เพื่อไทยปัดข่าวขั้วใหม่แบ่งเค้กบิ๊กตู่ชี้ตั้งรบ.ช้าไม่มีผลกระทบประชุมสภาป่วน‘วันนอร์’ชิงปิด

สภาวุ่น ก้าวไกลชงทบทวนมติห้ามเสนอชื่อ ‘พิธา’ เป็นนายกฯซ้ำ ‘วันนอร์’สั่งเลื่อนประชุมปิดสภาทันที ทำวาระถกแก้ ม.272 ปิดสวิตช์สว.ค้างเติ่งด้วย เลขาฯ ก้าวไกลซัดประธานทำหน้าที่ไม่สง่างาม ยันแค่ต้องการปลดล็อกให้ทุกพรรค ด้านสว.อัด ‘ก.ก.’ รีบเสนอแก้ ม.272 หวังตีหัวเข้าบ้าน ‘บิ๊กตู่’ เมินกระแส ‘พี่ป้อม’ นั่งนายกฯ ขณะที่ ‘เสี่ยเฮ้ง’ ปัดจ่อทิ้งรทสช. คุยเนื้อหอมหลายคนแห่ชวน แต่มีมารยาทพอ ส่วน ‘ธรรมนัส’ โต้ดีลลับขนสส.หนุน ‘เศรษฐา’ ลั่นไร้งูเห่าในพปชร. ‘ภูมิธรรม’ ปัดแบ่งเค้กเก้าอี้รมต.กันแล้ว ยังมั่นใจตั้งรัฐบาลสำเร็จ เพื่อไทยรุมป้อง ‘เศรษฐา’ จับตาปฏิบัติการ ‘ล้มนิด ชุบชีวิตใคร’

รัฐสภาวุ่น-ต้อนสว.ประชุม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 ส.ค. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 272 เรื่องการตัดอำนาจ สว.เลือกนายกฯ แต่เมื่อถึงเวลาประชุมยังไม่สามารถเปิดประชุมได้ เพราะมีสมาชิกบางตา โดยเฉพาะ สว.ที่มาร่วมประชุมเพียง 20 กว่าคน จาก 249 คน

เวลา 09.35 น. นายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งมีสมาชิกมา 239 คน จากที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 747 คน ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งทำให้เปิดประชุมไม่ได้ แต่จะรอสมาชิกก่อน

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าจะมีการจงใจทำให้การประชุมล่ม แต่อาจเพราะมีการปิดการจราจรบริเวณรัฐสภา นำตู้คอนเทนนอร์มาปิดกั้นทางเข้าออก จากนั้นสส.ก้าวไกลหลายคน อาทิ นายประเสริฐพงษ์ ศรสุวัตร์ สส.บัญชีรายชื่อ นายภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. กล่าวเสริมว่าประชาชนร้องเรียนจำนวนมากว่าขัดขวางการเดินทาง ขอให้เร่งนำตู้คอนเทนเนอร์ออก

ต่อมานายรังสิมันต์ขอหารือว่าตอนนี้เวลา 10.00 น.เศษ ตัวเลขผู้มาประชุม 324 คน เป็นสส. 280 คน สว. 44 คน ตัวเลขกำลังไหลเรื่อยๆ นายวันมูหะมัดนอร์แจ้งว่ายังขาดอยู่ประมาณ 50 คน ขอรอสักพัก และขอให้คนที่มาแล้วรีบเซ็นชื่อ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล หารือว่า หน้าห้องมีสว.ยืนอออยู่เต็มไปหมด ไม่แน่ใจติดขัดเรื่องการเซ็นชื่อเข้าประชุมหรือเปล่า ขอให้เจ้าหน้าที่เตรียมให้ด้วย “ทุกคนกินเงินเดือนมาแล้วก็ควรเซ็นชื่อ ผมได้ยินกระซิบกระซาบกันว่า ลงชื่อไปแล้วจะถอนชื่อออกยังไง อย่างนี้ไม่ได้ ลงชื่อมาแล้วอยู่ดีๆ จะไปถอนออกว่าไม่มาไม่ได้ ประธานต้องกำชับ ฝากเจ้าหน้าที่ช่วยตามหน่อย ผมจะไปช่วยกำกับ เพื่อนสส.ผมก็พร้อมจะไปอำนวยความสะดวก หากปากกาไม่มีพวกผมก็เตรียมให้ได้ หรือเครื่องรูดบัตรมีปัญาหรือเปล่า ฝากประชาชนด้วยเดี๋ยวจะงงว่า สส.เข้ามารออะไรกัน เขามารอสว.กัน ตอนนี้มากันกี่ท่าน ว้าย 49 ท่าน”

‘โรม’ชงญัตติด่วน-ฟื้นโหวต‘พิธา’

เวลา 10.20 น. องค์ประชุมครบ 374 คน เริ่มการประชุมได้ แต่เมื่อนายรังสิมันต์ กลับเสนอญัตติด่วนให้รัฐสภาทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯซ้ำ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 และมีการยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคำร้องนี้ในวันที่ 16 ส.ค. เวลา 09.30 น.

