คาดคนแห่เที่ยวสะพัด1.6หมื่นล.
ปลัดมท.สั่งเปิดแผนกทะเบียน ช่วงหยุดยาว สั่งทั่วประเทศทำบัตรประชาชน สธ.ยัน‘UCEP’ ‘เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่’ ใช้ได้ในช่วงวันหยุด ประสานร.พ.เอกชนพร้อมรับผู้ป่วยฉุกเฉิน บขส.เพิ่มเที่ยวรถ พร้อมรับ-ส่งคนเดินทาง ททท.คาดมีเงินหมุนเวียน 1.6 หมื่นล้าน ปธ.หอการค้าเชื่อส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ติงควรแจ้งล่วงหน้า ผู้ประกอบการจะได้วางแผนก่อน
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติคณะรัฐมนตรีที่ได้เห็นชอบให้วันที่ 31 ก.ค.เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติม ในห้วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.66 วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ทำให้ในช่วงวันที่ 28 ก.ค.-2 ส.ค.นี้ เป็นวันหยุดราชการต่อเนื่อง รวม 6 วัน ว่า ในการประชุมติดตามการขับเคลื่อนงานตามภารกิจกระทรวงมหาดไทยร่วมกับอธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ คาดว่าประชาชนมีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการจากหน่วยงานบริการของมหาดไทย ตลอดจนหน่วยงานราชการของแต่ละจังหวัด จึงได้ขอความร่วมมือท่านผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และนายอำเภอ วางแผนการเปิดให้บริการติดต่อราชการเป็นพิเศษในช่วงวันหยุดยาว ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งสำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องเข้ารับบริการในวันหยุดราชการ

ออกกรุง – ประชาชนหลั่งไหลมาขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 จตุจักร เพื่อเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว 6 วัน ขณะที่บขส.สั่งเพิ่มรถวันละ 3,500 เที่ยว เมื่อวันที่ 27 ก.ค.
นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าฯ ทั้ง 76 จังหวัด และปลัดกรุงเทพมหานคร แจ้งไปยังสำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่นเขต สำนักทะเบียนท้องถิ่น และจุดเคาน์เตอร์บริการอำเภอยิ้มในเขตพื้นที่ ได้เปิดให้บริการด้านทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ระหว่างวันที่ 28 ก.ค.-2 ส.ค.ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในฐานะสำนักทะเบียนกลางได้เปิดระบบปฏิบัติการให้บริการประชาชนทางด้านทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ในช่วงวันและเวลาดังกล่าว เพื่อให้การบริการด้านทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขอให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบในทุกช่องทางสื่อสารของจังหวัดและอำเภอ
วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า มติ ครม.ที่กำหนดให้วันที่ 31 ก.ค. 2566 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ มีทิ้งท้ายว่า หน่วยราชการใดที่ปิดบริการแล้วมีผลกระทบต่อประชาชน ก็สามารถให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาเปิดได้ ฉะนั้น สธ.โดยเฉพาะ ร.พ.ต่างๆ ก็เข้าเกณฑ์นี้ตามมติ ครม. คือ หัวหน้าส่วนราชการ คือ ผอ.ร.พ. หรือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจารณาแล้วว่า จังหวัดของตนเองหรือ ร.พ.ตนเองได้นัดผู้ป่วยจำนวนมาก นัดผ่าตัดหากเลื่อนไปก็จะมีผลกระทบต่ออาการของ ผู้ป่วย หรือชีวิตผู้ป่วยก็สามารถเปิดให้บริการได้ เข้าใจว่า ร.พ.จำนวนมากเลยได้ประกาศเปิดบริการแล้ว แต่ถ้าหน่วยงานไหนมีประกาศไปแล้ว เจ้าหน้าที่ลากันไปหมดเรียบร้อยแล้วไม่สามารถเปิดได้ก็ไม่ว่ากัน แต่เชื่อว่ามีไม่มาก ส่วนใหญ่ยินดีเปิดให้บริการพี่น้องประชาชน
นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) ช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการคุ้มครองสิทธิเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลอย่างปลอดภัยจากสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน โดยไม่มีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่ารักษา 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งช่วงวันหยุดยาว 6 วันที่จะถึงนี้ ส่งผลให้ทั่วประเทศมีการเดินทางกันกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวอย่างคับคั่ง อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยของผู้ที่มีโรคประจำตัวมากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) ได้รับการรักษาพยาบาลจาก ร.พ.ทั้งรัฐและเอกชนที่อยู่ใกล้อย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียของผู้ป่วยและครอบครัว จึงแจ้งสถานพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ ปฏิบัติตามนโยบาย UCEP อย่างเคร่งครัด ยึดหลักมนุษยธรรมเป็นสำคัญในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วย ไม่นำค่าใช้จ่ายมาเป็นเงื่อนไขการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการประเมินเกณฑ์ผู้ป่วยเพื่อรับบริการตามนโยบาย UCEP แก่ประชาชน ขอให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่งใช้ระบบบันทึกและประเมินผู้ป่วย (UCEP) ของ สพฉ. หากผู้ป่วยเข้าข่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) ต้องให้การรักษาพยาบาลอย่างเต็มความสามารถ ห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมงแรก