มาปรึกษาผม ผมก็ไปตามทางของผม ผมมีธุรกิจ มีพรรคพวก ทำงานทำอะไรของผม ชัดเจนนะครับ” นายเฉลิมชัย กล่าว
ปชป.เลื่อนถกใหญ่เป็น 6 ส.ค.
เวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการ เป็นประธานการประชุม
นายราเมศแถลงว่า ที่ประชุมกก.บห.ชุดรักษาการมีมติเลื่อนวันจัดประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค ครั้งที่ 2 เพื่อเลือกกก.บห.ชุดใหม่ จากเดิมวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ค.นี้ ไปวันที่ 6 ส.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ และมีมติไม่เพิ่มสมาชิก 125 คนมาเป็นองค์ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับพรรค วงเล็บ 19 โดยใช้องค์ประชุมเดิมที่มี 18 กลุ่ม และในการประชุมใหญ่ รอบใหม่ ทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบทำให้การประชุมเสร็จสิ้น ตนเชื่อว่าการประชุมครั้งใหม่จะไม่มีปัญหาองค์ประชุมล่มอีก เพราะกระบวนการแจ้งสมาชิกให้ร่วมประชุมได้ดำเนินการอย่างชัดเจน
นายเฉลิมชัยกล่าวว่า การประชุมใหญ่ในวันที่ 6 ส.ค.นี้จะราบรื่นหรือไม่ องค์ประชุมจะครบหรือไม่นั้น อยู่ที่สำนึก สำนึกมันลึกกว่าสันดาน เพราะนิสัยสันดานแล้วก็ไปสำนึก ถ้ามีสำนึกทุกอย่างจบหมด ไม่ต้องห่วง ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 9 ก.ค. องค์ประชุมล่ม ได้พูดคุยกันเพื่อให้เกิดความราบรื่นในวันที่ 6 ส.ค.หรือไม่ นายเฉลิมชัยกล่าวว่า วันนี้เรามีการประชุมกก.บห.เพื่อ ให้ทุกอย่างราบรื่น ข้อโต้แย้งต่างๆ เรายกเลิกทั้งหมด เพื่อเข้าสู่กระบวนการ
“วันนี้ผู้ใหญ่หลายๆ คนพูดชัดเจนและยืนยันว่าอยากเห็นการประชุมใหญ่วันที่ 6 ส.ค. ครบองค์ประชุม เพราะเมื่อท่านพูด มาแล้ว ท่านคงจะไม่เสียคำพูด คนเราถ้าเสียคำพูด ก็ไม่มีใครนับถือ” นายเฉลิมชัยกล่าว
‘สมชาย’จี้แถลงชัดเจน 10 ข้อ
นายสมชาย แสวงการ สว.โพสต์เฟซบุ๊กว่า ยินดีกับการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการเดินตามครรลองประชาธิปไตยที่ถูกต้อง จึงขอเสนอผ่านไปยังพรรคเพื่อไทยแกนนำใหม่ ควรแถลงประเด็นของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องดำเนินการให้ชัดเจนอย่างน้อย ดังนี้
1.ตัวบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ที่จะเป็นนายกฯ 2.พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่ต้องมีนโยบายร่วมสำคัญในการเดินหน้าประเทศให้เจริญก้าวหน้า มีความสงบสันติสุข และไม่มีนโยบายใดๆ จากพรรค ร่วมรัฐบาลหรือกลุ่มการเมือง กลุ่มอื่นๆ ที่พรรคการเมืองสนับสนุนในการแก้ไข มาตรา 112 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กระทบต่อสถาบันหลัก คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งการกระทำโดยตรง ของรัฐบาล รัฐมนตรี สส. และเครือข่าย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะกระทำเองหรือการให้การสนับสนุนใดๆ อีกต่อไป 3.ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริตและคดี 112 หรือคดีอาชญากรรมร้ายแรง
4.นโยบายด้านเศรษฐกิจนำพาสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม 5.นโยบายด้านการต่างประเทศที่ไม่กระทบความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค 6.นโยบายด้านการทหารและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศในทุกมิติ 7.นโยบายด้านปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาสังคมเพื่อเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัยจากสังคมสื่อโซเชี่ยลที่สร้างความเกลียดชังในปัจจุบัน 8.นโยบายด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม 9.นโยบายกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างครอบคลุมทุกมิติ และ 10.นโยบายแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยไม่สนับสนุนการทำประชามติแบ่งแยกดินแดนใดๆ