นายวันมูหะมัดนอร์แจ้งว่า ขอให้รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 16 ส.ค.ก่อน ถ้าเดินหน้าต่ออาจไปขัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาพูด แต่นายรังสิมันต์แย้งว่า การร้องไปยังศาลเป็นอำนาจผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่การเสนอญัตติของตนมีผู้รับรองถูกต้อง ก็ต้องพิจารณาญัตตินี้ก่อน ให้ที่ประชุมพิจารณาจะเปลี่ยนแปลงมติที่ดำเนินการไปแล้วหรือไม่ แต่นายวันมูหะมัดนอร์ยืนยันให้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยืนยันว่า ญัตติที่นายรังสิมันต์เสนอไม่เกี่ยวกับการเสนอชื่อบุคคลเป็น นายกฯ และการเสนอญัตตินี้เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาความคลุมเครือที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ญัตติที่เสนอนี้ดำเนินการถูกต้อง ประธานก็ต้องเดินหน้าตามญัตติที่เสนอ แต่เมื่อยังมีข้อสงสัย สภาต้องวินิจฉัย ไม่ใช่เรื่องเสียหาย มติสภาที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งที่จะไปกลบได้คือมติสภาที่ใหญ่กว่า

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ในความเป็นมนุษย์อาจมีการกระทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้มีผลผูกพันจะเป็นความเด็ดขาดตลอดไป สมควรที่รัฐสภาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่นายวันมูหะมัดนอร์พยายามเดินหน้าเข้าสู่วาระประชุมตามปกติแต่นายรังสิมันต์ไม่ยอม ทำให้เกิดการถกเถียงกัน

‘วันนอร์’สั่งปิดประชุมหนี

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่วาระประชุมแต่มีผู้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา มีกระบวนการเสนอญัตติชอบด้วยข้อบังคับ ประธานไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าจะรับหรือไม่รับพิจารณา ขั้นตอนต่อไปสภาต้องพิจารณาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

ทำให้นายสมชาย แสวงการ สว.กล่าวว่า การเสนอญัตติด่วนใหม่ให้ทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภา 19 ก.ค. เป็นญัตติไม่ชอบ จึงขอเสนอญัตติคัดค้านญัตติของนายรังสิมันต์

จากนั้นสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยนายวันมูหะมัดนอร์พยายามวินิจฉัยไม่ให้มีการเสนอญัตติด่วนใดๆ แทรก ขอให้เดินหน้าประชุมตามวาระปกติ ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะอภิปรายถกเถียงกันนานกว่า 30 นาที ระหว่าง สส.ก้าวไกล กับสว.

นายรังสิมันต์อภิปรายย้ำการเสนอญัตติให้ทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 19 ก.ค. มีความถูกต้องตามข้อบังคับ ควรเดินหน้าพิจารณาญัตตินี้ อาจไม่ต้องใช้เวลาพิจารณายาว และจะยืนยันตามมติเดิมหรือเปลี่ยนมติใหม่ให้เป็นอำนาจของรัฐสภา

นายประพันธุ์ คูณมี สว. อภิปรายว่า การเสนอญัตติเพื่อลบล้างมติรัฐสภาทำไม่ได้ ไม่ควรรับญัตติทบทวนเพราะเป็นญัตติไม่ชอบ หากรับจะถือว่ารัฐสภากระทำผิด กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เหตุเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับพิจารณา

นายวันมูหะมัดนอร์ ตัดบทว่า “ขอใช้อำนาจประธานรัฐสภาวินิจฉัย ให้เลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันนี้” และสั่งปิดประชุมทันทีในเวลา 11.27 น. โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของสส. ที่ขออภิปรายต่อ

สงสัย – สส.พรรคก้าวไกลรวมกลุ่มแสดงอาการมึนงงสงสัย หลังเสนอให้ทบทวนมติการเสนอชื่อนายกฯ เป็นไปตามญัตติทั่วไปตามข้อบังคับที่ 41 แล้วนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา สั่งเลื่อนการประชุมทันที ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 4 ส.ค.

ก้าวไกลแถลงซัดไม่สง่างาม

ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล พร้อมสส.พรรค ร่วมกันแถลงข่าวว่า สืบเนื่องจากการอภิปรายถกเถียงกันในสภาวันนี้และจบด้วยการที่ประธานสภาสั่งปิดการประชุม ซึ่งก็ยังงงๆ อยู่ว่าเป็นการเลื่อนหรือยกเลิกการประชุม พรรคก้าวไกลยืนยันว่าญัตติที่ได้เสนอให้มีการทบทวนมติที่รัฐสภาเคยพิจารณาว่าการเสนอชื่อนายกฯ เป็นไปตามญัตติทั่วไปตามข้อบังคับที่ 41 เป็นญัตติ ที่ถูกต้อง

วันนี้ประธานสภาควรเปิดให้มีการลงมติว่าสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับญัตตินี้ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่ควรดำเนินไป ในฐานะที่พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายสนับสนุนให้นายวันมูหะมัดนอร์ดำรงตำแหน่งประธานสภา เรามีข้อกังวลว่าการปิดสภาวันนี้อาจถูกวิจารณ์ได้ว่าไม่สง่างาม อาจถูกมองได้ว่าเมื่อเห็นว่าเสียงสว.อาจจะไม่มากพอหรือไม่ ทำให้ไม่นำไปสู่การลงมติ หวังว่าการดำเนินการประชุมหลังจากนี้จะดีขึ้น