แต่หากไม่ได้มีอาการเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) อาจอยู่ในเกณฑ์สีเหลืองหรือสีเขียวก็ต้องมีการสื่อสารสอบถามสิทธิการรักษาพยาบาลกับผู้ป่วยหรือญาติ เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด หากพบปัญหาการวินิจฉัยคัดแยก ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถปรึกษาขอคำวินิจฉัยจากศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตของ สพฉ. ผ่านสายด่วน 0-2872-1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ยึดคำวินิจฉัยของศูนย์ประสานงานฯ เป็นที่สุด หากประชาชนพบสถานพยาบาลแห่งใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย สามารถแจ้งสายด่วนกรม สบส. 1426 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เตรียมพร้อมรถโดยสารทั้งเที่ยวปกติและรถเสริมรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงวันหยุดยาว ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.-2 ส.ค.66 รวม 6 วัน คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 20% เฉลี่ยวันละ 35,000 คน ใช้รถโดยสารประมาณ 3,500 เที่ยว พร้อมทั้งประสานให้ผู้ประกอบการรถร่วม บขส. นำรถโดยสารไม่ประจำทาง วิ่งเสริมในเส้นทางต่างๆ ประมาณ 200 คัน
สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัยที่ บขส.ได้เตรียมความพร้อมของรถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ ก่อนการเดินทาง อาทิ 1.ตรวจเช็กสภาพของรถโดยสาร 2.ควบคุมความเร็วในการขับขี่ ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง 3.จัดพนักงานขับรถ 2 คน ในเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางเกิน 4 ชั่วโมง 4.ผลตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดพนักงานเป็นศูนย์ 5.มีประกันภัยทุกที่นั่ง ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองตั๋วได้ที่ บขส. คอลเซ็นเตอร์ โทร.1490 ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า งานวิเคราะห์ตลาดในประเทศ กองกลยุทธ์การตลาด ททท. ประเมินว่าช่วงวันหยุดยาวนี้ จะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 4.96 ล้านคน-ครั้ง มีการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนมากกว่า 16,600 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยร้อยละ 63 โดยภาคตะวันออกมีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยสูงสุดร้อยละ 68 ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด ส่วนภาคใต้อยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนไม่เหมาะกับการทำกิจกรรมทางทะเล อุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามันปิดการเข้าชมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติ ทำให้มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเดินทางเข้าพื้นที่น้อยที่สุดในช่วงวันหยุดนี้
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ส่วนปัจจัยลบอย่างภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้จ่ายของคนไทย นอกจากนี้กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจะใช้ช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องนี้ออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ขณะที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การประกาศให้วันที่ 31 ก.ค. เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษใน ครั้งนี้ หอการค้าฯ เชื่อว่าภาพรวมจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ระหว่างคาบเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ประชาชนจะออกไปทำบุญและเข้าร่วมกิจกรรมตามจุดต่างๆ ของประเทศ
“วันหยุดยาวจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเดินทาง การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอย โดยจะช่วยสร้างบรรยากาศความคึกคักและรายได้ให้ผู้ประกอบการทั้ง โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และอื่นๆ ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดราว 5-7 พันล้านบาท ขณะที่แรงงานบางส่วนที่ยังต้องทำงานในช่วงวัน ดังกล่าวก็จะได้รับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากกรณีประกาศเป็นวันหยุดเพิ่มเติม” นายสนั่นกล่าว
นายสนั่นกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามการประกาศวันหยุดเพิ่มเติมออกมากระชั้นชิด ส่งผลให้บางกลุ่มธุรกิจหรือบางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต จำเป็นต้องจ้างงานในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศหยุดยาวอาจมีผลต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับค่าแรงและค่าล่วงเวลา ที่เพิ่มสูงขึ้นบ้าง แต่เชื่อว่าส่วนนี้ไม่น่าจะกระทบแผนการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ หอการค้าฯ มองว่าการประกาศวันหยุดยาวต่อเนื่องถือเป็นเจตนาที่ดี แต่ถ้ากำหนดช่วงเวลาและสื่อสารล่วงหน้าสักระยะก่อนได้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจให้มีความเหมาะสม ขณะที่ประชาชนก็จะสามารถวางแผนการท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้าซึ่งจะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมากยิ่งขึ้นด้วย