ถ้าพรรคเพื่อไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ยังหาข้อสรุปร่วมให้ชัดเจนไม่ได้ ขอเสนอให้ทำเรื่องแจ้งต่อประธานรัฐสภา เพื่อเลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 27 ก.ค.นี้ออกไปก่อน เพื่อจะได้เกิดความรอบคอบรัดกุมให้ชัดเจนในการให้สมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่โหวตให้ความเห็นชอบนายกฯ คนที่ 30 ได้เสียที
‘พิธา’ขอจับมือกันยุติสืบอำนาจ
เวลา 20.40 น.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงจุดยืนต่อสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ผ่านคลิปสั้นที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กเพจ ‘Pita Limjaroenrat-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ว่า วันนี้ชัดเจนแล้วว่าองคาพยพฝั่งอนุรักษนิยมทั้งหมดไม่ยอมให้เราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเอาเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาเป็นเงื่อนไขข้ออ้าง แต่การที่ผมไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ ไม่ได้หมายความว่าความหวังของพวกเราในการเปลี่ยนแปลงประเทศจะ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การที่ผมได้เป็นนายกฯ แต่คือการจัดตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนขั้วพลิกข้าง หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของขั้วรัฐบาลเดิม พิธาเป็นหรือไม่เป็นนายกฯ ไม่สำคัญ พรรคก้าวไกลเป็นหรือไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเสียงของประชาชน 27 ล้านเสียงที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งต้องมีความหมาย
พรรคก้าวไกลพร้อมสนับสนุนพรรคอันดับสองคือพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้ ตราบใดที่เรายังจับมือกันแน่น การสืบทอดอำนาจของกลุ่มขั้วอำนาจเดิมจะไม่มีวันสำเร็จ ขอให้ประชาชนอย่าหมดหวัง ประเทศไทยวันนี้เดินมาไกลและจะไม่มีวันถอยกลับ เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาหมุนเวลาพาประเทศกลับสู่อดีตอีกต่อไป
เดินสายระยอง-จันทบุรี
สำหรับความเคลื่อนไหวของนายพิธา ภายหลังการพักผ่อนกับด.ญ.พิพิม ลิ้มเจริญรัตน์ บุตรสาว และครอบครัว มีกำหนดไปงาน สุราก้าวหน้าที่จังหวัดระยองในวันที่ 22 ก.ค. โดยเพจเฟซบุ๊กพรรคก้าวไกล จ.ระยอง ระบุว่า “BIG SURPRISE” 22 ก.ค.นี้ ทิม พิธา มาร่วมงานสุราก้าวหน้าจ้า พลังแห่ง Soft Power ที่ทำให้หลายแบรนด์ขาดตลาดต้นแบบส่งเสริมสุราก้าวหน้ามาถึงที่ เราจะพลาด กันได้ไง
มาฟังกับหูว่าทำไมต้องพูดถึงสุราก้าวหน้า มาดูกับตาว่าสุราก้าวหน้าเป็นอย่างไร มาสัมผัสให้ลึกซึ้งไปด้วยกัน
พบ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เวลา 19.00-20.00 และเชิญทุกคนเข้าร่วมงาน “สุราก้าวหน้า Festival 2” วันเสาร์ที่ 22 ก.ค.
ที่ ตลาดดิโอโซน อ.เมือง จ.ระยอง เวลา 11.00-23.00 น.
ขณะที่วันอาทิตย์ 23 ก.ค. เวลา 09.00-10.00 น. นายพิธาเดินทางไปลานหลังร้านสัมพันธ์การค้า บ้านเขาหอม ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและผู้สนับสนุน

แฟลชม็อบ – นิสิตนักศึกษาและประชาชนเปิดไฟฉายมือถือพร้อมกัน ระหว่างร่วมชุมนุมทำกิจกรรม #KUไม่เอาสว. เพื่อประณามสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ บางเขน เมื่อ 21 ก.ค.