นายชัยธวัชกล่าวว่า การปิดประชุมสภาในวันนี้ทำให้ไม่สามารถดำเนินการประชุมใน 2 วาระสำคัญ คือ วาระการพิจารณาเลือก นายกฯ ซึ่งพรรคก้าวไกลยืนยันว่าการเลือก นายกฯ ของสภาสามารถดำเนินการไปต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องรอมติของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นอำนาจเต็มของรัฐสภา ต่อให้วันนี้สมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภาอาจจะลงมติว่าให้เลื่อนวาระการเลือกนายกฯ ไปก่อน ยังมีวาระที่สองคือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่พรรคก้าวไกลได้ยื่นเสนอไปคือการยกเลิกมาตรา 272 ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมากๆ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเลือกนายกฯ มีความไม่แน่นอนสูง และอาจยืดเยื้อออกไปได้ ดังนั้น การพิจารณาเพื่อปิดสวิตช์ สว.ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราเสนอไป ถ้าผ่านวาระ 1 จะทำให้สถานการณ์การเลือกนายกฯ ไม่นำไปสู่ทางตัน

การประชุมครั้งหน้าเรายังยืนยันว่าจะเสนอญัตตินี้อีก เพราะตอนนี้ญัตติยังไม่ได้รับการพิจารณาและยังไม่ได้ตกไป ส่วนเรื่องมาตรา 272 เราเห็นว่ามีความสำคัญ พรรคก้าวไกลไม่แน่ใจว่าสถานการณ์การเลือกนายกฯ จะยืดเยื้อไปถึงไหน อย่างน้อยวันนี้ก็ยืดเยื้อไปถึงกลางเดือนส.ค. อีก 2 สัปดาห์อย่างเร็วที่สุดรัฐสภาจะได้พิจารณาอีก ถ้าวันนี้ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้ยกเลิกมาตรา 272 และถ้าผ่านวาระที่ 1 เผลอๆ สิ้นเดือนนี้ก็ผ่านวาระที่ 3 ได้ ดังนั้นยืนยันว่าเรื่องนี้ยังมีความสำคัญต่อสถานการณ์อยู่และจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะทำให้การเมืองไม่เดินไปสู่ทางตัน

โดนปิดกั้น-มีวิชามาร

ด้านนายรังสิมันต์กล่าวว่า วันนี้ สส.ของพรรคก้าวไกลมาพร้อมทำหน้าที่ ความตั้งใจของพวกเราคือยื่นญัตติเพื่อขอทบทวนการโหวตเลือกนายกฯ ปรากฏในรายละเอียด ว่ามีนักวิชาการเข้าชื่อในแถลงการณ์ 115 คน มีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และทำให้การโหวตเลือกนายกฯ เลื่อนไปแล้วหลายครั้ง กระบวนการที่เป็นปัญหาเหล่านี้ในความเป็นจริงมีทางออกโดยใช้กลไกของสภาได้ ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันว่าการเสนอของพรรคก้าวไกลไม่ใช่ญัตติซ้ำอย่างแน่นอน

ส่วนกรณีที่ประธานสภาพยายามอธิบายในห้องประชุมว่าตามข้อบังคับที่ 151 มีหนึ่งในข้อความที่ระบุว่าการตีความนั้นจะต้องเป็นการตีความที่เด็ดขาด หมายความว่าเมื่อตีความไปแล้วจะมีผู้หนึ่งผู้ใดยกเรื่องเดิมมาอีกไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นไม่ให้ที่ประชุมรัฐสภามีการทบทวนวินิจฉัยอีกครั้ง เรื่องนี้ตนพยายามเทียบเคียงกับองค์กรอื่นที่มีอำนาจเด็ดขาดลักษณะเดียวกันว่าถึงที่สุดเขาสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อย่างกรณีของศาล จึงยืนยันว่าการเสนอเรื่องนี้ทำได้อย่างแน่นอน และมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยช่วยยืนยันอีกเสียงหนึ่ง

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและ น่าเสียดายที่การประชุมของสภาต้องสิ้นสุดโดยไม่มีข้อยุติอะไรเลย ทั้งที่ในความเป็นจริง ถ้าประธานสภายอมให้พิจารณาเรื่องนี้ไปเต็มที่สัก 1 ชั่วโมงคงหาข้อสรุปกันได้ และเข้าสู่วาระถัดไปทั้งการเลือกนายกฯ มาตรา 272 ที่เป็นประตูทางออกของประเทศซึ่งไม่ถูกนำมาพิจารณา

“วันนี้เราทราบแต่ต้นว่ามีความพยายาม ในการล้มการประชุม ถ้าไม่ได้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อช่วยกระตุ้นคงไม่มีการแห่เข้ามาประชุม แต่การใช้วิชามารแบบนี้คำถามสำคัญที่พี่น้องประชาชนช่วยกันตั้งคำถามได้คือประเทศได้อะไรกับการที่ปิดการประชุมแบบนี้” นายรังสิมันต์กล่าว

ลุยต่อปลดล็อก-หวังได้คัมแบ๊ก

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคก้าวไกลยังคาดหวังว่าถ้าทุกอย่างถูกแก้ไข โอกาสที่จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลยังมีอยู่ นายชัยธวัชตอบว่า เรายืนยันมาโดยตลอดว่าญัตติที่เสนอในวันนี้ หรือการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ไม่ได้ทำเพื่อแคนดิเดตนายกฯ พรรคการเมืองใด มันมีผลต่อแคนดิเดตจากทุกพรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทยที่วันนี้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วย เป็นการปลดล็อกหลายๆ อย่าง ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปพลิกขั้วรัฐบาลได้ ไม่จำเป็นต้องถูกบีบให้ไปมีส่วนร่วมในการสืบทอดอำนาจของขั้วรัฐบาลเดิม ต่อข้อถามว่า 2 อาทิตย์ที่ต้องรอมติศาลรัฐธรรมนูญอยากให้พรรค เพื่อไทยทบทวนหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เป็นการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่าหากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเสนอชื่อนายพิธาจะดำเนินการอย่างไรต่อ นายชัยธวัชกล่าวว่า ถ้ามีคำวินิจฉัยแบบนั้นคงต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง แต่ตนยืนยันว่าการที่เราเสนอญัตติในวันนี้ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมาชี้ ควรเป็นอำนาจของรัฐสภาเองที่จะต้องมีมติ

“เมื่อมีมติไปแล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้ายแรงว่าเป็นมติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตีความข้อบังคับให้มาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนี้คงไม่มีการเสนอญัตติให้ทบทวน ไม่ใช่อยู่ดีๆ อยากกลับมติไปมากันเล่นๆ และเราเห็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตของอำนาจศาลรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้น จะทำอย่างไรเมื่อถูกมองว่าเรามีมติขัดรัฐธรรมนูญไปแล้ว ก็พยายามเสนอทางออกโดยใช้กลไกของรัฐสภาแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง โดยไม่พึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสาระสำคัญ” นายชัยธวัชกล่าว

รับเพื่อนใหม่ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกิจกรรมและบรรยายพิเศษ ในงาน ‘รับเพื่อนใหม่’ ปี 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 4 ส.ค.

‘พิธา’แฉมีสว.ผิดสัญญา

ที่หอประชุมใหญ่ อาคารกิตติยาคาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศและเป็นวิทยากรนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำปีการศึกษา 2566 รวมถึงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ กับนักศึกษาในฐานะศิษย์เก่าคณะพาณิชย ศาสตร์และการบัญชี ก่อนการบรรยายนายพิธา ร่วมเต้นแจวเรือในช่วงกิจกรรมสันทนาการ อย่างสนุกสนาน ซึ่งกองสันทนาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้คำว่า “แจวเรือจะไปสภา ขอเชิญพิธาลุกขึ้นมาแจว”

นายพิธากล่าวบนเวทีว่า ตนไม่แน่ใจว่า ผู้บริหารหรืออาจารย์จะรู้สึกรักและทะนุ ถนอมตนเหมือนอย่างที่ตนรักธรรมศาสตร์หรือไม่ เพราะหัวข้อที่ได้มาพูดในวันนี้คือเรื่องประชาธิปไตยเสรีภาพและความยุติธรรม ใจคออาจารย์ จะให้แคนดิเดตนายกฯ ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. รวบรวมเสียงได้ 312 เสียง แต่รัฐสภาปัดตกไป ทำให้เข้าบ้านใหม่ที่ชื่อทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ มาพูดเรื่องนี้จริงๆ เหรอ ถ้าเป็นภาษาตน และอาจารย์จะเรียกว่า ปะเหมาะเคราะห์ดี ที่แคนดิเดต นายกฯ คนที่ 30 แทนที่วันนี้จะอภิปรายอยู่ในสภา กลับได้มีโอกาสมาเจอกับเพื่อนใหม่ที่ธรรมศาสตร์แห่งนี้ แต่ถ้าเป็นภาษาของเพื่อนใหม่จะใช้คำว่าจังหวะนรก จังหวะโบ๊ะบ๊ะ ที่เลือกหัวข้อให้มาพูดประชาธิปไตย เสรีภาพ และความยุติธรรม

“คนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่คนเลือกมากที่สุด สามารถจัดตั้งรัฐบาล เป็นตัวแทนกว่า 27 ล้านเสียง เพียงแค่วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่สิ ลากตั้ง แค่ไม่มาประชุม เขาสัญญากับผมว่าเขาเห็นด้วยเสียงข้างมาก และจะโหวตตาม แต่วันที่มีการโหวตจริง กลับอยู่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ยุโรป แค่ไม่มาเป็นองค์ประชุมสามารถล้มแคนดิเดตนายกฯ ที่มาจากพี่น้องประชาชนได้ ขณะเดียวกันวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง 250 คนสามารถบอกได้ สามารถโหวตสวนได้ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของนายกฯ ได้ แต่ใครเป็นคนตรวจสอบวุฒิสภา แล้วเราจะเลือกตั้งไปทำไม” นายพิธากล่าว

‘ปธ.’ฝัน 8 พรรคเดิมรีเทิร์น

นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม (ปธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขมาตรา 272 ปิดสวิตช์สว.เลือกนายกฯ ว่า จริงๆ แล้วมาตรา 272 ควรแก้ไขและยกเลิกนานแล้ว เพราะเป็นกลไกหนึ่งในการขัดขวางประชาธิปไตย พรรคเป็นธรรมชัดเจนในการสนับสนุนยกเลิกมาตรา 272

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้เลื่อนโหวตนายกฯ เพื่อรอคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ การเสนอแก้ไขเป็นทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการรอ 10 เดือนให้สว.หมดวาระหรือไม่ นายกัณวีร์กล่าวว่า เป็นทางเลือกหนึ่ง อาจเป็น “เดอะรีเทิร์นออฟพิธา” ก็ได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว สามารถให้นายพิธาได้รับเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง เพราะวันที่ 19 ก.ค. มีปัญหาที่ข้อบังคับข้อที่ 41 ที่ไม่สามารถเสนอญัตติที่เสนอไปแล้ว กลับเข้ามาใหม่ได้ แต่ครั้งนี้เราจะบอกว่าการเลือกนายกฯ ไม่ใช่ญัตติ จะทำให้มีโอกาสในการตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้เหมือนเดิม