‘วันนอร์’แจงดราม่า-เมินทัวร์ลง
ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ รอบสองเมื่อ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา มีบางประเด็นที่ไม่เข้าใจถึงการทำหน้าที่ประธานการประชุม ว่าจากการที่ได้ฟังการอภิปรายตลอด 6 ชั่วโมง ไม่มีใครอภิปราย ว่ามีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงตัดสินใจวินิจฉัยให้ลงมติ จนมีการวิจารณ์ตนเองเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นประธานรัฐสภาสามารถชี้ขาดได้โดยไม่ต้องรอมติที่ประชุม นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ชี้ขาดได้ แต่ก็มีคนฟ้องได้ ไม่ใช่ไม่กล้าชี้ขาด แต่วินิจฉัยแล้วว่าไม่มีข้อมูลที่จะชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เป็นเรื่องของข้อขัดแย้งจึงใช้ข้อบังคับข้อที่ 151 ให้สภาตีความ ดีกว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจ แต่ไม่ว่ายกไหนจะไม่มีวันที่ท้อใจ เมื่อรับหน้าที่แล้วจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ตนยึดหลักที่เคยพูดไปแล้วคือ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ส่วนการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 3 จะเสนอชื่อเดิมได้ หรือไม่นั้นเรื่องนี้ตอบไม่ถูก ต้องแล้วแต่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ต่อข้อถามกรณีหากพรรคก้าวไกลยื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความมติรัฐสภาที่ใช้ข้อบังคับการประชุมข้อที่ 41 ห้ามนำญัตติเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ที่ตกไปแล้วเสนอ ซ้ำอีก นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ หากศาลวินิจฉัยอย่างไรต้องดำเนินไปตามนั้น เพราะมีผลผูกพันทุกองค์กร
ส่วนเรื่องทัวร์จะลงทั้งในโซเชี่ยลและสมาชิกรัฐสภานั้น ตนมองว่าใครจะทัวร์ลง ใครจะคิดเห็นอย่างไรเป็นสิทธิ์ที่คิดแตกต่างได้ ส่วนตัวไม่มีปัญหา และยอมรับได้ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ทำด้วยความเป็นกลางแล้ว เป็นเรื่องธรรมดา หากต้องตัดสินอะไรย่อมมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำหรับการโหวตเลือกนายกฯ รอบต่อไป 27 ก.ค.นี้ ได้ออกหนังสือเชิญประชุมแล้วและจะประชุมวิป 3 ฝ่ายวันที่ 26 ก.ค. เวลา 14.00 น.
นักวิชาการยื่นตีความมติสภา
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอิสระ นายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่าน พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีที่ที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 19 ก.ค.มีมติว่าการเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาโหวตลงมามติเป็นนายกฯ เป็นการเสนอ ญัตติซ้ำขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ข้อที่ 41 นั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพรชัยกล่าวว่า กรณีดังกล่าวตนถือว่าเป็นผู้ที่ถูกกระทบสิทธิโดยตรง เพราะเป็นผู้ที่ไปเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.และเลือกสส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตของพรรคก้าวไกล ตนมองว่ารัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯ ไว้เป็นการเฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ประกอบมาตรา 272 ตราบใดที่กระบวนการเลือกนายกฯ ยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ย่อมสามารถถูกเสนอชื่อ ได้เรื่อยๆ มติดังกล่าวจึงเท่ากับรัฐธรรมนูญ ถูกละเมิดโดยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 หรือไม่ จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาแล้วขอให้ มีคำสั่งให้ที่ประชุมรัฐสภายุติการเลือกนายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
พ.ต.ท.กีรปกล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการจัดส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคือความเป็นผู้เสียหาย ซึ่งตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะ เดือดร้อนเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพนั้นย่อมมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้โดยผ่านกลไกของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แต่ถ้าเลยกรอบเวลาดังกล่าว ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์สามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ทราบดีว่าเรื่องนี้ อยู่ในความสนใจของประชาชน และประธานรัฐสภานัดหมายเรื่องการโหวตนายกฯ แล้ว ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะพยายามพิจารณาให้เร็วที่สุด
แอพฯกกต.ถูกแฮ็กเกอร์โจมตี
วันเดียวกัน แอพพลิเคชั่น Smart Vote ของสำนักงานกกต. ที่ให้ดูข้อมูลเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ทาง เจ้าหน้าที่สำนักงานกกต. ได้แจ้งข้อความ ผ่านไลน์ผู้สื่อข่าวประจำสำนักงานกกต.ว่า “ขณะนี้ มีพวกแฮ็กเกอร์ กำลังเข้าโจมตีในแอพพลิเคชั่น Smart Vote ทำให้มีข้อความประหลาดในการแจ้งเตือนของแอพพลิเคชั่น Smart Vote ซึ่งแจ้งดำเนินการปิดระบบเรียบร้อยแล้ว”
สำหรับข้อความที่แฮ็กเกอร์ส่งผ่านแอพพลิเคชั่น Smart Vote มีความหลากหลาย อาทิ ก้าวไกล no.1 ไม้จ้าดดดด, ลุงตู่ลุงตู่ อยู่ไหนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่รวมไทยสร้างชาติ เป็นต้น