“ได้คุยกับเลขาธิการพรรคก้าวไกล ว่า จริงๆ คุณกัณวีร์จะไปสุดซอยขนาดนั้น จะไปร่วมจัดตั้งฝ่ายค้าน เรายังมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล เพราะพวกเราถึงแม้จะร่วมมือกัน ไม่ใช่เราจะร่วมมือฝ่ายค้านอย่างเดียวเพราะเรามีฉันทามติของมหาชน จะทำให้เราเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ ฉะนั้นบอกไปเลยให้เสียงดังๆ ว่า เราจะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้” นายกัณวีร์กล่าว

‘สว.อมร’ข้องใจรีบร้อนปิดสวิตช์

นายอมร นิลเปรม สว. ให้สัมภาษณ์ว่า อย่างน้อยตอนนี้ สว.ยังต้องดำรงตำแหน่งอยู่อีก 10 เดือน ทำไมต้องรีบร้อนแก้ไขมาตรา 272 ปกติการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ขณะนี้ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล หรือมีฝ่ายค้าน ส่วนการยื่นแก้ไขกฎหมายมาตรา 272 จะส่งผลต่อการเลือกนายกฯ ครั้งต่อไปหรือไม่นั้น นายอมรกล่าวว่า แล้วแต่หน้างานว่าคนที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ เป็นหน้าที่ของ สว.พิจารณาคนที่จะมาดำรงตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องคุณสมบัติการเป็น นายกฯ ของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ พรรคเพื่อไทย นายอมรกล่าวว่า ต้องดูข้อมูลก่อน และต้องให้นายเศรษฐามาชี้แจง ซึ่งจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ในสภาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนายเศรษฐาเอง ส่วนที่ สว. หลายคนยังติดในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 กฎหมายมาตรานี้ไม่ควรให้แตะอยู่แล้ว ต่อข้อถามว่านายเศรษฐาเคยให้สัมภาษณ์ช่วงหาเสียงเรื่องจะแก้มาตรา 112 นายอมร กล่าวว่า อยู่กับพฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่ทำมาในอดีต พฤติกรรมส่อเจตนาอยู่แล้ว เวลาอยากได้เสียงเขาก็มาใช้คำพูดอีกแบบหนึ่งถึงวันนั้นก็ให้ สว.ตัดสินกันเอง ทุกคนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาก่อนและมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจ สำหรับตนตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ขอให้บ้านเมืองไปรอดได้ ตนไม่ได้เน้นเรื่องประชา ธิปไตย ตอนนี้ต้องเอาบ้านเมืองก่อน

‘สมชาย’ฉะหวังตีหัวเข้าบ้าน

ด้านนายสมชาย แสวงการ สว. กล่าวถึงวาระการยื่นแก้ไขมาตรา 272 ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพราะจะเกิดปัญหาการแก้กฎหมาย หาก 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าการเสนอชื่อนายพิธา เป็น นายกฯ เป็นญัตติหรือไม่ และสมมติศาลไม่รับคำร้องก็สามารถเดินหน้าเลือกนายกฯ ได้ต่อ แต่หากมาตรา 272 แก้ผ่าน ต้องมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าสภาทำมิชอบ เพราะมาตรานี้ทำประชามติมา จึงต้องหยุดการโหวตนายกฯ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องไปก่อนหน้านี้

การยื่นแก้กฎหมายนี้เป็นการเล่นการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ตนสนับสนุนให้เลือกนายกฯ ให้เสร็จ หากเลือกเสร็จกฎหมายนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะอีก 10 เดือน สว.หมดอายุตามสภาพกฎหมาย เว้นแต่จะแสร้งไม่เข้าใจ และเล่นแต่การเมือง หวังตีหัวเข้าบ้าน ด่าและ ดิสเครดิต สว. เพื่อหวังผลระยะยาวให้มีสภาเดียว ยืนยันถ้ากฎหมายนี้เข้ามาไม่เห็นด้วย จะไม่โหวตให้ผ่าน แต่ถ้าผ่านตนจะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามหน้าที่ การยื่นแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ใช่ของสนุกที่จะเล่นไปได้เรื่อยๆ เลิกเล่นเป็นเด็ก ซึ่งตอนนี้ สว.พร้อมเลือกนายกฯ แล้ว

‘เสี่ยหนู’หนุนตั้งสสร.รื้อทั้งฉบับ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์หลังประธานรัฐสภาสั่งเลื่อนการประชุมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ออกไปก่อนว่า พรรคภูมิใจไทยยังยืนยันเหมือนเดิมหากจะแก้รัฐธรรมนูญ อยากให้แก้ไขทั้งฉบับผ่านกระบวนการสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุพรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะมีท่าทีอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ให้เกิดขึ้นก่อน ทุกอย่างยังอยู่ในมือพรรคเพื่อไทยที่ต้องบริหารจัดการ ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วก็ยิ่งดี ยิ่งจบได้เร็วก็ยิ่งดี ประเทศจะได้เดินหน้าต่อไป

ต่อข้อถามถึงการรวมเสียงสส.และสว. นายอนุทินกล่าวว่า เราต้องคุยกัน การทำงานให้บ้านเมืองมีสเป๊กไม่ได้ จะบอกว่าห้ามทำโน่นทำนี่ไม่ได้ ต้องเอาบ้านเมืองเป็นใหญ่

‘บิ๊กตู่’เมินกระแส‘ป้อม’นายกฯ

เมื่อเวลา 06.50 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามหลังผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าห่วงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดความล่าช้าหรือไม่ว่า “เรื่องการเมืองไม่เอาอ่ะ”

เมื่อถามว่าขณะนี้สมการทางการเมืองมีชื่อของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พี่ใหญ่ของ 3 ป. เป็นนายกฯ มีการพูดคุยกับพล.อ.ประวิตรหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ตอบ แต่เดินเข้าไปยังห้องรับรองภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อเดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ และให้กำลังใจประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและ เจ้าหน้าที่ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์โรงงานพลุระเบิด ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

ห่วงตั้งรบ.ช้า-แต่ไม่แนะนำ

เวลา 13.45 น. ที่บน.6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากลงพื้นที่จ.นราธิวาส ถึงการได้รัฐบาลใหม่ช้าลง ทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องรักษาการต่อไปจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า โอ้ยไม่ตอบหรอก รัฐบาลไม่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวถามว่าจะกระทบเรื่องงบประมาณและการแต่งตั้งโยกย้ายหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทราบดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ สื่อถามมาตลอดและตนตอบมาตลอด เชื่อว่าจะไม่มีกระทบอะไรหรอกมั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องเงินเดือนข้าราชการจะกระทบหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีพอใช้พอจ่ายอยู่แล้ว เขามีเงินสำรองที่ใช้ได้ตามกฎหมายในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่มีผล กระทบอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือโครงการที่จะทำมันทำไม่ได้ เมื่อเกิดความเดือดร้อนอะไรขึ้นมาก็มีปัญหานั่นแหละ เพราะใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างจำกัด ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วใช่ไหม และอย่ามาถามว่านายกฯ มีความเห็นอย่างไร จะได้อะไร อย่างไร เมื่อไหร่ ตอนนี้ไม่ใช่ขั้นตอนที่นายกฯ จะไปเกี่ยวข้องใช่หรือเปล่า

ต่อข้อถามว่าจะให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ เพราะยิ่งยืดเวลาออกไปจะทำให้เกิดปัญหาในการบริหาร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่แนะนำ จะไปแนะนำใครเล่า เขาเก่งกันทุกคน” ผู้สื่อข่าวถามว่าดูเหมือนจะต้องเป็นรัฐบาลรักษาการอีกนาน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ‘ไม่รู้ ไม่ทราบ’ ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร หลังมีข่าวว่าจะชิงเก้าอี้นายกฯ บ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้คุยกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่าจะย้ายพรรค พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เห็นต้องคุยอะไรนี่ ไม่มีอะไร เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายสุชาติระบุมาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติเพราะมาช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์ และบอกด้วยว่าใจเป๋เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและวางมือทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม

‘เฮ้ง’ปัดข่าวทิ้งรทสช.

นายสุชาติให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงข่าว พล.อ.ประยุทธ์เรียกไปพูดคุยภายหลังมีกระแสจะย้ายออกพรรครวมไทยสร้างชาติไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นว่า ยืนยันว่าไม่มี ตอนนี้อยู่ตรงนี้ ยังไม่รู้ทิศทางว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้การเมืองมั่วไปหมด แต่เราต้องมีมารยาท สำหรับตนมีมารยาทพอ ยืนยันอีกครั้งว่ายังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้ไปไหน แต่มีผู้ใหญ่หลายคนหวังดีที่อยากให้ทำการเมืองไปข้างหน้า บริหารงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป

“ผมบอกตรงๆ ว่ามีคนมาชวนหลายคน แต่เรายังมีมารยาท เพราะยังอยู่ตรงนี้ และอีกอย่างคิดว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ไม่รู้ เราต้องอยู่ตรงนี้จะขยับอย่างไร แต่คนที่ให้ข่าวก็หวังดีกับเรา เขารักเรา มีหลายคนหลายกลุ่ม เห็นเราทำงานดูแลกระทรวงดี เขาเห็นฝีมือการทำงานก็อยากได้ไปร่วมงาน เขามาชวนว่าไปร่วมรัฐบาลด้วยกันไหม เพราะผมมีสส.หลายคน แต่ข่าวออกว่าผมมีสส.อยู่ 2-3 คน มันก็ดูถูกกันเกินไป ผมไม่อยากพูด” นายสุชาติกล่าว

เมื่อถามว่า ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติไปร่วมรัฐบาลจะไปทั้งพรรคหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ตนพูดไม่ได้ เป็นเรื่องของผู้บริหารพรรค ตนเป็นแค่สมาชิกคนเดียว เป็นสส.แค่คนเดียว ว่ากันไปเลย สุดท้ายพอออกมาแบบไหนเดี๋ยวก็เห็นเอง

‘ผู้กองนัส’โต้ดีลลับ-งูเห่าโผล่

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวกรณีที่มีการนำเสนอข่าวดีลลับปฏิบัติการลอยแพพรรคพลังประชารัฐ โดยระบุชื่อว่าตนจะนำสส.ในกลุ่มโหวตสนับสนุนนายกฯ ที่เป็นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เพื่อร่วมจับขั้วรัฐบาลว่า ขอปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว และขอยืนยันว่าหลังจากพรรคเพื่อไทย เชิญตนเองและคณะไปหารือเพื่อร่วมหาทางออกประเทศ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.จนถึง ขณะนี้ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือประสานงานจากตัวแทนพรรคเพื่อไทย เรื่องร่วมจัดตั้งรัฐบาล จึงไม่มีดีลลับอะไร

“ในฐานะเลขาธิการพรรค ยึดมั่นการทำงานของพรรคตามแนวทางของหัวหน้าพรรค และมติพรรค อย่าพยายามโยงหรือสร้างกระแสตีข่าว ที่ไม่มีข้อเท็จจริงเพราะไม่มีเรื่องงูเห่า ในพรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สส.ทุกคนมีความรักและ เป็นหนึ่งเดียว” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

‘เสี่ยอ้วน’มั่นใจตั้งรบ.สำเร็จ

ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีช่วงหลังนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยต่างเก็บตัวเงียบว่า ไม่ได้เงียบ ทั้งคู่ก็เข้าพรรคอยู่เป็นปกติ ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ดินของ บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่เกี่ยวข้องกับนายเศรษฐาก็มีการชี้แจงแล้ว ซึ่งคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีคนตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะได้เกิดความสบายใจ เพราะเราไม่ได้มีอะไรที่ปิด บังอำพราง มั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของเรา ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนที่จะมีการเสนอชื่ออยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้เหมือนพรรค เพื่อไทยถูกบีบทั้งจากพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลและสว.เรื่องคุณสมบัติของนายเศรษฐา นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ทำให้รู้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีการบีบนั่นบีบนี่ ถึงที่สุดแล้วในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่จะบริหารประเทศต้องหนักแน่นและมีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้นำ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถนำพาประเทศ และความแตกต่างของพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกันฝ่าวิกฤตประเทศไปได้ พรรคเพื่อไทยยินดีรับฟังความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ถึงที่สุดแล้วการตัดสินใจอยู่ที่ความเป็นจริงทั้งการเมือง ประเทศไทย และประชาชน

ต่อข้อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะจัดรัฐบาลได้สำเร็จ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องมั่นใจสิ ไม่มั่นใจเราจะดำเนินการมาถึงขั้นนี้หรือ เชื่อว่าความตั้งใจ ประสบการณ์ ความสามารถของบุคลากรพรรคที่มีอยู่ และผลงานที่เคยทำมาแล้ว เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้ และความขัดแย้งที่สะสมมากว่า 20 ปี เราเชื่อว่าโดยจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่อยู่กับความเป็นจริง และใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ละมุนละม่อม ประนีประนอม เราจะช่วยกันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และสลายความขัดแย้งไปให้ได้ และจะดีขึ้นเรื่อยๆ

ชี้คุยเก้าอี้รมต.แค่ข่าวทิพย์

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวพรรคต่างๆ ที่ไปเจรจามีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นข่าวลือข่าวทิพย์ ที่ผ่านมายังไม่มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งเลย มีเพียงการพูดคุยว่าถ้าบรรยากาศเป็นเช่นนี้แล้ว พรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว การที่จะมีรัฐบาลใหม่โดยมีนายเศรษฐาเป็นนายกฯ ท่านทั้งหลายเห็นอย่างไร หากยอมรับให้นายเศรษฐาและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็ช่วยสนับสนุนนายเศรษฐา และตนได้ระบุไปอย่างชัดเจนแล้วว่าวันนี้เรากำลังเลือกนายกฯ บนสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นสถานการณ์ที่บ้านเมืองวิกฤตมามากมายพอสมควร ยิ่งปล่อยให้มีการจัดตั้งรัฐบาลช้า ยิ่งทำให้ประเทศมีวิกฤตมากขึ้น

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่มีข่าวเลื่อนโหวตนายกฯ กระดานหุ้นแดงทั้งกระดาน ชัดเจนว่าคนต้องการอยากได้รัฐบาลใหม่เร็วเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา ย้ำว่าหากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้อง เราไม่อยากจะทำอะไรที่ทำให้มีความรู้สึกว่าเราไม่ได้สนใจศาลรัฐธรรมนูญ เราฟังคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ การเลื่อนออกไปประมาณ 10 วันถือว่าดี ขณะนี้ประเทศอยู่ในวิกฤต มีความขัดแย้งในมิติต่างๆ การที่จะได้นายกฯ ที่ให้ทุกฝ่ายได้เห็น ได้คุยและสบายใจ จนกระทั่งสามารถเลือกมาได้ จะเป็นกระบวนการที่สร้างความเชื่อมั่นและทำงานได้อย่างดีที่สุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ได้โทรศัพท์มาคุยกับตน ซึ่งไม่มีอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีพรรคก้าวไกลและพรรคของ 2 ลุง ทำให้การโหวตนายกฯ จำเป็นต้องใช้เสียงของสว.มากถึง 100 กว่าเสียงขึ้นไป เป็นเรื่องยากหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่คิดถึงบริบทนั้น วันนี้เราเอาปัญหาของประเทศชาติเป็นหลัก หากใครยินดีและเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยก็ช่วยสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล เราต้องการทำการเมืองมิติใหม่ เอาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ความต้องการของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเป็นตัวตั้ง

พท.อัดปฏิบัติการ‘ล้มนิด’

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง เปิดข้อมูลอ้างนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ พรรคเพื่อไทยทำนิติกรรมอำพรางเลี่ยงภาษีการซื้อขายที่ดิน 521 ล้านบาท ขณะเป็นผู้บริหารบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ว่า นายชูวิทย์จะตรวจสอบเรื่องอะไรก็เป็นสิทธิ แต่เท่าที่จำได้นายชูวิทย์แหย่เรื่องนี้มาตั้งแต่แรก แต่ไม่ลงมือเปิดข้อมูล มาเลือกลงมือในจังหวะเวลานาทีสำคัญก่อนโหวตเลือกนายกฯ คำถามคือถ้าทำกันจนการโหวตนายเศรษฐามีปัญหา ใครคือผู้ได้ประโยชน์ เพราะอาชญากรย่อมได้ประโยชน์จากอาชญากรรมที่ตัวเองก่อขึ้น ความพยายามในการดิสเครดิตแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เพื่อไทยเป็นไปเพื่อเปิดทางไปสู่ปฏิบัติการ “ล้มนิด ชุบชีวิตใคร” หรือไม่

“นายเศรษฐาชื่อเล่นชื่อนิด ปฏิบัติการนี้หวังล้มนายเศรษฐา เพื่อชุบชีวิตคนที่หมดโอกาสไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพกลับสู่เส้นทางลุ้นเป็นนายกฯ หรือไม่ เพื่อไทยยืนยันว่านายเศรษฐามีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ไม่ได้ฝ่าฝืนจริยธรรมใดๆ ตามที่กล่าวอ้าง ถ้านายชูวิทย์ติดใจสงสัยในกรณีดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้ที่กรมสรรพากร ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาสไปมากแล้ว ปล่อยให้ประเทศไทยได้ไปต่อ ประเทศไม่ควรขาดรัฐบาลนานเกินไป” นายอนุสรณ์กล่าว

ย้ำแบ่งซื้อขายที่ดินไม่ผิด

ด้านนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องที่มีคนตั้งคำถามถึงการซื้อขายที่ดินของ #แสนสิริแปลงหนึ่ง ตนเชื่อว่าพี่ๆ น้องๆ ในวงการอสังหาฯ หรือคนที่เคยซื้อขายอสังหาฯ กับ developer ต่างๆ คงเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องปกติมาก ที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายจะทำสัญญาแบ่งกันรับผิดชอบค่าธรรมเนียม หรือภาษีต่างๆ ในแบบที่ตกลงกันไป สามารถแบ่งกันจ่าย หรือให้ใครจ่ายฝ่ายเดียวก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราจะสนใจที่มูลค่าหรือค่าใช้จ่ายรวมที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว บางครั้งการทำโปรโมชั่นฟรีค่าใช้จ่าย หรือคือผลักให้ผู้ขายเป็นผู้จ่ายทั้งหมดก็เป็นเรื่องปกติ และอาจมีการไปบวกราคาเพื่อรับโปรโมชั่นนั้นไว้แล้วด้วยซ้ำ

การซื้อที่ดินของ developer ก็เช่นกัน เรามักจะมุ่งที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนจากค่าใช้จ่ายสุทธิในการได้มาซึ่งที่ดินอยู่แล้ว ในกรณีนี้ราคาที่ผู้ขายตกลงขาย ทำสัญญาว่ารวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างไว้ที่ผู้ขายแล้ว (ผู้ขาย รับผิดชอบทั้งหมด) ตนจึงมองว่าการบริหารจัดการเรื่องภาษีหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ของฝั่ง ผู้ขาย จึงเป็นเรื่องของผู้ขายเอง

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะซื้อจะขายที่ดินถือเป็นความสมัครใจของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ซื้อทำได้เท่าที่ผู้ขายจะตกลงด้วย เมื่อเป้าหมายของผู้ซื้อคือต้องการที่ดินในราคาที่ตนรับได้และยอมรับเงื่อนไขของผู้ขาย และเป้าหมายของผู้ขายคือการขายที่ดินออกไปในราคาที่ตนต้องการ โดยยอมรับภาระทางภาษีไว้เอง ไม่เห็นมีตรงไหนที่ผู้ซื้อที่ดินจะทำผิดมาตรฐานจริยธรรม ผิดกับบางคนทำผิดจริยธรรมมาเกือบทั้งชีวิต

มท.ชี้ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี

รายงานข่าวระดับสูงจากกรมที่ดิน กระทรวง มหาดไทย(มท.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นจะต้องไปดูรายละเอียดดังกล่าวว่ามีการแบ่งที่ดินจริงหรือไม่ ถ้าเป็นที่ดินส่วนบุคคล ทุกคนต่างมีสิทธิ์ของตนเองเพื่อดำเนินการขายได้ ถือว่าเป็นสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากรกำหนด ยกตัวอย่างโฉนดที่ดินที่ได้รับมรดกที่ต้องแบ่งแปลงที่ดินให้กับหลายคน แต่มีการซื้อขายที่ดินทั้งที่ยังไม่มีการแบ่งแปลงที่ดิน จะเสียภาษีเท่าที่ขนาดที่ดินที่ขายได้

หากเป็นที่ดินแปลงเดียวกันแล้วแบ่งแปลงขายให้กับบุคคลเดียวก็สามารถทำได้เพื่อเสียภาษีเฉพาะที่ดินแปลงที่ขายเท่านั้น จะทำให้ฐานภาษีที่ดินต่ำลง ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่สามารถกระทำได้และถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น ไม่ใช่การเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด ส่วนเรื่องภาษีที่ดินตามหลักการจะคิดคำนวณตามประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร เพราะกรมที่ดินมีหน้าที่เก็บภาษีให้กรมสรรพากร โดยยึดคำนวณภาษีจากราคาประเมินที่ดินที่มีกรมธนารักษ์เป็นผู้กำหนด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน